“ดูเหมือนรอบนี้ข้าจะเป็ฝ่ายชนะพนันนะ... โหวหวัง”
ผมหันไปยิ้มยิงฟันใส่ไอ้สหายหน้าขนด้วยท่าทีที่เรียกได้ว่า 'สุขกายสบายท้อง' เต็มพิกัด
ก็แน่ละ.. ข้าวมื้อหน้าไม่ใช่แค่มื้อฟรี
แต่เป็มื้อหรู ในร้านอาหารระดับหอบุปผาอีกด้วย
ลาภปากแท้ ๆ
แต่ไอ้เ้าตัวที่เพิ่งเสียเดิมพัน...
กลับทำหน้าราวกับกินมะนาวทั้งผล
“โมฆะ! โมฆะ!! เอ็งโกง!!!”
มันโวยวาย มือสองข้างปัดไปมาราวกับปัดยุงที่ไม่ได้มีจริง
ผมหัวเราะพรืด
“ข้าไปโกงอะไรเ้า...โหวหวัง?”
“ก็เห็น ๆ อยู่ว่าเอ็งรู้ว่าหม่าเฟยมันมี 'กำไลกระเรียนคู่' อย่างไร!!
เอ็งหลอกให้ฉันพนันกับเอ็งชัด ๆ!! บือ...บือ...การพนันครานี้เป็โมฆะ!!!”
ผมนี่ถึงกับหลุดเสียงจึ๊ก
“ทำตัวเป็แฟนบอลทีมแพ้ไปได้ เอะอะก็โกง เอะอะก็โมฆะ
อยากให้ที่นี่มี VAR ชะมัด...”
ผมหันหน้ากลับไปยังสนามที่เพิ่งเงียบหลังเสียงปรบมือจางลง
“อีกอย่าง...
เป็เ้าเองนะที่เป็คนท้าพนันข้า
แล้วกำไลกระเรียนคู่นั่นคืออะไรข้าเองยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ
ข้าจะไปโกงเ้าได้ยังไง?”
โหวหวังยังทำหน้ายู่ยี่
แต่ก็ดูเหมือนจะเริ่มสงบลงเล็กน้อยเพราะความจริงมันก็ฟาดชัดอยู่ตรงหน้า
มันเงียบไปพักหนึ่ง ผมจึงได้เอ่ยถาม
“ว่าแต่...
เป็เพราะกำไลกระเรียนคู่นั่นใช่หรือไม่?
ที่ทำให้หม่าเฟยเหินร่างขึ้นมาบนท้องฟ้าได้?”
ผมเห็นชัด ๆ เพราะผมจ้องหม่าเฟยเขม็ง
ทั้ง ๆ ที่ไอ้หมอนั้นยืนอยู่บนสนามแท้ ๆ
เพียงแค่เสี้ยววินาที มันก็ไปโผล่พร้อมจ้วงทวนใส่ร่างของหวังเซียนเถาได้ราวกับผี
เป็อะไรที่ยังคาใจอยู่แม้จะชนะเดิมพันโหวหวังก็ตามที
“นี่เอ็งไม่รู้จัก 'กำไลกระเรียนคู่' จริง ๆ ?”
โหวหวังเลิกคิ้วสูงจนแทบจะลอยหลุดออกจากหน้าผาก มองผมเหมือนรอว่าผมจะกระตุกยิ้มตอนไหน
ผมส่ายหัวตอบแทนอย่างซื่อ ๆ ดวงตาใสแจ๋วยิ่งกว่าปลาในตลาด
ก็ใช่น่ะสิ!!
ถ้ารู้คงไม่สงสัยแบบนี้หรอก!
“ฉันก็ลืมไป...”
มันพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหน็ดหน่าย
“เอ็งมันเป็คนจากทวีปนอก...”
สายตาที่มันมองมาที่ผมก็เหมือนจะรู้ว่าผม้าอะไรจากมัน
“กำไลกระเรียนคู่นั้นเป็หนึ่งในสามสมบัติ ชุดกระเรียนแห่งตะวันออก
ที่ถูกสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์แห่งการตีเหล็กคนหนึ่งผู้ไร้นาม
แต่ทุกคนเรียกเขาว่า ปรมาจารย์สามกระเรียน”
โอเค.. ฟังดูอลังการขึ้นมาทันที
“ชุดกระเรียนแห่งตะวันออก มีอยู่สามชิ้น คือ
หนึ่ง..กำไลกระเรียนคู่
สอง..ศาสตราคู่กระเรียนเหิน
และสาม..แหวนกระเรียนแลกจิต
ฉันจะข้ามสองอย่างหลังไปก่อน ไปลงลึกที่กำไลเลย”
โหวหวังเริ่มพูดจริงจังขึ้น สีหน้าจากบ่นกลายเป็เหมือนเล่าประวัติศาสตร์
“กำไลกระเรียนคู่แบ่งออกเป็สองส่วน ตัวผู้กับตัวเมีย
ทั้งสองวงจะมีลายเหมือนกัน คือรูปกระเรียนเหินเคียงเมฆา
แต่ต่างกันที่สีและทิศหัน
ตัวผู้สีดำกระเรียนหันซ้าย ตัวเมียสีขาวกระเรียนหันขวา”
ผมนั่งฟังเงียบ ๆ แต่ในใจเริ่มตึง
นี่มันไม่ใช่แค่เครื่องประดับแล้ว
“ความสามารถของมันคือเคลื่อนย้ายในชั่วพริบตา ในระยะไม่เกินหกสิบศอก (30เมตร)
แต่ทำได้เฉพาะตัวผู้เท่านั้น ที่สามารถเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งของตัวเมีย
ง่าย ๆ ก็คือตัวเมียเป็จุดหมาย ตัวผู้คือจุดเริ่มต้น”
“อ๋อ...”
ผมพึมพำออกมา จิ๊กซอว์เริ่มต่อเข้ากันทีละชิ้น
“เพราะอย่างนั้น หม่าเฟยถึงขว้างกำไลสีขาวขึ้นไปหาหวังเชียนเถา
จากนั้นก็ใช้ตัวผู้ 'วาร์ป' ตัวเองขึ้นไปหาคู่ของมัน
แล้วตอนลงมาก็ทำกลับกัน
ขว้างกำไลขาวลงพื้น แล้ววาร์ปตัวเองลงมารับมันต่อหน้าทุกคน”
ผมหันไปจ้องหน้าโหวหวัง
ตอนนี้เ้าเพื่อนหน้าขนของผมทำหน้างง น้ำลายไหลย้อยเหมือนสงสัยอะไรบางอย่าง
“วาร์ป...? หรือว่าไอ้ วาร์ป ที่เอ็งพูดหมายถึงเคลื่อนย้ายพริบตา”
โหวหวังขมวดคิ้วเหมือนกำลังถอดรหัสภาษาจากดาวอื่น
“หากใช่... ก็ใช่แล้วนั่นแล พ่อหม่าเฟยใช้ความสามารถของกำไลตัวผู้เคลื่อนที่ไปหากำไลตัวเมีย”
ผมแอบอมยิ้ม
วันนี้นับนิ้วดูแล้ว ไอ้โหวหวังนี่น่าจะปวดหัวเพราะคำศัพท์จากผมไม่ต่ำกว่าสามคำแล้ว
แต่ช่างเถอะ..
กลับมาที่ประเด็นหลักก่อน
“แบบนี้เ้าหม่าเฟยนั่น ก็มีของที่น่ากลัวน่าดูอยู่ที่สองมือเลยสินะ”
ผมพูดพลางหรี่ตาลง
“หากประยุกต์ดี ๆ นำมาใช้ในการต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่ว
เ้าหม่าเฟยนั่นจะเป็คนที่จับตัวยากที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว”
แผนที่หมอนั้นใช้บนเวทีวันนี้ มันไม่ใช่แค่ 'โจมตี'
แต่มันคือกับดักที่วางไว้ล่วงหน้า
และจังหวะที่หม่าเฟยเลือกใช้ มันเป๊ะจนไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยาย
ตามความคิดของผมนะ...
ถ้าหม่าเฟยใช้กำไลกระเรียนั้แ่ต้นศึก
หวังเชียนเถาน่ะโดนล้มั้แ่สิบกระบวนท่าแรกแล้ว
แต่มันกลับเลือกที่จะเก็บมันไว้เป็ไพ่ตาย
แต่ก็สามารถมองได้อีกมุมหนึ่ง
การที่มันไม่เปิดไพ่เร็วเกินไป
ไม่แสดงออกว่าตนมีของวิเศษอย่างอื่นติดตัว
ก็อาจเป็สิ่งที่ดีกว่า
นั่นก็นั่นแหละ.. ไม่ว่าหม่าเฟยจะคิดแบบไหน
ตอนนี้มันก็คือผู้ชนะ..
และกลายเป็ศิษย์สำนักสาขาหลักได้
“เอาเถอะ ๆ ...”
โหวหวังเบะปากแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้
“เอาเป็ว่าฉันแพ้พนันก็แล้วกัน
จะเอาอะไรก็รีบพูดมาเลย อย่าซ้ำเติมคนเจ็บ”
ผมหัวเราะพรืด
“ไม่ต้องห่วง.. มื้อนี้ข้าจะเลือกให้มีของหวานตบท้าย
เผื่อเ้าจะอารมณ์ดีขึ้น..”
ผมพูดพลางเหยียดยิ้มเล็ก ๆ ให้โหวหวัง
ก่อนที่จะเบี่ยงสายตาจ้องมองไปที่เวที
ที่ซึ่งหม่าเฟยกำลังเดินลงอย่างสงบ เสียงปรบมือยังดังอยู่ประปราย
แต่ในหูผม...
มีแต่เสียงคิดในหัวที่ดังกว่า
'จนแล้วจนรอดมันก็ยังไม่ใช้พลังธาตุ...'
สำหรับผม ระหว่างซ่อนพลังธาตุกับซ่อนของวิเศษ
ผมคงเก็บของวิเศษเอาไว้เป็ไผ่ตายใบสุดท้ายแทน
แล้วผมก็มีวิธีมากมายในการใช้ธาตุทั้งสี่ในการต่อกรกับปราณธาตุอัคคี
ธาตุน้ำ ดับไฟของหวังเชียนเถาได้
ไฟ.. ก็ใช้ไฟข่มไฟ
ลม.. ปัดเป่าคลื่นพลังออกนอกทิศ
ถ้าเป็ดิน ก็สร้างผนัง ป้อม หรือแม้แต่เนินให้ไต่ขึ้นฟ้าได้โดยไม่ต้องพึ่งกำไล
แต่เ้านั่นกลับไม่แตะปราณธาตุเลยแม้แต่นิด
ผมนั่งนิ่ง แล้วคิดวิเคราะห์ไปเรื่อย ๆ
อีกฝ่ายเหาะเหินอยู่บนฟ้า
ก็ใช่.. การโจมตีทางอากาศย่อมได้เปรียบ
แต่ไม่ได้เปรียบตลอด
การเหยียบอากาศของหวังเชียนเถา เป็เพียงผลจากท่าร่าง
แปลว่าต้องใช้พลังปราณหล่อเลี้ยงตลอด
และเ้าคนร่างบางนั่นก็ไม่ใช่คนโง่ อาจเหลิงมากไปก็ตามที
สุดท้ายแล้วหากไม่สามารถทำอะไรหม่าเฟยได้
มันก็ต้องลงมาต่อสู้ในระยะประชิดอยู่ดี
แต่หม่าเฟยกลับเลือกเปิดไพ่
เปิดไพ่ที่ไม่จำเป็ต้องเปิด
เปิดไพ่...ต่อหน้าคนดูนับพัน
และเมื่อไพ่ตายถูกเปิด
มันก็ไม่ใช่ไพ่ตายอีกต่อไป
ครั้งหน้า..
คู่ต่อสู้จะไม่ประหลาดใจ
พวกมันจะเตรียมพร้อม
และเตรียมตัดโอกาสไม่ให้เ้าหม่าเฟยได้ใช้กำไลนั้นอีก
ผมคิดวนซ้ำอยู่แบบนี้ ก่อนที่ดวงตาจะหรี่ลงอีกนิดหนึ่ง
ไม่ใช่ว่าหม่าเฟยคิดพลาด
แต่ผมรู้สึกได้เลยว่ามัน 'เลือก' ที่จะทำแบบนี้
หลังจากแพทย์รีบหามร่างของหวังเชียนเถาออกไป พร้อมกับฝ่ายนักการอีกนับสิบที่ช่วยกันเร่งซ่อมแซมเวที
ไม่นานนัก การประลองก็กลับมาเดินหน้าต่อ
แต่สำหรับผมน่ะ... การประลองมันได้จบลงไปแล้ว
เพราะคู่หลังจากนั้นเรียกได้ว่า จืดสนิท
ไม่มีคู่ไหนที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่หม่าเฟยกับหวังเชียนเถาสร้างไว้เลย
ไม่มีพลิกเกม
ไม่มีไพ่ลับ
ไม่มีอะไรให้ขบคิด
เหมือนกับการดูหนังเกรด 'B' ต่อจากหนัง 'ฟอร์มั์'
เพราะฉะนั้นผมกับโหวหวังเลยเลือกเดินออกมาเลย
ตรงไปยังจุดรายงานตัวกับฝ่ายทะเบียนของสำนัก
เพื่อรับของรางวัลสำหรับ 'ผู้เข้าสอบสิบอันดับแรก'
และใช่...
รางวัลนั้นคือบ้านพักส่วนตัว
ในสำนักแบบนี้ บ้านพักส่วนตัวคือสิ่งที่ศิษย์ฝ่ายในยังต้องดิ้นรนเอา
แต่พวกผมได้ั้แ่ก้าวแรก...
เอาเถอะ..
ชีวิตมันก็ต้องมีสักวันที่โชคเข้าข้างบ้างละนะ
ผมเดินข้างโหวหวังอย่างเงียบ ๆ อยู่พักหนึ่ง
“นี่... โหวหวัง”
“หือ?”
“สรุปเ้าหม่าเฟยนั่นเป็อะไรกันแน่?”
ผมถามพลางมองตรงไปข้างหน้า
“ดูเหมือนมันไม่ค่อยถูกกับบ้านของมันเลยนะ ตามที่ข้าได้ยินมันพูดกับยัยซากินั่นน่ะ”
โหวหวังไม่ได้ตอบทันที
มันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาช้า ๆ
“เื่ในบ้านสกุลพยศอาชา.. ฉันก็ไม่ทราบมากนัก...”
โหวหวังพูดพร้อมเบี่ยงตามองผมแวบหนึ่ง
“แต่เอ็งลองคิดดูดี ๆ เอาเองเถิด
ระหว่างภริยารอง ที่ไม่มีอำนาจอะไรหนุนหลัง
มีแค่สถานะ 'แม่ของบุตรชายคนโต'
กับภริยาเอก ที่เป็ถึงบุตรสาวของสกุลเสาหลัก..
แต่เผอิญ.. ลูกชายกับเกิดมาด้วยพร์ระดับนั้น..
เอ็งก็ลองคิดดูให้ดี..”
ผมหยุดคิดทันที
ประโยคของโหวหวังพูดไม่มาก
แต่พอแล้วที่จะร่างภาพนรกครอบครัวออกมาในหัว
การชิงดีในเรือนหลังนี้..
ไม่ว่าทวีปที่ผมจากมาหรือยุทธทวีป..
ล้วนเป็สิ่งที่จัดการยาก..
เมื่อพวกคุณเลือกที่จะมีภรรยาหลายคน
“แม่ของพ่อหม่าเฟย...”
โหวหวังถอนใจ
“คงถูกกลั่นแกล้งสารพัดในบ้านสกุลหม่าเป็แน่”
ผมเงียบไปนิดหนึ่ง
แล้วก็เข้าใจขึ้นมาในทันที
ไม่แปลกใจเลย
ว่าทำไมหม่าเฟยถึงมีแววตาแบบนั้น
ทำไมถึงมีท่าทางชิงชังพ่อของตัวเองอย่างเปิดเผย
ทำไมถึงดูโกรธแค้นเมื่อมีใครเอ่ยถึงแม่
เพราะบางที...
แม้แต่การเป็บุตรชายของคนระดับสูง
ภายในบ้านก็ไม่ใช่ที่ปลอดภัย
“แม่ของเ้าหม่าเฟยนั่น คงถูกกลั่นแกล้งสารพัดแน่...
ถ้าฮูหยินใหญ่ในบ้านนั้นอิจฉาในตัวนางล่ะก็...”
ผมอดพูดไม่ได้เมื่อคิดถึงสิ่งที่โหวหวังเล่ามา
แต่การคายสงสัยเื่หนึ่ง ก็เหมือนสร้างเื่สงสัยเื่ใหม่
“...หรือว่า สาเหตุการตายของฮูหยินรองตระกูลหม่า
จะเป็ฝีมือของฮูหยินใหญ่?”
โหวหวังที่เดินอยู่ข้าง ๆ หยุดชะงัก
หันมามองผมด้วยสีหน้ากึ่งเอือมกึ่งจริงจัง
“ไม่รู้...”
มันตอบสั้น ๆ พร้อมกับส่ายหัว
แล้วก็เดินต่อไปเหมือนไม่อยากขุดหลุมคนอื่นลึกกว่านี้
“ต่อให้พวกเราถามคนสกุลอาชา์ออกไป
ฝ่ายนั้นก็คงตอบว่า 'ไม่ใช่' เป็แน่...”
โหวหวังพูดต่อ
“ไม่มีใครรู้ได้หรอก นอกจากจะเป็คนในบ้านนั้นจริง ๆ”
แล้วมันก็เบนเื่ หันมาสะกิดผมด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“เอ็งอย่ามัวแต่สงสัยครอบครัวบ้านอื่นเลย...
บ้านเอ็งก็มีความซับซ้อนไม่ต่างกับบ้านของพ่อหม่าเฟยหรอก”
แล้วมันก็เดินนำหน้าไปโดยไม่รอให้ผมตอบ
ทิ้งคำสุดท้ายไว้ให้คิดตามลำพัง
“สนใจแต่เื่ของเอ็งเถิด เกลอเอ๋ย”
ผมหยุดอยู่ตรงนั้นสักพัก
ไม่ได้คิดต่อเื่หม่าเฟยอีก
เพราะสิ่งที่โหวหวังพูด... มันก็จริง
ครอบครัวของผม
ก็ไม่ต่างจากละครเื่ยาวที่ยังไม่มีบทสรุป
แค่คิดเล่น ๆ
เชื้อพระวงศ์คนอื่น ๆ ของแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์
ป่านนี้คงอยู่กันอย่างสุขสบายในตำหนักหรู ห้อมล้อมด้วยขันทีและนางกำนัล
มีข้าราชบริพารล้อมหน้าล้อมหลัง
ส่วนผมน่ะหรือ?
กลายเป็ศิษย์ใหม่ในสำนักสี่ขุนเขา
ต้องแสร้งเป็ใครก็ไม่รู้
ปากยังไม่กล้าเอ่ยว่าใครคือพ่อ ใครเป็แม่
ญาติทางฝั่งแม่ของผมน่ะ...
ชีวิตคนละขั้วกับผมเลยจริง ๆ
บางที..
ชีวิตที่อยู่ใต้เงาเพลิง อาจไม่ร้อนเท่าไฟที่เผาในใจตัวเองก็ได้นะ
พวกเราเดินต่อมาอีกหน่อย
ผมกับโหวหวังก็เริ่มถามศิษย์ร่วมสำนักที่เดินผ่านไปผ่านมาถึงสถานที่ตั้งของ 'บ้านพักส่วนตัว' ที่เราเพิ่งได้รับเป็รางวัลจากการสอบ
เราทั้งคู่มีหมายเลขบ้านในมืออยู่แล้ว เหลือก็แค่เดินหาตามป้ายที่มีเลขตรงกัน
และไม่นาน เราก็มาถึงแยกหนึ่งที่มีป้ายเขียนไว้ว่า หมู่บ้านหมายเลข 3 หลังที่ 1 ถึง 50”
ผมหันไปมองเลขบนป้ายบ้านตัวเอง
แล้วหันมามองเลขของโหวหวัง
พวกเราสองคนอยู่หมู่บ้านเดียวกัน
แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ ด้านหลังหมู่บ้านนี้อยู่ติดกับสถานที่รับภารกิจของสำนักด้วย
“โอ้โห... ทำเลทองแบบนี้...”
ผมหันไปยักคิ้วให้โหวหวัง
“ถ้าใครไม่อยากไปไหนไกล ๆ เพื่อเก็บคะแนนความดี
แค่เดินข้ามรั้วก็รับภารกิจได้เลยนี่หว่า”
แน่นอน พวกเรามุ่งหน้าไปบ้านของโหวหวังก่อน
เพื่อขอดู 'บ้านตัวอย่าง' ให้หายคาใจ
แล้วเมื่อเห็น... ผมกับไอ้หน้าขนยืนยิ้มหวานเหมือนเด็กเจอลูกอม
สำนักสี่ขุนเขานี่ยิ่งกว่าสำนักแล้วนะ
มันคือหมู่บ้านระดับเศรษฐีชัด ๆ
บ้านหนึ่งชั้นแถมยังเป็บ้านเดี่ยว พ่วงด้วยขนาดเนื้อที่ประมาณ 150 ตารางเมตร
มีรั้วมีประตูไม้ลวดลายแบบคลาสสิก หน้าบ้านยังมีสวนหย่อมเล็ก ๆ ด้วย
โหวหวังไม่รอช้า หยิบป้ายเหล็กที่ได้รับมา แตะลงกับประตูบ้านเพื่อปลดล็อก
แล้วก็ ตึ๊ง เสียงเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมประตูที่เลื่อนเปิดออก
ผมกับโหวหวังเดินเข้าไป
แล้วก็เจอกับ...
ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องซักล้าง และห้องฝึกวิชาส่วนตัว
เท่านั้นยังไม่พอ ข้างในบ้านยังมีของใช้จำเป็ครบครัน
ทั้งเตียง โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางอาวุธ ยันหม้อหุงข้าวแบบใช้พลังปราณ!
ผมถึงกับหลุดอุทาน
“ให้ตายเถอะ โหวหวัง...
ถ้าไม่มีใครบอกว่าสำนักนี้เป็สำนักฝ่ายคุณธรรมอันดับหนึ่ง...”
ผมหันไปมองรอบบ้านอย่างเหลือเชื่อ
“ข้าคงคิดว่าพวกมันแอบ ค้าของผิดกฎหมาย แน่ ๆ”
โหวหวังหัวเราะพรืด
แต่ผมพูดจริงนะ
ตลอดทางที่เราเดินมา
เต็มไปด้วยบ้านหน้าตาแบบเดียวกัน
เรียงรายเป็หมู่บ้านขนาดย่อมเลยก็ว่าได้
ถ้าคิดตามจำนวนศิษย์ฝ่ายใน
สำนักแห่งนี้น่าจะมีบ้านแบบนี้ไม่ต่ำกว่าสองพันหลัง
ผมมองท้องฟ้า
แล้วอดคิดไม่ได้ว่า...
นี่ข้ากำลังมาอยู่สำนัก หรือเข้าหมู่บ้านจัดสรรระดับวีไอพี?
“เอ็งไม่รู้อะไรเลย... เกลอเอ๋ย”
โหวหวังพูดพลางวาดนิ้วไปบนโต๊ะกินข้าว
“แค่สำนักสาขานี้สาขาเดียวก็ทำเงินได้จากการจ้างวานต่าง ๆ เทียบเท่ากับกิจการท่าเรือของเมืองนี้แล้ว
นี่ยังไม่นับสำนักสาขาหลักที่มีเหมืองหินวิเศษเป็ของตนเองอีก
สำนักสี่ขุนเขาน่ะ... ไม่ใช่สำนักยาจกยากจนหรอกหนาเกลอเอ๋ย”
มันพูดพลางเป่าฝุ่นออกจากนิ้ว
แล้วถอนหายใจแ่เบา
“ฝุ่นเยอะใช่เล่น คืนนี้ฉันคงต้องเก็บกวาดจนเหนื่อยเป็แน่”
ผมกวาดสายตาไปรอบห้อง
แล้วก็ต้องยอมรับว่าจริง บ้านหลังนี้คงไม่มีใครอยู่มานานจริง ๆ ฝุ่นถึงได้หนาขนาดนี้
“งั้นข้าไปดูบ้านของข้าก่อน...”
ผมพูด
“ข้าว่าสภาพบ้านข้าคงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก”
โหวหวังพยักหน้าส่ง
ผมออกจากบ้านของมันในทันที
เดินย้อนกลับมาตามทางเดิม
มุ่งหน้าไปยังบ้านของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลกันนัก
พอถึงหน้าบ้านตามหมายเลขที่ถือไว้ในมือ...
ผมก็หยุดกึกในทันที
กล้ามเนื้อกลางหน้าผากย่นเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
ในบ้านมีแสงไฟ..
ผมขมวดคิ้วก้มลงมองแผ่นป้ายเหล็กในมือ
เงยหน้าขึ้นมองตัวเลขตรงหน้าบ้านอีกครั้ง
ตรงกันทุกหลัก
ผมไม่ได้มาผิด บ้านหลังนี้คือบ้านของผม
แต่ตอนนี้ในบ้านกลับมีแสงไฟจุดอยู่
ทั้งที่ผมยังไม่เคยไขเข้าไปแม้แต่ครั้งเดียว
มือผมกำป้ายแน่นขึ้นเล็กน้อย
ใจเริ่มเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ผมยืนนิ่งอยู่หน้าประตูสักครู่ใหญ่
สมองตอนนั้นเริ่มแยกทางเลือกเป็สามเส้นทาง
หนึ่ง..เดินกลับไปที่ตำหนักลงทะเบียน
ถามให้รู้เื่ไปเลยว่าาุโนักการแจกบ้านผิดหรือไม่
สอง..ย้อนกลับไปที่บ้านเพื่อนหน้าขนของผม
ขอค้างห้องรับแขกของมันสักคืน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
สาม..ลองใช้แผ่นป้ายเหล็กนี่เปิดบ้านดูก่อน
เพราะถ้ามันเปิดได้...
นั่นก็แปลว่านี่คือบ้านของผมจริง ๆ
ทางเลือกแรกถูกปัดตกในทันที
ให้ผมเดินกลับตำหนักที่อยู่คนละฝั่งของสำนักทั้งที่ตอนนี้ผมล้าจนอยากล้มตัวนอนกับฟูกสักผืน?
ไม่มีทาง
ทางเลือกที่สองดูเข้าท่าดี
แต่ในเมื่อตอนนี้ผมยืนอยู่ตรงนี้แล้ว จะไม่ลองดูหน่อยก็น่าเสียดายอยู่
ที่สำคัญกว่านั้น
ผมอยากรู้ว่า 'ใคร' ข้างใน..
ถ้านี่คือบ้านของผมจริง ๆ
ผมสูดลมหายใจ
เดินเข้าไปใกล้
แล้วยกแผ่นป้ายเหล็กในมือขึ้น
โบกแตะตรงบานประตู
แกร๊ก
เสียงกลอนปลดล็อกดังขึ้นเบา ๆ
'แผ่นเหล็กเปิดได้... งั้นนี่ก็บ้านของเราจริง ๆ'
ผมพูดกับตัวเอง
มือขวาค่อย ๆ ผลักบานประตูให้เปิดออก
ภายในเงียบสนิท มีเพียงแสงไฟสลัว ๆ จากโคมมุมห้อง
และทันทีที่ผมก้าวเข้าไปในห้องรับแขก
ทุกคำถามในหัวก็เหมือนถูกแผ่แบออกมาตรงหน้า
คนที่ผมเห็นถึงกับทำให้ผมอุทานในใจ
หลินซิน!!
หญิงสาวที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นหน้าตอนนี้
นอนอยู่บนเก้าอี้ยาวในห้องรับแขก
ศีรษะเอนพิงหมอนเล็ก ๆ
ลมหายใจสม่ำเสมอ ราวกับเฝ้ารอใครบางคนกลับมานานเกินไปจนเผลอหลับไป
รอบ ๆ ห้องสะอาดเอี่ยม
กลิ่นฝุ่นแบบบ้านของโหวหวังไม่มีเลย
แถมพื้นไม้เงาวับ
โต๊ะถูกเช็ดจนสะอาดสะอ้าน
บ้านนี้ไม่ใช่แค่เปิดไฟ
มันถูก 'ดูแล' มาแล้วเรียบร้อย