เงาสลัวยามเย็นทอดตัวยาวผ่านมูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขาท่ามกลางบรรยากาศแสนอบอุ่นที่ความสัมพันธ์ของสองคู่รักกำลังเติบโต และดำเนินไปด้วยดี
แต่แล้ว...สายตาผูกพันและรอยยิ้มที่เคยเติมเต็มสถานที่แห่งนี้กลับถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอึมครึม เมื่อข่าวลือเื่"แก๊งลักพาตัวสุนัขจรจัด" เริ่มแพร่สะพัดในพื้นที่ข่าวการหายตัวไปอย่างปริศนาของสุนัขหลายตัวในชุมชนสร้างความตระหนกใไปทั่วแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าฝันร้ายจะขยับเข้าใกล้ตัวมากขนาดนี้
กระทั่งวันที่"เ้าดุ๊กดิ๊ก" สุนัขพันทางแสนรู้ของ พิมพ์นลิน และประจำมูลนิธิหายตัวไปอย่างลึกลับ
"ดุ๊กดิ๊ก!ดุ๊กดิ๊กอยู่ไหนลูก!"
เสียงของพิมพ์นลินสั่นเครือขณะก้าวเท้าซอยถี่จนเกือบเป็วิ่งคนอื่นที่มาช่วยหาขอตัวไปพักเนื่องจากหากันมาั้แ่เช้าเหลือเพียงพิมพ์นลินที่ยังไม่หยุดหญิงสาวลัดเลาะไปตามพงหญ้ารกชัฏริมเส้นทางขนานคลองชลประทานลมเย็นยามค่ำคืนปะทะใบหน้าแต่ไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนรุ่มในใจเธอเลยแม้แต่น้อยเธอเดินกวาดสายตามองไปตามซอกซอย ตรอกมืด และกอไผ่ริมน้ำ ยิ่งเวลาผ่านไปความหวังยิ่งริบหรี่ แต่เธอยังคงะโเรียกชื่อมันจนเสียงเริ่มแหบแห้ง
"ดุ๊กดิ๊ก...ได้ยินเสียงพี่ไหม ดุ๊กดิ๊ก!"
รองเท้าผ้าใบของเธอเปรอะโคลนจนหนักอึ้งแต่พิมพ์นลินไม่สนใจ เธอเดินตามเส้นทางมืดมิดริมคลองไปเรื่อยๆหัวใจเต้นระทึกด้วยความพรั่นพรึงจนกระทั่งแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือส่องไปกระทบกับวัตถุชิ้นหนึ่งตรงขอบปูนกั้นน้ำริมคลอง
สายรัดผ้าสีแดงสดที่คุ้นตา...มันคือปลอกคอของเ้าดุ๊กดิ๊ก
พิมพ์นลินทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นปูนเย็นชืดมือสั่นเทาขณะยื่นไปแตะปลอกคอนั้นหยดเืรอยใหม่ที่เปรอะอยู่บนเส้นใยผ้ายังไม่แห้งสนิทกลิ่นคาวเืแตะจมูกพร้อมกับความจริงที่ตบเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง
"ไม่จริง...ไม่จริงใช่ไหม..."
น้ำตาที่อัดแน่นอยู่ในอกทะลักออกมาไม่ขาดสายเธอประคองปลอกคอเปื้อนเืนั้นขึ้นมากอดไว้แน่นกับอก เสียงสะอื้นไห้ระคนเสียงหอบสะอื้นดังระงมไปทั่วลำคลองอันเงียบสงบความโศกเศร้ากัดกินหัวใจเธอจนเ็ปรวดร้าวไปทั้งร่างภาพเ้าดุ๊กดิ๊กที่เคยกระดิกหางวิ่งเข้ามารับเธอทุกเช้าถูกแทนที่ด้วยภาพความโหดร้ายที่เธอไม่อาจจินตนาการได้ความเกลียดชังและความหวาดกลัวกลืนกินความสุขที่เคยมีจนสิ้นซาก
++++++++++
ท่ามกลางความขัดแย้งที่เริ่มตึงเครียดภายในมูลนิธิชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับแสงไฟและเสียงปรบมือ
"ชาญชัย"มาเฟียท้องถิ่นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
ชาญชัยเป็ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปลายๆผู้มีรูปร่างสูงใหญ่และผ่าเผย บุคลิกดูน่าเกรงขามทว่าเข้าถึงง่าย ใบหน้าคมเข้มโหนกแก้มเหลี่ยมได้รูปรับกับหนวดเคราที่ตัดแต่งไว้อย่างเป็ระเบียบเรียวคิ้วดกดำเหนือดวงตาเรียวยาวที่มักจะฉายแววอบอุ่นใจดีและมีรอยยิ้มจางๆประดับริมฝีปากอยู่เสมอ รอยย่นเล็กๆตรงหางตาเวลาเขายิ้มยิ่งเสริมให้ดูเป็ผู้ใหญ่โอบอ้อมอารีเส้นผมสีดอกเลาเสยเรียบแปร้รับกับเสื้อเชิ้ตเนื้อดีที่สวมใส่ ยิ่งส่งให้เขามีภูมิฐานสมฐานะนักธุรกิจใหญ่ใจบุญที่ใครเห็นเป็ต้องเคารพยำเกรง
รถยนต์หรูราคาหลายล้านจอดนิ่งหน้าอาคารมูลนิธิชาญชัยก้าวลงมาจากรถด้วยชุดสูทเนื้อดีตัดเย็บประณีตใบหน้ามีรอยยิ้มอบอุ่นและสายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาฉากหน้าของเขาคือนายทุนใหญ่นักบุญ ผู้มอบเงินบริจาคก้อนโตช่วยค้ำจุนมูลนิธิเสมอมา
"ผมได้ยินเื่ข่าวลือเลวร้ายนั่นแล้วรู้สึกะเืใจจริงๆ ครับ"
ชาญชัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลท่าทางห่วงใยอย่างสมบูรณ์แบบขณะส่งเช็คเงินบริจาคฉบับใหม่ให้กับเ้าหน้าที่มูลนิธิ
"พวกเราต้องช่วยกันเป็หูเป็ตาคนพวกนั้นมันสัตว์ป่าในร่างคน สัตว์ไร้ทางสู้พวกนี้ไม่ควรต้องมาเจอเื่แบบนี้เลยหากมูลนิธิขาดเหลืออะไรในการเพิ่มระบบความปลอดภัย บอกผมได้เลยนะครับผมยินดีสนับสนุนทุกบาททุกสตางค์"
ทุกคนในมูลนิธิต่างมองเขาด้วยความซาบซึ้งใจและยกย่องในความโอบอ้อมอารี
หากแต่ว่า ภายใต้รอยยิ้มใจดีและแว่นตาแบรนด์เนมชาญชัยซ่อนความจริงอันดำมืดไว้ใต้ฉากหลังที่แยบยลเื้ัเงินบริจาคหลายล้านและความเมตตาที่แสดงออกเขานี่เองคือหัวหน้าขบวนการค้าสุนัขข้ามชาติรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
ขณะที่เขาลูบหัวสุนัขอีกตัวในมูลนิธิด้วยท่าทางอ่อนโยนและสายตาขี้เล่นชาญชัยกลับยิ้มหยันอยู่ในใจ
พวกโง่...น้ำหน้าอย่างพวกมึง คิดหรือว่าจะปกป้องอะไรได้? หมาพวกนี้ก็แค่สินค้าส่งออกข้ามแดน ชั้นดีที่ทำเงินให้กูนับล้านบาทเงินที่กูบริจาคให้พวกมึงไป มันยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของกำไรที่กูได้จากหมาพวกนี้ด้วยซ้ำ น่าขำจริง ๆ ที่กูต้องมาเล่นละครเป็คนดีให้พวกโง่อย่างพวกมึงซาบซึ้งจนน้ำตาไหล
เขากวาดสายตามองพิมพ์นลินที่นั่งร้องไห้กอดปลอกคออยู่ไม่ไกลด้วยความรู้สึกสมเพชและสะใจที่ปิดซ่อนไว้อย่างมิดชิด
าประสาทและเงามืดที่กำลังกลืนกินมูลนิธิแห่งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
++++++++++