55 1-2
ตอนที่ 89 จดหมายถึงประมุขสายหลัก (1)
สมรภูมิบนกระดานหมากรุกประหนึ่งเสือมังกรกินกันไม่ลง และท้ายที่สุด จบลงด้วยการไร้ซึ่งผู้แพ้ชนะ เหลิงหยุนเจียวลูบปลายคางด้วยความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ข้าไม่นึกเลยว่า เจ้าจะมีปัญญาเดินหมากได้เฉียบแหลมถึงเพียงนี้”
ได้ยินเช่นนั้น โม่เฉินหยวนถึงกับเลิกคิ้วกระตุกขึ้น ควรจะเป็นเขามากกว่าที่ต้องรู้สึกประหลาดใจมิใช่รึ? ในทวีปปราณฟ้าแห่งนี้ เขาสามารถพิชิตเซียนหมากรุกแทบทุกสารทิศได้จนหมดแล้ว ตั้งแต่บรรดาผู้ที่เรียกตนเองว่าชนชั้นอัจฉริยะจวบจนไปถึงชนชั้นปรมาจารย์
เหลิงหยุนเจียวเป็นเพียงคนแรกและเพียงผู้เดียวที่สามารถจบศึกด้วยผลเสมอกับเขาได้
“นี่เจ้าเรียนรู้ทักษะการเล่นหมากรุกมาจากผู้ใดกัน?”
“นี่กำลังสอบสวนข้าอยู่กระมัง? รอบตัวข้ามีแต่คนไม่น่าไว้ใจทั้งสิ้น ข้าจึงศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเอง!”
“....” ดูจากอุปนิสัยของนางแล้ว อืม...น่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
แต่ไม่ทราบเพราะเหตุอันใด ทุกคราที่ประโยคเหล่านี้หลุดออกจากปากของเหลิงหยุนเจียวเมื่อใด โม่เฉินหยวนพลันต้องรู้สึกตงิดใจอยู่ทุกคราไป
“คุณหนูหก กำลังเล่นหมากรุกกับคุณชายโม่อยู่รึ?”
เหลิงหยวนหลงเดินผ่านซุ้มประตูลานเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ประหนึ่งว่า ก่อนจะเดินตรงเข้ามาที่นี่ เขาได้ฝึกฝนวิธีปั้นหน้าเสแสร้งมาแล้วเป็นอย่างดี
เหลิงหยุนเจียวหรี่ตามองอีกฝ่ายเล็กน้อย แต่ก็หาได้รู้สึกแปลกใจไม่
“ประมุขเหลิงมีธุระอันใด?”
เหลิงหยวนหลงส่งยิ้มให้ และรีบนำสมุดบัญชีการเงินเล่มหนึ่งออกมาส่งให้แก่เหลิงหยุนเจียวโดยตรง
“สมุดบัญชีเล่มนี้เป็นบันทึกรายรับรายจ่ายของกิจการขายส่งผ้าในช่วงปีที่ผ่านมา หลายไตรมาสมานี้กลับประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องสูญเสียเม็ดเงินไปอย่างมหาศาล”
“ข้าจึงอยากขอให้คุณหนูหกยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ด้วยการเข้ามาดูแลกิจการต่อเพื่อหาทางฟื้นฟูให้ดีขึ้น หากสามารถกลับมามีกำไรได้อีกครั้งเมื่อใด ข้าจะรีบส่งมอบผลึกวิญญาณอีกมากมายให้แก่ท่าน”
เหลิงหยุนเจียวเก็บหมากรุกที่เพิ่งเล่นเสร็จ บรรจุตัวหมากกลับไปตำแหน่งดังเดิมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ปรายหางตามองอีกฝ่ายปราดหนึ่งด้วยท่าทีไม่แยแสใส่ใจอันใดนัก
“ประมุขเหลิง สัญญาฉบับนั้นระบุชัดเจนดั่งขาวกับดำว่า ข้าคือผู้ปกครองจวนตระกูลเหลิงแห่งนี้ มิใช่เถ้าแก่ร้านขายส่งผ้าที่ต้องมาเสียเวลาฟื้นฟูกิจการ”
“กิจการขายส่งผ้าขาดทุนมาหลายไตรมาสแล้วเยี่ยงไร? เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับข้า? อย่าได้คิดที่จะพยายามหยิบเอาเรื่องผลึกวิญญาณมาล่อหลอกข้า”
ริมฝีปากสีแดงฉ่ำของเหลิงหยุนเจียวกระตุกโค้งไม่มีแยแส ลั่นวาจาตักเตือนเหลิงหยวนหลงไปหนึ่งครา
“เพราะไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผลึกวิญญาณทุกก้อนในจวนตระกูลเหลิงย่อมตกเป็นของข้าอยู่แล้ว หากจับได้ว่าเกิดการยักยอกขึ้นเมื่อใด ข้าจะนับว่าหัวขโมยคือเจ้าทันที!”
“ตามกฎระเบียบของตระกูล โทษสถานเดียวคือถอดถอนชื่อสกุลแล้วขับไล่ออกไป!”
สีหน้าของเหลิงหยวนหลงพลันมืดทมิฬลงหนึ่งส่วนดูทุกข์ร้อนใจขึ้นทันใด เขารีบหลบตาก้มหน้าลงเพื่อถ่วงเวลาครุ่นคิดแผนการอยู่ครู่ใหญ่ คู่คิ้วทั้งสองขมวดถักเป็นปมแน่น
“แต่ยามนี้ภายในจวนตระกูลเหลิงไม่มีผลึกวิญญาณหลงเหลืออยู่แล้ว จึงอยากขอร้องให้คุณหนูหกออกโรงช่วยเหลือสักครา กิจการขายส่งผ้าเข้าสู่ภาวะวิกฤตยิ่ง ได้โปรดเร่งช่วยแก้ไขโดยด่วนด้วยเถิด!”
“นั่นก็ยังไม่เกี่ยวอันใดกับข้าอยู่ดี”
เสมือนว่าเหลิงหยุนเจียวกำลังหยอกล้ออยู่กับลูกไก่ในกำมือ นางแสยะยิ้มกว้างอย่างรู้ทันพร้อมกล่าวเสริมว่า
“โดยพื้นฐานแล้ว กิจการขายส่งผ้ามีส่วนต่างกำไรมากถึงหกจากสิบส่วนต่อหนึ่งผืน จึงเป็นเรื่องยากนักที่กิจการจะขาดทุนได้”
“แต่ในเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแล้ว นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปัญหาในเรื่องนี้ก็มิเคยได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ในเมื่อประมุขเหลิงละเลยมิได้สนใจกับเรื่องนี้อยู่แล้ว จะปล่อยไปอีกสักหน่อยคงไม่ตายกระมังจริงหรือไม่?”
“อีกอย่าง หากประมุขเหลิงมีเวลามาขอร้องอ้อนวอนข้าอยู่ที่นี่ เหตุไฉนจึงไม่เอาเวลาไปคิดหาหนทางติดต่อตระกูลสายหลักเพื่อขอความช่วยเหลือเล่า ทางเลือกนี้ย่อมดีกว่ามิใช่รึ?”
“คุณหนูหก...”
ด้านนอกศาลาหินอ่อน เหลิงหยวนหลงเข่าทรุดจมดินอยู่ข้างหนึ่ง วาจาประโยคนี้ของนางประดุจอสนีบาตที่สะบั้นผ่าลงกลางศีรษะของเขา เหงื่อเย็นทั่วหน้าผากและแผ่นหลังแตกพลั่กออกมาเกินควบคุม
“ชีวิตเป็นตายของพวกเราพ่อลูกอยู่ในกำมือของท่านแล้ว พวกเราไม่บังอาจและไม่กล้าพอที่จะมีความคิดเฉกเช่นนั้นแน่...”
เหลิงหยุนเจียวยกกระดานหมากรุกส่งคืนโม่เฉินหยวนที่อยู่ตรงข้าม หาได้สนใจแม้แต่จะเหลียวมองเหลิงหยวนหลงด้วยซ้ำ
“ประมุขเหลิง แม้ข้าจะสามารถพลิกฟ้าพลิกฝนได้ในฉับพลัน ทำได้เกินความคาดหมายของท่านไปไกลโข แต่ถึงเยี่ยงไร ยามนี้ข้าก็หาใช่คู่ต่อสู้ของคนตระกูลเหลิงสายหลักอยู่ดี”
“คงเป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลสายรองและสายหลักจะไม่ติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอด หากท่านฉลาดพอ ก็ลองหาหนทางฟ้องพวกเขาดูสิ ส่วนข้าก็จะค่อยๆฝึกปรือรออยู่ที่นี่ล่ะ”
“แต่ก็ไม่รู้เช่นกันว่า ตระกูลสายหลักจะมีความคิดเฉกเช่นเดียวกับที่เจ้าต้องการหรือไม่? เพราะท้ายที่สุด ข้าก็เป็นถึงคุณหนูหกแห่งตระกูลเหลิงสายหลัก ส่วนเจ้าเป็นเพียงสายเลือดของตระกูลสายรองเท่านั้น ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่า หลังจากที่เจ้าฟ้องพวกเขาแล้ว พวกเขาจะเลือกอยู่ข้างผู้ใดกันแน่?”
หากมองอย่างเป็นกลาง ในยามนี้ เหลิงหยุนเจียวนับเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะปกครองจวนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฐานะก็ดี ความแข็งแกร่งก็ดี มิหนำซ้ำยังมีบุตรชายซึ่งเป็นดั่งผู้สืบทอดของนางในวันข้างหน้าอีกด้วย ยังไม่นับบุรุษสกุลโม่ที่มีภูมิหลังลึกล้ำเกินหยั่งถึงผู้นั้นอีก กล่าวคือ หากเปรียบเทียบกันแล้ว ตระกูลเหลิงสายหลักคงแทบไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาอีกต่อไป
“ขะ-ขอบพระคุณคุณหนูหกสำหรับคำชี้แนะ เหลิงหยวนหลงขอตัวก่อน”
เหลิงหยุนเจียวโบกมือไล่ส่งลวกๆ แล้วหันไปกล่าวกับโม่เฉินหยวนว่า
“อีกสักตา?”