จางเหว่ย
เมื่อมื้ออาหารค่ำจบลง หวังเฉินกับแม่ของเขาก็กลับมาถึงห้องเช่าด้วยรถ BMW i8
เรื่องรถ เขาบอกกับแม่ของเขาว่าซื้อมือสองมา ราคาจึงเป็นครึ่งเดียว แม่ของเขาไม่ได้พูดอะไรมาก เธอเข้าใจ และคิดไปเองว่าเขาคงอยากได้รถมานาน นับตั้งแต่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลหวัง จึงไม่ได้ว่าอะไร
แม้จะมาถึงห้องเช่า แต่หวังเฉินไม่ได้เข้าห้องเช่าเพื่อไปอาบน้ำพักผ่อนพร้อมกับแม่ของเขา หากแต่ออกมาเดินเล่นสูดอากาศที่สวนสาธารณะใกล้ๆ
สวนสาธารณะแห่งนี้มีชื่อว่าสวนสาธารณะฉิง สวนสาธารณะแห่งนี้ ในช่วงเวลาสองสามทุ่มเช่นนี้ มีผู้คนอยู่ไม่มากนัก ส่วนมากมีแต่พวกวัยรุ่นที่จับกลุ่มทำกิจกรรมบางอย่างกัน อย่างเช่นปั่นจักรยานตอนดึก
หวังเฉินเดินเล่นสูดอากาศอยู่ภายในสวนสาธารณะฉิง ในมือของเขามีถุงกระดาษใส่ของใบไม่ใหญ่มากอยู่ ซึ่งภายในถุงกระดาษ ไม่ใช่อะไร นอกจากดาบบิน
เขาแน่นอนว่าไม่ได้ตั้งใจออกมาเดินสูดอากาศที่สวนสาธารณะจริงๆ แต่เป็นต้องการมาทดสอบดาบบินดู
หวังเฉินก้าวเดินเข้าไปในมุมมืดที่สุดของสวนสาธารณะฉิง เขานำดาบบินออกจากถุงกระดาษ โคจรแก่นอมตะในร่างกายในทันที
ทันใดนั้นทักษะอำพรางกายก็ถูกใช้ออก คนธรรมดาไม่อาจที่จะมองเห็นเขาได้ เว้นเสียแต่ว่าเป็นผู้ฝึกตนด้วยกันที่มีพื้นฐานฝึกตนระดับเทียบนภาขึ้นไป
หวังเฉินพลันโยนดาบบินลงพื้น ใช้ปราณจากแก่นอมตะควบคุมให้มันลอย จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นเหยียบลงบนดาบบิน
“ไป” ดาบบินค่อยๆ พาหวังเฉินพุ่งทะยานออกไป ไม่นานเขาก็บังคับดาบบินพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า สายลมที่ต้านมา ล้วนทำให้เสื้อผ้าและผมของหวังเฉินพัดปลิวไปมา
ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ ไม่ได้มืดมากนัก เนื่องจากมีแสงจากดวงจันทร์สาดส่องลงมาอย่างทั่วถึง ดวงจันทร์เต็มดวงลอยตระหง่านอยู่กลางท้องฟ้า
หลังขี่ดาบบินขึ้นมาในระยะความสูงห่างจากพื้นหลายพันเมตร หวังเฉินก็หยุดลง สายตาของเขาทอดมองลงไปด้านล่าง ที่เต็มไปด้วยทิวทัศน์ของปักกิ่งยามค่ำคืน ภาพที่เขาเห็นในตอนนี้ สวยงามอยู่บ้างอย่างบอกไม่ถูก
“เพิ่งได้กลับจากโลกแห่งเซียนมายังปักกิ่งเมืองเกิดไม่นาน พรุ่งนี้ก็ต้องจากไปเจียงซีแล้ว” หวังเฉินพึมพำกับตัวเอง แต่เขาก็หาได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้มากไม่
ความคิดของเขาในตอนนี้ ล้วนมุ่งไปที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“น่าเสียดายที่ปักกิ่ง ไม่มีสมุนไพรชนิดที่เราต้องการ” เขาส่ายหน้าไปมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อคิดถึงสมุนไพรภายในปักกิ่ง มันไม่มีชนิดที่เขาต้องการเลยในตอนนี้ เขาต้องการชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเม็ดยาระดับสองได้
ซึ่งเม็ดยาระดับสองที่เขาคิดจะปรุงมีชื่อเรียกว่า ‘เม็ดยาหลอมรวม’
เมื่อกินเม็ดยาหลอมรวมเขาไป พื้นฐานฝึกตนของเขาก็จะทะยานขึ้น ไม่แน่ว่ามันอาจจะทำให้เขาไปถึงระดับก่อตั้งขั้นกลางก็เป็นได้
“หือ?” ในขณะที่หวังเฉินกำลังยืนอยู่บนดาบบิน เขาก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง สายตามองออกไปในทันที
เขาพลันได้มองเห็นชายคนหนึ่งในชุดจีนสีดำกำลังขี่ดาบบินมุ่งหน้ามายังจุดที่เขาอยู่
“อายุสามสิบกว่า ก็มาถึงระดับเทียบนภาขั้นต้นแล้ว นับว่าไม่เลว” หวังเฉินชมเชย ไม่มีผู้ฝึกตนคนใดในโลกนี้ สามารถปกปิดพื้นฐานฝึกตนต่อหน้าเขาได้ เขาล้วนมองออกทั้งหมด
ชายผู้ขี่ดาบบินมาได้มาหยุดลงตรงหน้าของหวังเฉิน ระยะห่างของคนทั้งสองในตอนนี้ ห่างกันไม่ถึงยี่สิบก้าว
ใบหน้าของชายคนนี้ ค่อนข้างที่จะหล่อเหลา ดวงตาทั้งสองคมกริมราวกับคมมีด เมื่อมองสำรวจหวังเฉิน ชายคนนี้ก็ต้องตกใจ ‘อายุแค่นี้ก็มาถึงระดับเทียบนภาแล้ว!’
เขาไม่ใช่คนโง่ ล้วนมองออกได้ไม่ยากว่าหวังเฉินอายุน้อยกว่าเขา น่าจะอยู่ในช่วงยี่สิบต้นๆ ส่วนตัวเขานั้นอายุสามสิบกว่า
สาเหตุที่ชายคนนี้คิดว่าหวังเฉินเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภานั้น ย่อมเป็นดาบบิน คนไหนที่ใช้ดาบบินได้ เป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดีว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภา
แต่แน่นอนชายคนนี้เข้าใจผิด หวังเฉินเป็นข้อยกเว้นด้วยประการทั้งปวง เนื่องจากเขามีแก่นอมตะช่วยเหลือ
“ข้าจางเหว่ย ยินดีที่ได้พบสหายเต๋า” ชายคนนี้ประสานมือแบบฉบับผู้ฝึกตนทักทาย
หวังเฉินนิ่งเงียบอยู่ครู่เดียว ก็เลือกประสานมือตอบ คนไหนสุภาพ มีมารยาทต่อเขา เขาย่อมตอบกลับด้วยดีอย่างสุภาพ มีมารยาทเช่นเดียวกัน “ข้าหวังเฉิน ยินดีที่ได้พบสหายเต๋าเช่นเดียวกัน”
จางเหว่ยขมวดคิ้วขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แซ่หวัง? นี่ไม่ใช่แซ่ของหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของปักกิ่งรึไง?
เขาสงสัย จึงเสียมารยาทถามออกมา “ขอเสียมารยาท ไม่ทราบว่าตระกูลหวังกับสหายเต๋าเกี่ยวข้องกันหรือไม่?”
หวังเฉินไม่ตอบ เขาคิดว่าไม่มีความจำเป็นเลยสักนิดที่จะต้องตอบ สายตาละจากจางเหว่ยมองลงไปยังด้านล่าง มองดูทิวทัศน์ของปักกิ่งยามค่ำคืนต่อ
เห็นท่าทีของหวังเฉินเช่นนี้ ใบหน้าของจางเหว่ยกระตุกเล็กน้อย น้อยคนมากที่กล้าปฏิบัติกับเขาอย่างนี้ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก ในเมื่อหวังเฉินไม่คิดจะตอบ เขาก็ไม่ได้อยากรู้มากขนาดนั้น
“ว่าแต่สหายเต๋ามาจากสำนักพรรคไหน? ข้ามาจากสำนักกระบี่ลิขิตจากกว่างโจว ติดตามท่านอาจารย์เดินทางมายังปักกิ่งเพื่อจัดการธุระบางอย่าง” จางเหว่ยเปลี่ยนมาถามเรื่องนี้แทน
เขาคิดว่าสำนักที่หวังเฉินอยู่ต้องเป็นสำนักระดับเดียวกับเขาแน่ ไม่อย่างนั้น จะบ่มเพาะอัจฉริยะอย่างหวังเฉินขึ้นมาได้ยังไง
ต้องรู้ก่อนนะว่าผู้ฝึกตนที่มาถึงระดับเทียบนภาก่อนอายุสามสิบปี มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย จนแทบจะนับด้วยนิ้วได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหวังเฉินอายุแค่ยี่สิบต้นๆ ก็กลายเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาแล้ว
อันนี้แทบจะไม่มีเลยจริงๆ นี่แน่นอนว่าคือความคิดของจางเหว่ย แต่ถ้าเขาได้รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงหวังเฉินไม่ได้เป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภา แต่เป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับแรกเริ่มขั้นกลาง เขาคงได้ทำสีหน้าไม่ถูกแน่
หวังเฉินหันหน้ากลับมามองจางเหว่ยอีกครั้ง เขาครุ่นคิดในใจว่าหมอนี่นิสัยไม่เลวทีเดียว เขาจึงคิดที่จะสอบถามเรื่องสมุนไพรกับอีกฝ่าย ดังนั้นเลยตอบออกมา “สำนักหมื่นพันแม่น้ำ”
สำนักหมื่นพันแม่น้ำ แน่นอนว่าไม่มีอยู่จริง เพราะหวังเฉินเพียงตั้งขึ้นมาเอง โดยหยิบยืมชื่อจากชื่อนิกายของเขาในโลกแห่งเซียนอย่างนิกายหมื่นพันแม่น้ำ
เหตุผลที่เขาไม่บอกว่าตัวเองเป็นผู้ฝึกตนไร้สำนัก ล้วนเป็นเพราะว่า การมีสำนักพรรคหนุนหลังนั้น ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ผู้ที่ได้รับฟังยำเกรง
“สำนักหมื่นพันแม่น้ำ? ไม่เคยได้ยินมาก่อน” จางเหว่ยขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ราวกับว่าเขากำลังจะค้นลึกลงไปในความทรงจำเกี่ยวกับสำนักหมื่นพันแม่น้ำ แต่เขาก็ต้องส่ายหน้า เพราะในความทรงจำไม่เคยมีชื่อสำนักหมื่นพันแม่น้ำมาก่อน
“ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่รู้จัก เพราะสำนักข้าเพิ่งออกจากการปิดสำนัก” หวังเฉินพูด แน่นอนว่าเป็นคำโกหกที่เขาคิดขึ้นมาเอง
“ที่แท้เป็นอย่างนี้” จางเหว่ยพยักหน้าเข้าใจ
หวังเฉินเปิดประด็นในทันที “ว่าแต่เจ้าพอจะรู้จักที่ไหนที่ขายสมุนไพรบ้างหรือไม่?”
“แน่นอน” จางเหว่ยตอยแทบจะในทันที เขาพูดต่อว่า “บังเอิญสำนักกระบี่ลิขิตของข้ารู้จักกับสำนักญานสมุนไพรพอดี ข้าสามารถแนะนำเจ้าให้รู้จักกับพวกเขาได้”
จบบทที่ 11