ในยุคที่แสงแรกของอรุณรุ่งส่องผ่านยอดเขาเหมันต์ที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน สำนักเหมันต์เร้นลับยังคงเงียบสงบดุจเดิม ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เด็กหญิงตัวเล็กๆ วัยเพียงแปดขวบกำลังกวาดลานหน้าหอธรรมด้วยไม้กวาดที่ใหญ่เกินกว่าร่างเธอจะถือได้อย่างสะดวก ใบหน้าเล็กๆ ที่ยังคงมีความอ่อนเยาว์แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เหมาะกับวัย
เด็กหญิงนั้นคือ ฉางเสวี่ย เด็กกำพร้าที่ถูกพบในป่าหิมะเมื่อสามปีก่อน ร่างกายเล็กๆ ที่เกือบจะแข็งตายด้วยความหนาวเหน็บ หากไม่ใช่ปรมาจารย์เหลียงซินผู้เป็เ้าสำนักออกมาเก็บเห็ดยาหายากในคืนนั้น เธอคงไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีกครั้ง
"เสวี่ย..." เสียงเรียกที่อ่อนโยนแต่เคร่งขรึมดังขึ้น ทำให้เด็กหญิงหันไปมองด้วยดวงตาใสวิ๋งที่เปี่ยมด้วยความเคารพ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่แปลกตาและงดงามเหนือธรรมดา
"ท่านอาจารย์ค่ะ" ฉางเสวี่ยวางไม้กวาดลงแล้วกราบไหว้อย่างเรียบร้อย แม้ร่างกายจะเล็ก แต่ท่าทางของเธอเต็มไปด้วยความสง่างามที่ไม่เหมาะกับวัย เหมือนกับว่าความสง่างามนั้นได้ฝังลึกอยู่ในสายเืของเธอ
ปรมาจารย์เหลียงซิน ผู้เป็เ้าสำนักเหมันต์เร้นลับ มองลงมาที่ศิษย์น้อยด้วยสายตาที่อ่อนโยน ใต้ผมสีขาวที่เกล้าเป็มวยสูง ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเล็กน้อย นางรู้ดีว่าเด็กคนนี้แตกต่างจากเด็กทั่วไป ไม่เพียงแต่ความงามที่โดดเด่น แต่ยังมีพร์ในการฝึกวรยุทธที่หาได้ยากยิ่ง
"เ้าทำงานหนักเกินไป เด็กในวัยเ้าควรจะเล่นกับเพื่อนๆ มากกว่านี้" เหลียงซินพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเมตตา
"หนูไม่เหนื่อยค่ะ ท่านอาจารย์" เสวี่ยตอบด้วยเสียงใสแจ๋ว "หนูชอบทำงานให้ท่าน และหนูอยากเรียนวิชาการต่อสู้ด้วยค่ะ หนูอยากแข็งแกร่งเหมือนท่านอาจารย์"
คำพูดของเด็กหญิงทำให้เหลียงซินรู้สึกประหลาดใจ เด็กส่วนใหญ่ในวัยนี้มักจะกลัวการฝึกวรยุทธที่เข้มงวดและเ็ป แต่เสวี่ยกลับแสดงความกระตือรือร้นอย่างแท้จริง
เหลียงซินเดินเข้าไปใกล้แล้วยื่นมือลูบหัวเธอเบาๆ "เ้ารู้หรือไม่ว่า วิชาการต่อสู้ของสำนักเรานั้นเป็วิชาที่โหดร้าย ต้องใช้ความอดทนและความมุ่งมั่นสูงมาก โดยเฉพาะวิชาธาตุเหมันต์ที่เป็เอกลักษณ์ของสำนักเรา มัน้าจิตใจที่เข้มแข็งและความเ็าที่ไม่หวั่นไหว"
"หนูพร้อมค่ะ!" ดวงตาของเสวี่ยเปล่งประกายด้วยความตั้งใจ "หนูจะฝึกให้เก่งที่สุด แล้วจะปกป้องสำนักและตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์ หนูจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง"
ความมุ่งมั่นในสายตาของเด็กหญิงตัวเล็กทำให้เหลียงซินรู้สึกประทับใจอย่างลึกซึ้ง นางเห็นแววตาที่คล้ายกับตัวนางเองในวัยหนุ่ม ความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งและปกป้องสิ่งที่รัก แต่ในเวลาเดียวกัน นางก็รู้สึกถึงความเหงาและความปรารถนาที่จะมีคนรักในดวงตาของเด็กคนนี้
"ถ้าเช่นนั้น... เราจะเริ่มั้แ่พรุ่งนี้" เหลียงซินพยักหน้า "แต่เ้าต้องสัญญาว่าจะไม่ย่อท้อ แม้จะเ็ปหรือเหนื่อยล้าแค่ไหน การฝึกวิชาธาตุเหมันต์นั้นเ็ปกว่าวิชาอื่นๆ มาก"
"หนูสัญญาค่ะ!" เสวี่ยตอบด้วยความมั่นใจที่ไม่เหมาะกับวัย
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของฉางเสวี่ยไปตลอดกาล
---
ผ่านไปสิบเจ็ดปี ฉางเสวี่ยในวัยยี่สิบห้าได้กลายเป็ปรมาจารย์รุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วูเาเหมันต์ ความงามของนางราวกับดอกบัวหิมะที่บานเบิกท่ามกลางพายุหิมะ ผิวพรรณขาวเนียนดุจหยกแท้ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเหมือนท้องทะเลลึกที่เต็มไปด้วยความเ็าแต่งดงาม และเส้นผมยาวสีดำขลับที่ปลิวไสวเมื่อลมพัด
ด้วยพื้นฐานกำลังภายในที่สูงส่งและวิทยายุทธธาตุเหมันต์ที่นางชำนาญ ทำให้รูปลักษณ์ของนางยังคงเหมือนสาวน้อยอายุยี่สิบต้นๆ ผิวพรรณเนียนนุ่มไร้ริ้วรอย และร่างกายที่สมส่วนอย่างสมบูรณ์แบบ
"อาจารย์เสวี่ย กรุณาสอนวิชาการควบคุมธาตุน้ำแข็งให้ศิษย์ด้วยเถิด" เสียงขอร้องของศิษย์สาวดังขึ้นในลานฝึกที่ปกคลุมด้วยหิมะขาว
ฉางเสวี่ยยืนอยู่ท่ามกลางศิษย์สาวนับสิบคน ใบหน้าเ็าแต่ไม่ใจร้าย ความสง่างามที่เปล่งออกมาจากนางทำให้ทุกคนรู้สึกเคารพและหลงใหล "การควบคุมธาตุน้ำแข็งต้องอาศัยจิตใจที่เงียบสงบเป็หลัก เ้าต้องรู้สึกถึงความเย็นที่ไหลเวียนในร่างกาย แล้วค่อยๆ นำมันออกมาด้วยความนุ่มนวล ไม่ใช่การบังคับ"
นางยกมือขึ้น ปราณเย็นเยียบไหลออกจากฝ่ามือจนอากาศรอบกายเริ่มแข็งตัว ในพริบตา ดอกไม้ที่อยู่ในแจกันใกล้ๆ กลายเป็น้ำแข็งใสแจ๋วที่สวยงาม แต่ยังคงรักษารูปทรงและความงามของดอกไม้ไว้อย่างสมบูรณ์
"เห็นหรือไม่? ความเย็นไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อรักษาความงาม ทำให้สิ่งต่างๆ คงอยู่ในรูปแบบที่สมบูรณ์แบบ นี่คือหัวใจสำคัญของวิชาธาตุเหมันต์"
ศิษย์สาวทุกคนจ้องมองด้วยความประทับใจ ไม่เพียงแต่ฝีมือการต่อสู้ แต่ปรัชญาในการใช้พลังของอาจารย์เสวี่ยก็ลึกซึ้งเสมอ การสอนของนางไม่เพียงแต่เน้นเทคนิค แต่ยังเน้นการเข้าใจธรรมชาติของพลังและการใช้มันอย่างสร้างสรรค์
"อาจารย์เสวี่ย" เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ทุกคนหันไป เป็ศิษย์สาวชื่อ หลิงเอ๋อ ที่เพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "มีข่าวลือว่าสำนักดาบ์้าสู่ขอนางเป็ภรรยาอีกแล้วค่ะ และครั้งนี้พวกเขาส่งของหมั้นมาด้วย"
ฉางเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ เื่นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนนางเริ่มเบื่อหน่าย ไม่เพียงแต่สำนักดาบ์ แต่ยังมีสำนักอื่นๆ อีกหลายแห่งที่ส่งคนมาสู่ขอ "บอกพวกเขาไปว่า ข้าไม่สนใจเื่การแต่งงาน ข้ามีเพียงการฝึกวรยุทธเท่านั้นที่สำคัญ"
"แต่อาจารย์เสวี่ย..." หลิงเอ๋อลังเล "นางก็อายุยี่สิบห้าแล้วนะคะ ผู้หญิงในวัยนี้ควรจะมีครอบครัวแล้ว และสำนักดาบ์ก็เป็สำนักใหญ่ การแต่งงานกับพวกเขาจะทำให้สำนักเราแข็งแกร่งขึ้น"
"ครอบครัว?" ฉางเสวี่ยหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่เ็าแต่ไพเราะ "สำนักนี้คือครอบครัวของข้า ท่านอาจารย์เหลียงซินคือพ่อของข้า และพวกเ้าคือน้องๆ ของข้า ข้าไม่้าอะไรมากกว่านี้ การแต่งงานจะเป็อุปสรรคต่อการฝึกวรยุทธของข้า"
คำพูดของนางทำให้ศิษย์สาวทุกคนรู้สึกอบอุ่น แต่ในใจลึกๆ ของฉางเสวี่ย กลับมีความรู้สึกว่างเปล่าบางอย่างที่นางไม่เข้าใจ เหมือนกับว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปในชีวิตของนาง
เย็นวันนั้น ฉางเสวี่ยนั่งสมาธิอยู่ในห้องส่วนตัว แสงเทียนส่องแสงเรื่อๆ บนใบหน้าที่งดงาม นางรู้สึกถึงการไหลเวียนของปราณในร่างกาย พลังที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน แต่ก็รู้สึกเหมือนมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งขาดหายไป
'ข้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้' นางคิดในใจ 'เพื่อปกป้องสำนัก เพื่อตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์ และเพื่อ...'
เพื่ออะไรกันแน่? นางไม่แน่ใจ แต่ความปรารถนาที่จะเข้าถึงขั้นสูงสุดของวรยุทธนั้นเผาไหม้อยู่ในหัวใจ เหมือนกับว่าการบรรลุถึงจุดสูงสุดของพลังจะทำให้นางพบกับสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต