คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 162 ใครเข้ามา ตาย!

            

            กระ!

            บี่!

            สิบ!

            ทิศ!

            ทันใดนั้น...

            เสียงกระบี่คำรามสะท้านฟ้า

            สรรพสิ่งจมเข้าสู่ห้วงแห่งความเงียบงัน เวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ

            จากนั้นกระบี่ที่มีลำแสงแห่งพลังพุ่งตามหลังมาถึงเก้าระลอก ตรงไปยังอินซานโจ๋วกับพวกทันที

            เป็นกระบี่ที่หนักอึ้ง และเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารอย่างมหาศาลเหลือเกิน

            ทั้งสามหน้าถอดสีทันที ขณะที่การโจมตีก็ชะงักลงเช่นกัน

            เมื่อสบโอกาส อินเชียนซางเตะเท้าลงพื้น ถอยกลับออกไปหลายจั้ง จึงหลบจากการโจมตีของคนทั้งสามไปได้ในที่สุด

            เมื่อโจมตีไม่สำเร็จ ลำแสงแห่งกระบี่ทั้งสิบส่งเสียงคำรามกึกก้องพวกมันผสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นหนึ่ง แล้วพุ่งออกไป

            ฝูงชนมองตามแสงแห่งกระบี่ที่พุ่งออกไปไกลลิบ

            และแล้ว พวกเขาพบว่าไกลออกไป เด็กหนุ่มผู้แบกดาบและกระบี่เอาไว้ที่บนแผ่นหลังกำลังเดินเข้าหาอย่างเชื่องช้าทันใดนั้น ลำแสงแห่งกระบี่ทะยานกลับเข้าไปในฝักกระบี่บนหลังของเขาอย่างแม่นยำ

            แม้จะอยู่ไกลกันมาก แต่ด้วยสายตาของยอดฝีมือทั้งสาม พวกเขาย่อมดูออกว่าผู้มาใหม่คือจุดประสงค์ที่พวกเขาเดินทางมาในวันนี้...ซูฉางอัน

            เหตุนี้ พวกเขาจึงเผยประกายความประหลาดใจขึ้นอย่างอดไม่ได้

            บัดนี้ องค์ชายห้าเสื่อมอำนาจลงแล้ว ทั้งยังมีคำรับสารภาพของตู้หงฉางอีกเรื่องเหล่านี้ ทำให้เขาตกเป็นเป้าโจมตีของทุกคน พวกเขาต่างคิดว่า สำหรับซูฉางอันทางออกที่ดีที่สุดคือหนีออกไปจากเมืองฉางอันพร้อมดาบเก้าผจญและกระบี่สิบทิศหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ ณ บัดนี้ นอกจากไม่หนี เด็กหนุ่มผู้นี้กลับปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้อีก

            และในตอนที่พวกเขากำลังคิดเช่นนั้นในใจ

            ซูฉางอันเดินมาหยุดตรงหน้าพวกเขา

            “คุณชายซู ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ในเวลาเช่นนี้ ยังกล้าออกมาอีก”จางจื่อวู่ชิงพูดขึ้นก่อน ใบหน้าของเขายังคงประดับประดาไปด้วยรอยยิ้มไม่เปลี่ยนจะแตกต่างไปจากเดิมก็ที่บัดนี้มุมปากของเขาถูกยกขึ้นอย่างหยามเหยียดและกลั่นแกล้งเท่านั้น

             ทางด้านของอินซานโจ๋ว เพราะซูฉางอัน ตลอดหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา เขาต้องล้มเหลวลงครั้งแล้วครั้งเล่าในที่สุดก็ได้เวลาคิดบัญชีเสียที ความสะใจระเบิดขึ้นในหัวใจ อินซานโจ๋วเริ่มพูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ“ซูฉางอัน คิดไม่ถึงสินะว่าตัวเองจะมาอยู่ในจุดนี้ได้? ข้าขอเตือนให้เจ้ามอบดาบเก้าผจญกับกระบี่สิบทิศออกมาเสียดีๆจะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”

            มีเพียงหม่าอันเยี่ยนเท่านั้นที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาเขาเพียงจับกระบี่ในมือแน่น แล้วจ้องเขม็งไปที่เด็กหนุ่มผู้มาใหม่ตาไม่กะพริบ

            เขากับซูฉางอันเคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่เขารู้ดีว่าเด็กผู้นี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มไม่รู้กาลเทศะทำอะไรตามใจเหมือนกับเด็กทั่วไป ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในงานร้อยสำนักก็แสดงให้เห็นแล้วว่าแม้เขาจะกระทำบางอย่างที่มีความเสี่ยงไปบ้าง แต่ทุกสิ่งที่เขาทำล้วนมีการวางแผนทั้งสิ้นเขาไม่มีวันทำในสิ่งที่รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน

            บัดนี้สำนักเทียนหลานมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง แต่เขากลับปรากฏกายพร้อมอาวุธวิเศษเห็นได้ชัดว่าเขามั่นใจอยู่ไม่น้อย เขาต้องมีไพ่ตายซ่อนไว้อีกไม่ผิดแน่กระบี่ที่พุ่งเข้าเมื่อครู่เต็มไปด้วยรังสีสังหารทั้งยังอัดแน่นไปด้วยพลังแห่งกระบี่ พลังที่แฝงอยู่ในการโจมตีมหาศาลจนแม้แต่เขาก็ยังมองข้ามไปไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงรู้ดีว่าต่อจากนี้ต้องมีศึกหนักเกิดขึ้นแน่

            ซูฉางอันทำราวกับมองไม่เห็นความเหยียดหยามและเย้ยหยันอันแสนโจ่งแจ้งในน้ำเสียงของคนทั้งสองแต่กลับมองไปรอบด้านด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก ทางด้านองครักษ์ที่ยืนอยู่โดยรอบพวกเขาเคยพบเจอผู้คนมามาก ทว่าเมื่อได้เห็นสายตาเช่นนี้ ก็ยังอดผวาไม่ได้เด็กหนุ่มมีสายตาที่คมกริบเพียงนี้ทั้งที่อายุน้อยเหลือเกินและสายตาเช่นนี้ก็ทำให้ศิษย์คนอื่นต่างผวาไปตามๆ กัน ความหวาดกลัวระเบิดขึ้นในพริบตา

            ในที่สุด เขากวาดตาผ่านร่างของคนทั้งหลายไปหยุดอยู่บนร่างของกู่เซี่ยนจวินที่กำลังนั่งกึ่งคุกเข่าพลางยันกระบี่ลงบนพื้นดินอย่างหมดแรง

            นับแต่เขาปรากฏกายขึ้น สายตาของนางก็จับจ้องไปที่ร่างของเขาด้วยความกังวลมาโดยตลอด

            วินาทีนั้น รังสีเย็นยะเยือกบนใบหน้าของซูฉางอันพลันสลายไปเขาส่งยิ้มไปให้ เป็นเชิงว่าให้หญิงสาวสบายใจได้

            จากนั้น ซูฉางอันหันไปมองฝานหรูเยว่ที่นอนกองอยู่บนพื้นอย่างไม่รู้เป็นรู้ตายในจุดที่ห่างออกไป

            เขาขมวดคิ้วมุ่นขึ้น รังสีสังหารปะทุออกจากร่างผอมอีกครั้ง แต่เพียงไม่นานเขาก็ข่มพวกมันกลับไปดังเดิม

            ในที่สุด หลังทอดมองร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้นดินนานหลายอึดใจเขาก็หันไปมองอินเชียนซางที่ช่วยรั้งอินซานโจ๋วกับยอดฝีมือทั้งสองเพื่อเขา

            “ขอบคุณ” เขาประสานมือเข้าด้วยกันในท่าคารวะ แล้วกล่าวขึ้นเช่นนั้น

            อินเชียนซางเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนจะนำไหเหล้าที่ข้างเอวออกมาจากนั้นยกมันขึ้นสูง หลังดื่มเหล้าเคล้าโลหิตลงคอ เขาก็กล่าวขึ้นในที่สุด“เล็กน้อย”

            อินซานโจ๋วที่อยู่ข้างๆ มีสีหน้าบูดบึ้งไม่น้อย

            การเมินที่ไม่รู้จงใจหรือไม่จากซูฉางอันทำให้ความได้ใจที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นของอินซานโจ๋วแปรเปลี่ยนไปเป็นเปลวเพลิงอันแสนร้อนแรงในที่สุด

            “ซูฉางอัน มาถึงขั้นนี้! เจ้ายังจะแสร้งทำอวดเก่งอีกทำไม ยังไม่รีบมอบตัวอีก!” เขาคำรามเสียงดังสนั่น พลังพลังวิญญาณระเบิดออกจากร่างราวกับเขื่อนแตกเขาทำท่าราวจะพุ่งเข้าใส่แล้ว

            ทว่าซูฉางอันกลับทำราวมองไม่เห็นพลังอำนาจที่น่าสยดสยองของศัตรูเช่นนั้น

            เขาเงยหน้าขึ้น แล้วจ้องไปยังอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ

            ดวงตาของเขาใสสะอาด และเย็นยะเยือกเหลือเกิน ทว่าในขณะเดียวกันก็ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงเช่นกัน

            ราวกับมังกรที่ถูกท้าทาย ปานเป็นพญาราชสีห์ที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล

            ภายใต้สายตาคู่นั้น จู่ๆ อินซานโจ๋วก็เริ่มปรากฏความหวาดกลัวขึ้นอย่างน่าประหลาด

            เป็นเวลานาน กว่าเด็กหนุ่มร่างผอมจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความอ่อนเยาว์

            “กว่าร้อยปีก่อน ตั้งแต่แผ่นดินต้าเว่ยเพิ่งก่อตั้งขึ้น”

            “เทียนเฉียนเทียนซูปกป้องแผ่นดินทางเหนือจากเผ่าปีศาจและต้านการโจมตีจากเผ่าหมาน”

            “เทียนจีกำหนดและวางแผน เทียนเสียนท่องไปในแผ่นดินร่วมกันช่วยเหลือราษฎรมาตลอด”

            “อวี้เหิง เหยากวง และไคหยางปกปักศูนย์กลางของแผ่นดินเอาไว้ปกป้องรากแก่นของแผ่นดินให้มั่นคง”

            “เพราะพวกเขา แผ่นดินต้าเว่ยถึงสงบสุขและรุ่งโรจน์ได้นับร้อยปี”

            “แต่บัดนี้ เมื่อเหล่าผู้อาวุโสกลับสู่อ้อมกอดแห่งหมู่ดาวพวกเจ้าก็คิดร้ายต่อสำนักเทียนหลานทันที”

            “ผีชั่วแฝงตัวในร่างมนุษย์ เมื่อคราบคนสิ้น ความอัปลักษณ์ก็เผยสู่สายตาพวกเจ้าแสร้งเป็นคนดีอยู่นาน พอสบโอกาสก็ออกมาเห่าหอนเลยอย่างนั้นหรือ”

            “วันนี้ ในเมื่อข้ามประตูมาแล้ว...”

            เมื่อกล่าวมาจนถึงตรงนี้ปิ่นที่ปักรวบเส้นผมของซูฉางอันเอาไว้ก็ร่วงหล่นลงมา ก่อนพลังที่น่าสยดสยองจะกระจายไปทั่วพัดให้เส้นผมของเขาปลิวไสวขึ้นไปในอากาศ

            เขาหยิบดาบออกจากฝักที่แบกอยู่บนแผ่นหลัง ตัวดาบพลันส่องประกายสว่างไสวราวจันทราขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะ

            กระบี่สิบทิศทะยานออกจากฝักทันทีที่สิ้นเสียงกล่าว จากนั้นเสียงคำรามแห่งกระบี่ก็ปะทุขึ้นกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ลอยอยู่เหนือหัวคนหนุ่มพร้อมกับเงากระบี่อีกเก้าเล่ม ปานพญาอินทรีเหนือท้องนภาที่ทอดมองเหยื่อเบื้องล่างเช่นนั้น

            ตูม!

            เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังของคนทั้งหลายเบาๆ

            ฝูงชนสะดุ้งเฮือก เมื่อหันไปมองตามทิศของเสียง จึงพบว่าประตูสำนักปิดลงแล้วมันปิดลงทั้งที่ไม่มีใครแตะเสียด้วยซ้ำ

            “เช่นนั้นก็...”

            “ตายที่นี่ให้หมดเลยก็แล้วกัน!”

            เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นฉับพลัน

            มันเป็นเสียงที่เงียบสงบ ทว่าน่าสยดสยองไม่แพ้กัน

            คนทั้งหลายสะดุ้งตกใจ หันกลับไปมองเด็กหนุ่มเจ้าของเสียงทันที

            แต่พวกเขากลับพบว่า บัดนี้ ดวงตาของเด็กหนุ่มกลายเป็นสีแดงก่ำตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบพลังวิญญาณระเบิดจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ลำแสงแห่งดาบพลังแห่งกระบี่ และสายฟ้าต่างลอยตลบไปทั่วบริเวณ

            ทันใดนั้น ท้องนภาราวจะหมองแสงลงไปไม่น้อย

            แม้จะเป็นเวลาเที่ยงตรง แต่ความมืดมนโดยรอบ กลับดูเหมือนเวลาพลบค่ำไม่มีผิด

            เด็กหนุ่มก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพลันรังสีสังหารที่มากราวกับคลื่นยักษ์กลางสมุทรก็สาดซัดเข้าปกคลุมบริเวณโดยรอบเอาไว้

            พลังอำนาจของเขาช่างมหาศาลเหลือเกิน แม้แต่อินซานโจ๋วและยอดฝีมือทั้งสองที่มีพลังอยู่ในระดับปราบวิญญาณก็ยังอดอกสั่นขวัญผวาไม่ได้

            “คุมพิภพ!?”ราวจะรับรู้ได้ถึงบางอย่าง คนทั้งสามสะดุ้งตกใจ เมื่อไม่กี่วันก่อนซูฉางอันยังมีพลังเพียงระดับอรุณรุ่งแท้ๆ  เหตุใดแค่ไม่กี่วันก็มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพเสียแล้ว?

            ความก้าวหน้าเช่นนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจริงพวกเขายังไม่เคยได้ยินว่าใครก้าวหน้าได้รวดเร็วเช่นนี้มาก่อนแม้แต่มั่วทิงอวี่ในตอนนั้นก็ยังเทียบชั้นไม่ได้เลยกระมัง?

            ยังไม่ทันที่พวกเขาจะหายตกใจในสิ่งที่ได้รับรู้ พลังกดดันแสนลึกลับก็เข้ามาครอบคลุมคนทั้งสามเสียแล้ว

            “นี่มัน!!!” จู่ๆพวกเขาก็หน้าถอดสีไปหมด ราวเป็นหมูที่เพิ่งรู้ว่ากำลังจะถูกเชือดเช่นนั้น“แดนอำนาจอย่างนั้นหรือ?” คนทั้งสามพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

            “ถูกต้อง นี่ละ แดนอำนาจของข้า”

            “ไม่มีกระบี่ ไม่มีดาบ ไม่มีเพลิงศักดิ์สิทธิ์ หรือสายฟ้าอะไรทั้งนั้น”

            “แดนอำนาจของข้า มีนามว่าเทียนหลาน!”

            เด็กหนุ่มกล่าวเช่นนั้น

            เขาเผยประกายรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก เผยให้เห็นฟันสีขาวสะอาดที่ซ่อนอยู่ภายในซึ่งกำลังฉายประกายแสงแห่งความอำมหิตขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดที่ย่างกรายเข้ามา

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน