สามวันผ่านไปนับั้แ่เสี่ยวหลงเปาเดินออกจากลำธารสายนั้น
เขาเดินลัดเลาะไปตามป่าเขาโดยอาศัยแสงอาทิตย์เป็เครื่องนำทาง กินผลไม้ป่าที่พอหาได้ประทังความหิว ดื่มน้ำจากลำธารที่พบเจอระหว่างทาง นอนหลับใต้ร่มไม้ในยามค่ำคืนโดยไม่มีผ้าห่มหรือกองไฟให้ความอบอุ่น ทุกคืนที่ผ่านไปทำให้ร่างกายของเขาซูบผอมลงทีละน้อย แต่จิตใจกลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างประหลาด ราวกับความยากลำบากกำลังหลอมรวมเขาให้กลายเป็คนละคนไปทีละนิด
คืนแรกในป่า เขาแทบไม่ได้หลับเลยสักนิด ทุกเสียงที่ดังขึ้นจากพุ่มไม้รอบตัวทำให้สะดุ้งตื่นด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าจะมีคนของสำนักเหยี่ยวดำตามล่ามาเจอ หรือกลัวสัตว์ป่าที่อาจซ่อนตัวอยู่ในความมืด แต่เมื่อคืนที่สองและสามผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความหวาดกลัวนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็ความเหนื่อยล้าที่บังคับให้เขาต้องหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ระหว่างทางเขาพบผลเบอร์รี่ป่าสีแดงเข้มขึ้นอยู่ตามพุ่มไม้เตี้ยๆ จำได้ว่าอาจารย์เคยสอนให้รู้จักผลไม้ป่าชนิดไหนกินได้ปลอดภัย เขาเก็บกินไปพลางเดินไปพลาง แม้รสชาติจะเปรี้ยวฝาดไม่น่าอภิรมย์นัก แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ท้องว่างเปล่าต่อไป
จนกระทั่งบ่ายวันที่สี่ เขาเดินทะลุแนวป่าออกมาพบกับถนนดินกว้างที่มีร่องรอยล้อเกวียนวิ่งผ่านไปมา ไกลออกไปข้างหน้าเป็กำแพงเมืองสูงตระหง่านที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดชีวิต
เมืองใหญ่
เสี่ยวหลงเปาไม่เคยเห็นสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่โตขนาดนี้มาก่อนตลอดชีวิต กำแพงหินที่สูงตระหง่านเป็สิบเท่าของกำแพงวัดเขาเหลียงซาง หอคอยยามที่ตั้งอยู่เป็ระยะยามเฝ้าดูความเคลื่อนไหวรอบเมือง ธงหลากสีที่ปักอยู่บนยอดกำแพงโบกสะบัดตามแรงลม ทุกอย่างล้วนยิ่งใหญ่เกินกว่าจินตนาการของเด็กหนุ่มที่เติบโตมาในป่าเขาห่างไกล
เสี่ยวหลงเปายืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่ง มองความโอ่อ่าของกำแพงหินและหลังคาบ้านเรือนที่เรียงรายกันแน่นขนัดอยู่ภายในด้วยความรู้สึกผสมปนเประหว่างความตื่นเต้นและความหวาดหวั่น เขาไม่เคยไปไหนไกลกว่าหมู่บ้านเชิงเขามาก่อนเลยตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา
ท้องของเขาร้องครวญครางอีกครั้ง เตือนให้นึกขึ้นได้ว่าผลไม้ป่าไม่กี่ลูกที่กินไปเมื่อเช้าไม่เพียงพอจะประทังความหิวได้อีกต่อไป เขาลูบท้องแบนราบของตัวเองพลางตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปในเมือง
ภายในกำแพงเมืองคือโลกอีกใบที่เสี่ยวหลงเปาไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อน ผู้คนพลุกพล่านเดินขวักไขว่ไปมาตามถนนที่ปูด้วยหินเรียบ พ่อค้าแม่ค้าะโเรียกลูกค้าด้วยเสียงดังจนแทบแยกไม่ออกว่าใครพูดอะไร กลิ่นอาหารนานาชนิดลอยฟุ้งปนกันจนหอมกรุ่นไปทั่วบริเวณตลาด
เกวียนบรรทุกสินค้าเข็นผ่านไปมาบนถนนหินจนเกิดเสียงล้อบดครูดดังก้อง เด็กๆ วิ่งเล่นไล่จับกันระหว่างแผงร้านค้าโดยไม่สนใจผู้คนที่พยายามเดินหลบ ช่างตีเหล็กเคาะทั่งดังเป็จังหวะอยู่ในร้านมุมหนึ่ง ทุกอย่างวุ่นวายและมีชีวิตชีวาจนเสี่ยวหลงเปารู้สึกเวียนหัวไปกับความแตกต่างจากชีวิตอันสงบเงียบที่วัดเขาเหลียงซางอย่างสิ้นเชิง
เขาเดินเรื่อยเปื่อยไปตามตรอกซอกซอย สายตาจับจ้องมองทุกสิ่งด้วยความตื่นตาตื่นใจ แต่ท้องที่ร้องจ้ำอยู่ตลอดเวลาก็บังคับให้ความสนใจของเขากลับมาจดจ่ออยู่ที่แผงขายอาหารที่ผ่านไปทุกแผง
ร้านขายบะหมี่น้ำร้อนๆ ที่ลอยไอขึ้นเป็ควันบางๆ ร้านขายเนื้อย่างที่มีน้ำมันหยดลงเตาถ่านดังจี๊ดๆ ร้านขายขนมหวานที่จัดเรียงเป็ระเบียบสวยงามในตู้กระจก ทุกอย่างล้วนดึงดูดสายตาและความหิวของเสี่ยวหลงเปาให้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบทนไม่ไหว
ซาลาเปาไอร้อนกรุ่นวางเรียงกันเป็ตั้งอยู่หน้าร้านหนึ่ง กลิ่นแป้งนึ่งผสมไส้หมูสับหอมฟุ้งจนเสี่ยวหลงเปาแทบทนไม่ไหว เขายืนมองอยู่ห่างๆ น้ำลายสอโดยไม่รู้ตัว มือที่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อพบว่าว่างเปล่าไม่มีเหรียญทองแดงแม้แต่เหรียญเดียว
เขาไม่มีเงินสักแดงเดียว
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวอย่างช้าๆ เป็ความคิดที่เขาไม่เคยกล้าคิดมาก่อนตลอดชีวิต แต่ในสถานการณ์ที่ท้องกำลังจะแตกจากความหิวโหยเช่นนี้ เหตุผลทุกอย่างที่เคยยึดถือก็เริ่มสั่นคลอนลงทีละน้อย
ความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวทำให้เสี่ยวหลงเปารู้สึกขยะแขยงตัวเองในทันที แต่ความหิวที่แผดเผาอยู่ในท้องก็รุนแรงเสียจนเสียงแห่งเหตุผลค่อยๆ เบาลงทุกที
เขาคิดถึงคำสอนของอาจารย์เื่ความซื่อสัตย์ เื่การไม่ลักขโมยของผู้อื่นไม่ว่าจะยากจนเพียงใด แต่เขาก็คิดถึงคำพูดสุดท้ายของท่านเช่นกัน เ้าไม่ใช่คนชั่ว ไม่ว่าโลกจะบังคับให้เ้าเป็อะไร
สองความคิดที่ขัดแย้งกันต่อสู้กันอยู่ในหัวของเขาไม่หยุด ด้านหนึ่งคือเสียงของอาจารย์ที่สอนเื่คุณธรรมมาตลอดชีวิต อีกด้านหนึ่งคือความจริงอันโหดร้ายที่ว่าหากไม่หาอะไรกินสักอย่าง เขาอาจไม่มีแรงเหลือพอจะเดินต่อไปได้อีกในไม่ช้า
บางทีนี่อาจเป็สิ่งที่ท่านหมายถึงก็ได้
เสี่ยวหลงเปายืนสังเกตแผงขายซาลาเปาอยู่ครู่หนึ่ง เ้าของร้านเป็ชายอ้วนท้วนที่วุ่นอยู่กับการนึ่งซาลาเปาชุดใหม่ หันหลังให้แผงขายเป็ระยะเพื่อจัดการกับซึ้งนึ่งที่วางเรียงกันหลายชั้น
เขาสังเกตจังหวะการทำงานของชายอ้วนอย่างตั้งใจ ทุกครั้งที่หันไปเปิดฝาซึ้งนึ่ง เขาจะหันหลังให้แผงขายเป็เวลาสั้นๆ ราวสามสี่ลมหายใจ ก่อนจะหันกลับมาจัดเรียงซาลาเปาที่นึ่งเสร็จใหม่ลงบนแผง เสี่ยวหลงเปานับจังหวะนั้นซ้ำไปมาหลายรอบในใจ พยายามหาจังหวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสิ่งที่กำลังจะทำ
นี่คือจังหวะ
เขาย่องเข้าไปใกล้แผงอย่างเงียบเชียบ หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุทรวงอก มือที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบซาลาเปาลูกที่ใกล้ที่สุด
ทุกวินาทีในตอนนั้นราวกับยืดยาวออกไปเป็ชั่วนิรันดร์ นิ้วมือของเขาััผิวแป้งอุ่นๆ ของซาลาเปาลูกนั้น ความรู้สึกผิดพุ่งพล่านขึ้นมาในอกทันทีที่นิ้วแตะโดน แต่เขาก็บังคับตัวเองให้กำมันไว้แน่นแล้วดึงออกมาจากแผงอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เฮ้! เ้าเด็กนั่นทำอะไรน่ะ!"
เสียงะโของเ้าของร้านทำให้เสี่ยวหลงเปาสะดุ้งจนเกือบทำซาลาเปาหลุดมือ เขาไม่รอช้าที่จะวิ่งหนีสุดชีวิต แทรกตัวผ่านฝูงชนที่พลุกพล่านในตลาดอย่างรวดเร็ว
หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับจะะเิออกมาจากอก ขาทั้งสองข้างขยับเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่เคยรู้สึกมาก่อน ราวกับพลังบางอย่างในตัวเขาถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นมาช่วยเหลือในยามคับขัน เขาไม่กล้าหันกลับไปดูว่ามีใครไล่ตามมาใกล้แค่ไหน ได้แต่มุ่งหน้าวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ
"จับตัวมันไว้! ขโมย!"
เสียงะโดังก้องตามหลังมา ทำให้คนรอบข้างเริ่มหันมามองและบางคนก็พยายามยื่นมือขวางทางเขาไว้ เสี่ยวหลงเปาใช้ท่วงท่าที่ฝึกมาจากัหลบเงาหลบหลีกทุกสิ่งกีดขวางอย่างคล่องแคล่ว บิดตัวลอดผ่านช่องว่างระหว่างผู้คน ะโข้ามตะกร้าผักที่วางกีดขวางทาง
เขาวิ่งเข้าตรอกเล็กๆ ที่แยกออกจากถนนใหญ่ หลบเข้าไปหลังกองเศษไม้ที่กองสุมอยู่มุมหนึ่ง หอบหายใจถี่จนแทบไม่มีแรงเหลือ
ตรอกแคบนั้นมืดครึ้มและเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นอับของขยะเน่าเสีย แต่เสี่ยวหลงเปาก็ไม่มีเวลาสนใจความไม่สะดวกสบายใดๆ อีกต่อไป เขาหมอบตัวลงหลังกองเศษไม้ กอดเข่าแนบชิดผนังอิฐเก่า พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ หัวใจยังคงเต้นรัวไม่หยุดจากการวิ่งหนีสุดชีวิตเมื่อครู่
เสียงฝีเท้าของคนที่ไล่ตามมาดังผ่านปากตรอกไปโดยไม่หยุดสังเกต เสี่ยวหลงเปาหลบอยู่ในความมืดครู่หนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจริงๆ ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจลง
มือที่ยังคงกำซาลาเปาไว้แน่นสั่นเทาไปทั้งมือ
เขาก้มมองซาลาเปาลูกนั้นอยู่นาน ความรู้สึกผิดท่วมท้นเข้ามาในใจปนกับความหิวโหยที่ยังคงเผาไหม้อยู่ในท้อง เสี่ยวหลงเปาหลับตาลง นึกถึงใบหน้าของอาจารย์ที่คงจะผิดหวังหากได้เห็นสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไป
แต่เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็กัดซาลาเปาลูกนั้นเข้าปากโดยไม่ลังเลอีกต่อไป
รสชาติของแป้งนึ่งร้อนๆ ผสมไส้หมูสับหอมมันแผ่ซ่านในปาก เป็รสชาติของอาหารมื้อแรกในรอบสี่วันที่ผ่านมา เสี่ยวหลงเปากลืนมันลงคออย่างรวดเร็ว น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว
เขากินซาลาเปาลูกนั้นจนหมดภายในไม่กี่คำ แม้จะเคี้ยวไม่ทั่วถึงจนแทบสำลักไปหลายครั้ง ความอิ่มที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายหลังกินอาหารมื้อแรกในรอบหลายวันนั้นเป็ความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ทั้งโล่งใจและเ็ปในเวลาเดียวกัน
ไม่ใช่เพราะความอร่อยของอาหาร
เขานั่งพิงกำแพงอิฐเก่าในตรอกมืด มองซากเปลือกซาลาเปาที่กินหมดแล้วอยู่ในมือ ความเงียบของตรอกแคบทำให้เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นชัดเจน มือที่เคยกำซาลาเปาไว้แน่นบัดนี้เหลือเพียงเศษใบตองเปื้อนไขมันที่ยับยู่ยี่ เขาเพ่งมองมันอยู่นาน ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในอกตอนนี้คืออะไรกันแน่
เป็ความโล่งใจที่ท้องไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป หรือเป็ความรู้สึกแปลกๆ ที่ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของใจที่เขาไม่อยากเรียกชื่อมันตรงๆ
เขาก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน