ภายในบาร์ท้องถิ่นขนาดกลางๆห่างจากโรงแรมที่ฉันเพิ่งจากมาไม่ถึงห้านาที เสียงเพลงป๊อปซึ่งกำลังเป็ที่นิยมดังเบาๆพอสร้างบรรยากาศเคล้าเสียงของผู้คนจำนวนมากกว่าเก้าอี้ไม้ในร้านซึ่งกำลังดื่มฉลองเนื่องในวันแรกของปี คึกครื้นจนฉันที่นั่งเคาน์เตอร์ด้านในสุดไร้ตัวตน ก็้าอย่างนั้นอยู่แล้วละนะ
ฉันคงเป็คนเดียวในร้านที่นั่งดื่มด้วยอารมณ์แสนมืดมน บรั่นดีคุณภาพเยี่ยมขวดกลมปริมาตรเกือบลิตรลดฮวบเหลือครึ่งภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กลิ่นหอมรสนุ่มลิ้นช่วยให้ฉันไม่อัดบุหรี่ตัวที่สามไวเกินไป ยิ่งรู้สึกแย่ ยิ่งหยุดตัวเองไม่อยู่ ดื่มและสูบเหมือนเป็วันสุดท้ายของชีวิต วันนั้นคงมาถึงในสักวันถ้ายังลืมเธอไม่ได้
ฉันกระดกดื่มแทบไม่รู้รส ขอแค่ปริมาณแอลกอฮอล์มากพอจะบั่นทอนสติให้ฉันหยุดคิดทุกอย่างแต่ไม่เป็ผล เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนแวบเข้ามาในหัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย วันแสนสุขที่ทำให้ฉันต้องมานั่งทุกข์ใจในวันนี้
เมื่อสองปีก่อน
มันเป็บ่ายวันหนึ่งที่แสนธรรมดา ฉันเดินไปเจอบอสที่ห้องทำงานของเขา เคาะประตูพอเป็มารยาท ยืนรอเสียงะโกลับมาว่าให้เข้าไปได้ แล้วค่อยเปิดประตูย่างเท้าเข้าไป
“ มีอะไรหรือเปล่า ” ฉันแอบเดาในใจว่าเขาจะพูดเื่อะไร จะได้มีข้อมูลโต้ตอบทันที ตารางงานพรุ่งนี้? ธุรกิจ? หรือจะไปเที่ยวกลางคืน?
“ นั่งก่อนสิ ”
เขาลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าจริงจังกว่าปกติแสดงว่าเป็เื่สำคัญพอควร ฉันนั่งลงตรงโซฟาตามคำสั่ง ตามองเขาเดินมานั่งตรงข้าม
“ จี นายจำตอนที่วองโกเล่เข้าร่วมเป็ส่วนหนึ่งของทูรินีเซตเต้ได้ไหม ? ที่ตอนนั้นฉันเล่าว่าฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ”
เป็การเปิดหัวข้อบทสนทนาที่เหนือความคาดหมาย ฉันแทบจะลืมเื่นั้นไปแล้ว ถึงจะพูดว่าวองโกเล่เป็ส่วนหนึ่งของทูรินีเซตเต้แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไรฉันถึงเลิกสนใจ
“ อืม จำได้ ”
“ เมื่อคืนฉันฝันว่าได้คุยกับเขาอีกครั้ง เขาบอกว่าอยากให้ผู้หญิงคนหนึ่งมารับตำแหน่งเ้าของแหวนทูรินีเซตเต้แล้วมอบหมายหน้าที่ให้วองโกเล่เป็คนจัดการ ”
พอได้ยินคำว่า ‘ มอบหมายหน้าที่ให้วองโกเล่ ’ก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ รู้แล้วว่าเขาเรียกฉันมาทำไม งานเข้าอีกแล้ว
“ จะให้ฉันช่วยอะไร ” ดวงตาสีส้มประกายทองของเขาดูเปล่งประกายขึ้น ก่อนแอบยกยิ้มบางๆเมื่อฉันรู้ทัน
“ ช่วยไปสืบประวัติของคนๆนี้ให้หน่อย แล้วเขียนรายงานรายสัปดาห์มาส่งด้วยนะ ”
จอตโตหยิบกระดาษแผ่นเล็กภายในกระเป๋าเสื้อสูทยื่นให้ บนกระดาษมีเพียงตัวอักษรลายมือของเขาเอง เขียนว่า ‘ เ้าหญิงแคนดี้ ’ ไม่ต้องเดาก็ต้องเป็ชื่อคนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่น่าใคือเ้าหญิงที่ว่าเป็เ้าหญิงจริงๆหรือแค่ฉายา ?
“ ระบบความปลอดภัยพระราชวังราโกเน่คงยุ่งยากพอควรแต่ฉันจะฝากนายเข้าไปในฐานะเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายใน ปลอมตัวให้เนียนที่สุดเท่าที่ทำได้แล้วอย่าบอกใคร งานนี้เป็ความลับระหว่างเราสองคน โอเคไหม ? ”
ฉันชะงักเมื่อเขาพูดว่าพระราชวังราโกเน่ เดี๋ยวนะ…เ้าหญิงจริงๆดิ? มันไม่ง่ายเลยนะ… ตำแหน่งที่มีคนล้อมหน้าล้อมหลังตลอดเวลา หาทางเข้าใกล้ยากมาก
รอยยิ้มของอีกฝ่ายเป็หลักฐานความไว้วางใจที่ยากจะปฏิเสธ แต่เอาเถอะไม่ใช่ฉันก็ไม่มีใครทำได้แล้ว
“ เข้าใจล่ะ ”
“ ขอบคุณมากนะ ฝากด้วย ”
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องเข้าวังมารายงานตัวในฐานะ ' เซโน่ ’ หนุ่มตาฟ้าผมสีน้ำตาลอ่อน เสกได้ด้วยวิกผมกับคอนแทคเลนส์ เพิ่มความเป็คนดีเข้าไปด้วยการแต่งหน้ากลบรอยสักพร้อมเปลี่ยนสีคิ้ว เสริมส้นรองเท้ากับใส่สูทตัวหลวมปิดบังสัดส่วนที่แท้จริง
ฝึกพูดให้เบาและทุ้มกว่าปกติ แสร้งเป็คนขี้อาย พูดน้อยแต่อยากรู้อยากเห็นจะได้สืบข้อมูลจากคนงานได้ง่ายๆ ยิ้มบ่อยกว่าเมื่อปีที่แล้วรวมกันทั้งปี อยู่ๆก็ต้องเกิดใจดีชอบช่วยคนขึ้นมา ไม่มีอะไรเหมือนคนชื่อจีเลยสักนิด สมบูรณ์แบบ…. แต่ความน่ารำคาญอย่างเดียวคือต้องแอบสูบบุหรี่ไม่ให้ใครเห็นนี่แหละ
“ ฉันจะแนะนำสถานที่ให้ ไปกันเถอะ ” ผู้ชายคนหนึ่งเดินมาตบไหล่ฉันแล้วเดินนำหน้าไปโดยไม่รอฟังคำตอบ กะจากสายตาเขาน่าจะแก่กว่าไปสี่ห้าปี แต่อายุงานคงมากพอควรไม่งั้นคงไม่แวะทักทายทุกคนที่เดินผ่านแบบนั้น
สมกับเป็พระราชวังเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศ นอกจากจะกว้างมากแล้วยังสวยงามยิ่งใหญ่สมฐานะจริงๆ เขาพาฉันเดินผ่านสวนไปยังตึกแห่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็ห้องพักในอีกหลายเดือนต่อจากนี้ ก่อนจะกลับมาแนะนำบริเวณโดยรอบและภายในพระราชวังอย่างละเอียด ให้อารมณ์เหมือนมาทัศนศึกษาแต่ไม่แจกแผนที่หรือคู่มือให้เลยถือว่ารอบคอบใช้ได้
ฉันเดินจนขาลากก็ยังไม่เจอเป้าหมายของภารกิจในครั้งนี้ ไม่รู้พระราชวังกว้างเกินหรือเธอไม่ได้อยู่ที่นี่กันแน่ ไม่เจอแม้แต่เงา ไม่แม้แต่จะได้ยินใครพูดชื่อเธอเลย ไม่ได้มาผิดที่ใช่ไหม…..
สามวันผ่านไปในที่สุดก็ได้เจอ ฉันได้รับหน้าที่ให้ยืนดูแลความเรียบร้อยอยู่แถวสวนหลังห้องสมุด ระหว่างนั้นก็มองหาคนหน้าซื่อๆหลอกถามข้อมูลไปพลางๆ แต่ฉันกลับช็อกจนตัวชาเมื่อสายตาจับจ้องไปที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งกำลังกอดหนังสือเดินมาตัวคนเดียวก่อนจะหายเข้าไปในห้องสมุด
ไม่ผิดแน่ นั่นแหละเ้าหญิงแคนดี้ที่ฉันตามหา ถามเด็กสามขวบยังตอบได้ไม่ว่าจะเส้นผมหยักศกยาวสีทองสวยเห็นแค่แวบเดียวก็รู้ว่าดูแลมาอย่างดี ชุดเดรสสีชมพูสดใสขับผิวขาวผ่องโดดเด่นจากคนธรรมดาอย่างชัดเจน
ฉันแอบเกาะหน้าต่างมองเธอกำลังเรียนหนังสือกับชายแก่คนหนึ่ง มือเล็กๆขยับดินสอ เสียงพูดหวานใสเข้ากับภาพลักษณ์
น่ารัก ยิ่งมองยิ่งน่ารัก
เห็นแค่ข้างหลังยังดึงดูดขนาดนี้ ตัวเล็กชะมัด อายุเท่าไรจะให้มาเป็ผู้สืบทอดเนี่ย ไหวแน่เหรอ?
เพื่อไขข้อข้องใจนั้นฉันจึงจับตาดูเธออยู่ตลอดแม้จะเห็นไกลๆก็ตาม ชีวิตเ้าหญิงไม่ได้สบายเหมือนที่เคยจินตนาการไว้ กิจวัตรประจำวันมีแต่เรียน ถ้าไม่เรียนเชิงวิชาการก็ต้องเรียนทักษะอื่นมากมาย เช่นไวโอลิน ไม่ก็เต้นรำ ่เวลาที่ได้ออกไปข้างนอกก็เฉพาะตอนร่วมงานเข้าสังคม ราวกับนกแสนสวยที่เ้าของเลี้ยงอย่างอิสระไร้กรงแต่ไม่มีหน้าต่างให้ออกไปไหน
เหตุการณ์ที่ฉันได้อยู่ใกล้เธอมากที่สุดคือหลังจากนั้นสองเดือน วันนั้นมีการจัดงานเลี้ยงน้ำชาเล็กๆในสวน จึงมีการจัดเ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณนั้นมากเป็พิเศษ ที่น่าแปลกใจคือคนที่เป็หัวหน้าสั่งให้ฉันตามประกบเ้าหญิงแคนดี้ แอบตื่นเต้นเหมือนกัน โอกาสนี้ต้องตั้งใจเก็บข้อมูลให้เต็มที่
ฉันยืนรอเธออยู่หน้าประตูกระจกติดกับห้องอาหารชั้นหนึ่ง มองคุณหนูสองสามคนในชุดฟูฟ่องเดินมาจากอีกทางโดยมีพ่อบ้านพามาที่โต๊ะขนาดหกที่นั่งกลางพุ่มดอกกุหลาบหลากสี
“ เชิญค่ะ ”
หันมองตามเสียงดังใกล้ เ้าหญิงแคนดี้ในชุดกระโปรงสีฟ้าสดใสกว่าท้องฟ้าวันนี้เดินยิ้มมาอย่างอารมณ์ดี ที่คาดผมดอกไฮเดรนเยียทำจากเพชรแทนมงกุฎส่องแสงระยิบระยับ ปกติก็เห็นแต่งตัวสวยอยู่แล้วไม่คิดเลยว่ายังสวยขึ้นได้อีก
ผ้าซีฟองบางพลิ้วไหวเป็คลื่นสวยทุกครั้งที่เธอก้าวเท้าเดิน แก้มชมพูระเรื่อสีเดียวกับปาก ละสายตาไม่ได้เลย กล้าพูดเลยว่าผู้ชายคนไหนมายืนตรงนี้ก็หยุดมองเธอไม่ได้
“ เดินตามไปสิ ” สาวใช้คนที่เปิดประตูกระทุ้งศอกใส่เบาๆเมื่อเห็นฉันยืนเหม่อ ดันเผลอไปซะได้ ไม่มืออาชีพเลยให้ตาย ฉันรีบเดินตามเธอไปห่างๆ กลิ่นดอกกุหลาบจางๆลอยมาตามลมคงเป็กลิ่นน้ำหอมของคนตรงหน้า
มาถึงโต๊ะก็หมดหน้าที่ โชคดีที่ยังได้ยืนอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้พอได้ยินบทสนทนา ก็คิดไว้แล้วว่าเด็กสาววัยรุ่นมารวมตัวกันคงไม่พ้นเื่ความสวยความงาม พูดถึงเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ อวดเล็บที่เพิ่งทำมา สลับกันเล่าเื่น่าสนใจที่เจอเมื่ออาทิตย์ก่อนและไม่พ้นเื่เพศตรงข้าม ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเธอหัวเราะ ไม่รู้เพราะอะไรแต่ดันเผลอยิ้มตาม ทำงานจนเสียสติแล้วมั้งตัวฉัน
ตกเย็นหลังจากหมดเวลางานฉันขออนุญาตออกไปข้างนอก อ้างว่าจะไปซื้อของแต่จริงๆแล้วต้องไปรายงานข้อมูลให้บอส รู้สึกดีมากที่ได้กลับไปเป็ตัวเองแม้จะแค่หนึ่งชั่วโมง ฉันใส่วิกจนผมจริงจะร่วงแล้วต้องให้เส้นผมได้หายใจบ้าง
จอตโตทำหน้าครุ่นคิดขณะอ่านรายงานในมืออย่างละเอียด สีหน้าดูประหลาดใจขึ้นเมื่อเห็นรูปที่ฉันแอบถ่ายมาได้ ตะลึงในความเก่งของฉันล่ะสิ ไม่ง่ายนะกว่าจะได้รูปเธอตอนนั่งเล่นอยู่ในสวน ฉันต้องแทรกตัวเองในพุ่มไม้เล็กๆ โดนกิ่งไม้บาดมืออีกแผล
“ อืมม…ไม่ออกไปไหนเลยเหรอ ? ”
เขาถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งเมื่ออ่านถึงข้อความที่ฉันเขียนไว้ว่าใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังตลอดเวลา
“ น้อยมาก ” คิ้วเขาขมวดเป็ปม นิ้วชี้เคาะโต๊ะทำงานราวกับกำลังคิดเื่อะไรอยู่
“ ถ้าจะให้เธอเป็ผู้สืบทอดตามคำสั่งของท่านผู้นั้น ก็ต้องให้เธอออกมาลองใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาก่อน ”
“ ฉันก็คิดเหมือนกัน ” ไม่ใช่แค่เพราะอยากให้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบอื่นแต่เพราะอยากให้เธอได้เจอเื่สนุกๆข้างนอกบ้างล่ะนะ
“ นายหาโอกาสออกมาได้เลยนะ เดี๋ยวฉันหาโอกาสคุยกับาาอเดลเบลเอง ”
หนึ่งอาทิตย์เกินพอที่จะหายออกมาโดยไม่น่าสงสัย ฉันควรจะต้องดีใจที่ภารกิจในครั้งนี้จบลงแต่ข้างในกลับรู้สึกว่างเปล่า คิดไปส่งๆว่าคงเพราะเริ่มชินกับการเป็เซโน่แล้วพอจะกลับมาเป็ตัวเองถึงเศร้าข้างในลึกๆ ไม่มีเหตุผลอื่น
“ เข้าใจแล้ว ”
ออกจากปราสาทวองโกเล่พระอาทิตย์ใกล้ตกดินพอดี ฉันแวะซื้อของสองสามอย่างให้ดูไม่น่าสงสัยแล้วรีบกลับห้องพักไปนอน
ฉันใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่า ั้แ่เมื่อไรไม่รู้ที่เผลอมองหาเธอตลอด ถ้าไม่เป็เพราะงานฉันคงแอบชอบเ้าหญิงตัวน้อยเข้าให้แล้ว
ฉันเองก็เป็ผู้ชายคนหนึ่ง การได้เจอผู้หญิงสวยระดับนั้นบ่อยเข้าก็ต้องหวั่นไหวเป็ธรรมดา ยิ่งรอบตัวเธอเหมือนมีออร่าความน่าดึงดูดบางอย่าง รู้ตัวอีกทีก็เผลอนึกถึงทั้งก่อนนอนและตอนตื่น
“ รีบไปเร็วเข้า!! ” เสียงะโดังผสานกับเสียงฝีเท้าวิ่งของกลุ่มคน ดึงความสนใจของทุกคนที่กำลังทำงานในห้องโถงชั้นหนึ่งให้หันไปมอง
“ มีอะไรหรือเปล่า? ” ฉันรีบวิ่งไปถามหนึ่งในกลุ่มคนนั้นซึ่งเป็เ้าหน้าที่คนหนึ่งที่คุยกันบ่อยๆ
“ เ้าหญิงแคนดี้หายตัวไป ท่านควรจะต้องอยู่ในห้องอ่านหนังสือชั้นสองแต่พอสาวใช้ขึ้นไปตามก็ไม่เจอแล้ว ” เขาพูดเร็วอย่างร้อนรนแล้วแยกกับคนอื่นออกตามหา
ไม่ต้องรอคำสั่งฉันก็รีบออกไปช่วยหาอีกแรง เลือกวิ่งไปทางแปลงดอกคัตเตอร์ซึ่งยังไม่มีใครไปเพราะค่อนข้างไกล ทุ่งดอกไม้สีขาวแทบจะชิดรั้วอาณาเขตที่อยู่อาศัย ก้าวข้ามรั้วไปจะพบป่าสนในทันที ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอหรอกเพราะถ้าเดินมาถึงตรงนี้ได้ก็ชื่นชมเลยล่ะ
“ หืม ? ” เหมือนเห็นเงาคนตะคุ่มๆอยู่หางตา ฉันเลยลองเดินไปดู
……..เอาจริงดิ บทจะหาเจอก็ง่ายงี้เลยเหรอ ?
เ้าหญิงที่ทุกคนตามหากำลังเด็ดช่อดอกไม้เล็กจิ๋วใส่ตะกร้าสานอย่างมีความสุข ไม่ได้รับรู้เลยว่าคนอื่นวุ่นวายกันขนาดไหน จะเดินเข้าไปหาก็นึกลังเลกลัวเธอจะจับได้ว่าปลอมตัวมา แต่เดี๋ยวก็ไม่เจอกันแล้วจับได้ก็ช่างเถอะ
“ เ้าหญิงแคนดี้มาทำอะไรตรงนี้ครับ ” ฉันแกล้งพูดเบาๆให้เสียงทุ้มกว่าปกติ ยืนรักษาระยะห่างพอให้ไม่ถูกสงสัย
เ้าของชื่อหันกลับมามอง เธอยิ้มหวานมีความสุขก่อนกลับไปตั้งใจเลือกดอกไม้ต่อ
“ อ๋อ ฉันเพิ่งอ่านเจอในหนังสือ ดอกคัตเตอร์ความหมายโรแมนติกมากเลยอยากเอามาจัดใส่แจกันที่ห้องน่ะ ” เสียงหวานเว้น่ไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเล่าต่อ
“ ดอกไม้เล็กๆแทรกตัวในแจกันเป็เหมือนฉากหลังให้ดอกไม้อื่นๆโดดเด่นขึ้นมา แทนความรักที่เสียสละ แอบรักโดยไม่หวังให้เขาหันมามองแค่ได้รักก็สุขใจแล้ว โรแมนติกมากเลยเนอะ ”
วินาทีนั้นเหมือนกาลเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ ฉันจ้องมองรอยยิ้มสวย ใจเต้นแรงจนทรมานอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ดอกไม้เื้ัเหมือนฉากในหนังสักเื่ที่มีนางเอกสวยมากๆ
“ กลับกันเถอะครับ ”
เ้าหญิงแคนดี้พยักหน้าแทนคำตอบ เดินนำกลับไปตามทางที่มาโดยฉันเดินตามอยู่ห่างๆ
เย็นวันนั้นฉันตรงกลับปราสาทวองโกเล่แทนห้องพักคนงาน ทิ้งอุปกรณ์ปลอมตัวทั้งหมดไปรายงานจอตโตเป็ครั้งสุดท้ายก่อนกลับมาตายรังที่ห้องนอนตัวเอง
ความนุ่มบนฟูกนอนที่คุ้นเคย กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ชอบ เพดานสีขาวโล่งๆที่มองมาตลอดหลายปี ฉันทิ้งตัวบนเตียงนิ่งๆแบบนั้น ด่ำดิ่งไปในห้วงความคิด นึกถึง่เวลาสองเดือนที่ได้รู้จักเธอ ฉันยังตอบตัวเองไม่ได้หรอกว่าความรู้สึกร้อนวูบในใจมันคืออะไร จนกระทั่งฉันไม่ได้เจอเธออีก นั่นแหละฉันถึงมั่นใจว่าหลงรักเธอแล้วจริงๆ
กว่าฉันจะได้คุยกับเธออีกครั้งก็อีกหลายเดือนให้หลังเพราะต้องไปช่วยเธอจากแก๊งลักพาตัว ฉันรู้ดีว่ามันไม่มีเหตุผลที่ต้องกอด ก็แค่จะปลอบโยนวิธีไหนก็ได้ผลไม่ต่างกัน แต่วินาทีนั้น….ฉันห้ามตัวเองไม่ได้
มันไม่ใช่แค่ความสงสารอยากให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่มันเป็ความเห็นแก่ตัวของฉันที่คิดถึงเธอมากเกินไป
ยิ่งนึกถึง่เวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน ทุกบทสนทนาที่พูดคุย ทุกวินาทีที่เราจ้องตา น้ำตามันดันไหลเหมือนหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วในมือตอนนี้ ความเ็ปภายในคอยตอกย้ำว่าเราจะไม่มีวันกลับไปเป็เหมือนเดิมได้อีกแล้ว
น้ำตาร้อนผ่าวไหลไม่หยุดแม้ฉันจะพยายามใช้แขนเสื้อเช็ด ฟุบหน้าลงกับพื้นเคาน์เตอร์ไม่ให้ใครเห็นแต่มันก็ไม่มีท่าทีจะหยุด มันคือทุกความชอกช้ำที่เก็บสะสมมาั้แ่รู้ว่าจอตโตชอบเธอแล้วเธอเองก็ชอบเขา
ทุกครั้งที่เห็นเขาอยู่ด้วยกัน ฉันต้องทำเป็ไม่รู้สึกอะไร แม้ฉันจะดูเหมือนคนเสียสละ แต่ในใจลึกๆไม่เคยยินดีได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เห็นคนที่ตัวเองชอบอยู่กับคนอื่น เป็ใครก็ทนไม่ได้ ดอกคัตเตอร์เองก็คงรู้สึกแบบนี้ ต่อให้จะยินดีเห็นดอกไม้อื่นเบ่งบานสวยเด่นในแจกันแต่มันต้องมีเสี้ยวหนึ่งที่ดอกคัตเตอร์อยากจะเป็แบบนั้นบ้าง
ฉันคิดอยู่ทุกวันว่าถ้าเราได้เจอกันก่อนที่เธอจะได้เจอบอส เื่ราวมันจะเป็ยังไง ถ้าฉันบอกจอตโตว่าฉันชอบเธอก่อน ถ้าฉันจีบเธอ ถ้าคนที่เธอเลือกคือฉัน ถ้าคืนนี้ฉันยอมอยู่ตรงนั้นกับเธอ ฉันยังจะต้องดื่มเหล้าผสมน้ำตาอยู่แบบนี้ไหม ถ้าฉันได้ประทับรอยบนริมฝีปากนั้น ความรู้สึกของเธอจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า
ฉันเปลี่ยนจากแก้วเป็ยกทั้งขวดดื่ม ของเหลวทั้งร้อนและขมไหลผ่านคอ ระดับแอลกอฮอล์ในเืสูงขึ้นเรื่อยๆแต่ไม่ช่วยให้เจ็บน้อยลง กลับยิ่งทำให้ร้องไห้หนักกว่าเดิม สมเพชตัวเองชะมัดร้องไห้เมามายเหมือนคนบ้า สูบบุหรี่จัดเหมือนจะตายวันพรุ่งนี้ แม้สติจะเริ่มเลือนลางแต่ภาพทุกอย่างยังชัดเจน เหมือนกับทุกััของเธอที่ยังหลงเหลืออยู่ในเส้นผม บนฝ่ามือ…ในหัวใจ
ตั้งใจจะลืมก็ไม่เคยกล้าทิ้งรูปที่ถ่ายด้วยกันตอนไปล่าสัตว์ ยังเก็บตั๋วเข้าสวนสนุกที่ไปด้วยกันที่ญี่ปุ่น ไหนจะรูปถ่ายอีกหลายใบที่แอบถ่ายไว้ดูคนเดียว ตู้ลิ้นชักข้างเตียงคือกล่องสมบัติทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ ยางมัดผมเส้นนี้ก็เช่นกัน ฉันรู้ดีว่าถ้าจะเริ่มตัดใจจริงจังต้องทิ้งให้หมดทุกอย่างแต่ฉันทำไม่ได้จริงๆ
“ มีสาเกร้อนไหมขอรับ ” เสียงผู้ชายดังใกล้ฟังคุ้นหูมาก มีคนสำเนียงเดียวกับอุเก็ตสึในประเทศนี้ด้วยเหรอ?
“ ไม่เป็ไรขอรับ ขอรับเป็จินขวดนั้นแทนแล้วกัน ”
ฉันใช้สองมือปาดน้ำตาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองให้หายสงสัย
“ มาได้ไง ? ” การปรากฏตัวของมือซ้ายวองโกเล่พรีโม่ อาซาริ อุเก็ตสึถือเป็เื่ที่น่าประหลาดใจมาก ยิ่งในชุดเหมือนคนปกติขนาดนี้ด้วยแล้ว
อุเก็ตสึคนที่ฉันรู้จักออกมาเที่ยวกลางคืนนับครั้งได้ หนึ่งวันของหนุ่มญี่ปุ่นแท้หมดไปกับการทำงาน บรรเลงขลุ่ยไม้ไผ่กับฝึกเพลงดาบที่ยากจะหาใครเทียบ
“ นึกเป็ห่วงคุณจีขึ้นมาน่ะขอรับ ” เขายิ้มให้ น้ำเสียงอ่อนโยนแสดงความจริงใจเต็มเปี่ยม
“ แล้วรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่? ”
“ รถคุณโดดเด่นเกินไปสำหรับเมืองวัฒนธรรมแบบนี้ ”
“ ……. ” ภายใต้ความใจดีนั่นน่ากลัวเป็บ้า เป็ครั้งแรกที่เริ่มนึกถึงข้อเสียของการมีคนรอบข้างเป็มาเฟียมืออาชีพ บางทีก็ชินแต่บางทีก็ยังตกตะลึงไม่หาย
ฉันมองผ่านเขาไปด้านหลัง หันมองซ้ายขวาจนมั่นใจว่าบอสไม่ได้ตามมาด้วย
“ ทิ้งบอสไว้คนเดียวจะดีเหรอ? ” ฉันถามส่งๆโดยไม่ได้หันไปมองคู่สนทนาเพราะกำลังง่วนกับการเทของเหลวสีอำพันลงคอ
“ ท่านแจ้งมาว่าจะอยู่ค้าง กระผมจึงเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรขอรับ ”
พนักงานวางบรั่นดีขวดใหม่ให้ทันทีเหมือนรู้ใจ คงสังเกตเห็นว่าขวดที่ถืออยู่เหลือน้อยเต็มทน
“ แล้ว… ” ฉันนึกอยากถามเื่เธอแต่ดันไม่กล้าขึ้นมา รู้ตัวเองดีว่าคงรับกับคำตอบไม่ไหวหากเขาคืนดีกัน
“ เ้าหญิงแคนดี้หนีกลับไปพร้อมคัมภีร์เทพแห่งท้องฟ้าแล้วขอรับ ” ไอ้บ้านี่ดันรู้ทัน ไม่ต้องหันไปมองก็รู้เลยว่ายิ้มอยู่แน่ๆ เวรจริงๆ
“ ไม่ดีขึ้นสินะ ” ฉันโล่งใจแต่พอนึกถึงสภาพของจอตโตที่กำลังนั่งร้องไห้แล้วรู้สึกสบายใจไม่ลง เจอหน้ากันพรุ่งนี้จะปลอบยังไงดีนะ
“ จี…คุณชอบท่านใช่ไหม ? ”
“ แค่ก แค่ก ” ฉันสำลักเหล้ารุนแรงจนรู้สึกได้ว่ามันขึ้นไปถึงจมูก อุเก็ตสึรู้ได้ไงวะ ฉันแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอ ชิบหายล่ะ…
“ หา! อะไร!? ” ต้องแกล้งตีเนียนไม่รู้เื่ไปก่อน ทำตัวนิ่งๆไว้ ไม่สบตาเด็ดขาด เผื่อเขาแค่ถาม
“ กระผมเองก็เป็เพื่อนกับคุณมาหลายปี คิดว่ากระผมดูไม่ออกหรือครับ ”
ฉันพูดไม่ออก ได้แต่มองสายตาจริงจังของเขานิ่งแบบนั้น กลั้นใจถามคำถามที่อยากรู้ที่สุด
“ จอตโตรู้เื่หรือเปล่า… ” ความเงียบเข้าปกคลุมจังหวะเดียวกับที่เพลงในร้านหยุดไปก่อนจะขึ้นเพลงใหม่ ดวงตาอ่อนโยนดูคิดหนัก เขากระดกจินสีขาวใสหมดแก้วก่อนให้คำตอบ
“ ด้วยพลังลางสังหรณ์ที่แม่นยำคิดว่าคงสงสัยอยู่บ้างขอรับ ”
อา…ลืมเื่นี้ไปได้ยังไงกันนะ ทำไมฉันถึงคิดว่าตัวเองจะปิดบังเขาได้ในเมื่อเขาก็รู้เื่ของฉันดีไม่ต่างกัน
“ แล้วทำไมคุณไม่… ”
เขาไม่ยอมพูดจนจบประโยค กลืนคำถามลงพร้อมกับน้ำสีใสอีกแก้ว แลดูลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดแต่ฉันเดาได้ว่าเขาจะพูดว่าอะไร
“ อย่าถือสาคำพูดของกระผมเลยขอรับ กระผมก็เพียงแต่ไม่อยากเห็นเพื่อนต้องทุกข์ใจก็เท่านั้น ”
ฉันนั่งเงียบไปพักหนึ่ง กำลังชั่งใจว่าจะปรับทุกข์กับเขาดีไหม บางทีมันอาจจะดีกว่าการเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว
“ ไม่ใช่แค่เพราะจอตโตหรอก แต่เป็ฉันเองที่ไม่กล้าพอจะยืนตรงนั้น ” ฉันเกริ่นเสียงเบา ยกดื่มย้อมใจอีกอึกแล้วค่อยๆพูดในสิ่งที่คิดออกมา
“ ฉันเป็แค่คนธรรมดา ไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้น ครอบครัวก็ไม่ได้มีอำนาจอะไร ชีวิตส่วนใหญ่ก็อุทิศให้งาน สูบบุหรี่จัด แถมยังไม่ค่อยอ่อนโยน ให้เธอฝากชีวิตกับคนแบบนี้ คนเป็พ่อเป็แม่ไม่มีทางยอมหรอก ”
เวลารักใครสักคน ฉันคิดไปไกลถึงอนาคตของสองเราไม่ใช่แค่รักกันไปวันๆ เราจะคบกันได้นานแค่ไหน ถึงขั้นแต่งงานไหม พ่อแม่เธอจะว่ายังไง แค่จินตนาการฉันยังมองออกเลยว่าเราไปกันได้ไม่ไกล เราต่างกันเกินไป ระยะห่างมันกว้างจนฉันแปลกใจว่าอะไรผลักให้เรามาเจอกัน เสียใจั้แ่ตอนนี้อาจจะเป็ทางที่ดีที่สุดแล้วก็ได้
“ จี… ”
“ ฉันมันโง่ใช่ไหมล่ะ แต่ฉันก็ตัดสินใจแล้ว เธอได้เจอคนที่ดีพร้อมฉันก็หมดห่วง ” ฉันกัดฟันแน่น ถึงจะพูดไปอย่างงั้นแต่น้ำตาไหลพรากไม่หยุด ก่อนจะรู้ตัวก็เผลอบีบแก้วในมือแตกเป็เสี่ยงบาดฝ่ามือ เืหยดลงพื้นเคาน์เตอร์ไม้เป็วง
มันเจ็บจนมือชา แต่น่าแปลกที่ยังเจ็บไม่เท่าความรู้สึกในใจ
“ กะ…กล่องพยาบาล! ขอกล่องพยาบาลด้วยขอรับ! ” อุเก็ตสึใ ลุกพรวดขึ้นมาะโคุยกับพนักงานก่อนบาร์เทนเดอร์จะวิ่งตาตื่นหายไปหลังร้าน
“ ต่อยฉันที… ”
“ อะไรกันขอรับ ? ”
“ ฉันบอกให้ต่อยฉัน! ซัดมาแรงๆตรงเบ้าตาเลย ” ฉันคว้าคอเสื้อเขา จ้องเขม็งให้รู้ว่าไม่ได้พูดล้อเล่น
“ แต่…แต่ว่า… ” อุเก็ตสึกระสับกระส่าย หน้าตาตื่นใทำตัวไม่ถูก
“ ทำไม่ได้สินะ ” ฉันปล่อยมือจากเขา ก่อนจะพยายามมองไปทั่วร้านที่มืดสลัวจนเมื่อเจอเป้าหมายที่น่าสนใจ ฉันก็เดินไปหาพร้อมขวดเหล้าขวดใหม่ที่ยังไม่ได้ดื่ม
กลุ่มชายหน้าโหดสี่คนนั่งดื่มเสียงดังอยู่มุมหนึ่งของร้าน ไร้มารยาทไม่กลัวใครแบบนี้เป็หนึ่งในคุณสมบัติของนักเลงข้างถนน
เริ่มแผนด้วยการเปิดขวดในมือ เทใส่หัวไอ้คนที่ดูจะเป็หัวโจกของกลุ่ม กลิ่นที่คุ้นเคยตลบอบอวลไปทั่ว มันสะดุ้งตัวโยน ลุกพรวดขึ้นมามองฉันด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ เฮ้ย! ทำไรวะ! ” คนที่เหลือลุกตาม หักนิ้วเตรียมพร้อมมีเื่
“ หา? ก็พวกแกมันน่ารำคาญ ไอ้พวกสวะน่ารำคาญต้องโดนล้างด้วยเหล้าแรงๆแบบนี้แหละ ” ฉันเลือกใช้คำรุนแรงยั่วให้มันโกรธจัดและได้ผล มันง้างแขนตามความเืร้อนโดยสัญชาตญาณ นี่แหละปฏิกิริยาที่้าเลย
“ มันจะมากไปแล้วนะเว้ย! ” หมัดแรกเข้าที่แก้มซ้ายเต็มๆเพราะฉันตั้งใจไม่หลบ ไอ้หมัดไร้ประสบการณ์แบบนั้นมองออกั้แ่ยกแขนขึ้นมาแล้ว แค่บิดตัวนิดเดียวก็หลบได้
รสคาวเืฟุ้งเต็มปากจากแผลที่กระพุ้งแก้ม ฉันถุยน้ำลายผสมเืใส่หน้าคนต่อย แล้วยิ้มกวนๆให้มันยิ่งโมโห
“ มีแรงแค่นี้เองหรอวะ กระจอกชะมัด ”
“ ไอ้เวร!! ” หมัดสองสามตามมาอย่างต่อเนื่อง พวกคนที่เหลือก็เข้ามาร่วมวงด้วย แรงกระแทกเข้าตา แก้ม ปาก ท้อง
มันเจ็บ ฉันไม่ใช่คนตายด้านไร้ความรู้สึก แต่ที่ผ่านมาเจอหนักกว่านี้เยอะ ถอดเสื้อออกเห็นแต่รอยแผลเป็ ร่างกายเลยทนมือทนเท้าขึ้นโดยอัตโนมัติ อุเก็ตสึร้อนรน ทนดูไม่ได้จะเข้ามาช่วย แต่ฉันยกมือห้าม ปล่อยให้มันอัดไป
“ อะไรกัน ไม่สวนกลับเลยนี่หว่า เก่งแต่ปากหรือไง ? ” ฉันไม่สนใจเสียงแหกปากหัวเราะของพวกมัน แต่กลับลูบหน้าตัวเองจนทั่ว สำรวจให้มั่นใจว่ารอยช้ำเขียวๆม่วงๆจะกลบความบวมแดงของตาที่ผ่านการร้องไห้อย่างหนักได้
“ เท่านี้ก็พอแล้วมั้ง ” ฉันสวนหมัดกลับใส่หัวโจกที่ยืนหัวเราะอย่างชะล่าใจ อัพเปอร์คัทโดนเข้าเต็มคาง ร่างั์ล้มตึงนอนพื้นไม่ได้สติอย่างง่ายดาย
“ กากเป็บ้า หมัดเดียวเองนะเว้ยไอ้โง่ ” ฉันเตะซ้ำเข้าที่ท้องอีกหลายทีให้สมกับที่โดนก่อนหน้า
“ หวังว่าพวกแกจะทนมือกว่านี้นะ ” คนที่เหลือก็ไม่ได้เก่งไปกว่าไอ้โง่ที่นอนอยู่เลยสักนิด แค่ซัดระบายอารมณ์เต็มแรงทีสองทีก็ร่วงกันหมด เพิ่งสังเกตว่าแผลบนมือฉีกกว่าเดิมเพราะแขนเสื้อเปื้อนรอยเืเป็วงกว้างขึ้น เปียกชื้นลงมาถึงข้อศอก
แอลกอฮอล์ในเืเริ่มดึงสติฉันต่ำลงทุกที ตาจะปิดแล้ว กลับไปนอนดีกว่า
“ โทษทีที่สร้างความวุ่นวาย นี่นามบัตรฉัน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะส่งคนมาชดใช้ค่าเสียหายกับค่าเหล้าให้ ” หลังจากล้วงนามบัตรในกระเป๋ากางเกงวางทิ้งไว้ที่เคาน์เตอร์แล้ว ฉันยัดกุญแจรถใส่มืออุเก็ตสึเพราะตั้งใจจะนั่งแท็กซี่กลับโรงแรม ขืนขับรถตอนนี้ได้นอนโรงพยาบาลแทนแน่
“ จะ…จี…”
ฉันโบกมือลาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เื่วันนี้ก็ให้มันจบลงวันนี้เถอะ พรุ่งนี้จะเป็ยังไงค่อยว่าทีหลังแล้วกัน โอ๊ย ปวดหัวว่ะ จะอ้วก…
จบบันทึกลับจี
วองโกเล่พรีโม่เช็คเอาท์ั้แ่เช้าตรู่ สภาพอิดโรยเหมือนคนนอนไม่หลับ ตาบวมเล็กน้อยบ่งบอกถึงความโหดร้ายของเมื่อวานได้อย่างดี
รถยุโรปคันหรูจอดรอพร้อมกับผู้เป็มือซ้ายขวาและชายในชุดสูทดำอีกหลายสิบคน ขณะเดินผ่านกำลังจะก้าวขึ้นรถเขาสังเกตเห็นความผิดปกติของจี จึงหยุดยืนหน้าเขาแล้วมองชัดๆ
เ้าของเส้นผมสีแดงเพลิงใส่แว่นกันแดดสีชา มุมปากรอยม่วงชัด มือขวาพันผ้าพันแผล สภาพย่ำแย่กว่างานเสี่ยงอันตรายบางงานที่เขาเคยทำเสียอีก
“ เกิดอะไรขึ้น? ”
“ เออ… ” เ้าตัวเลิ่กลั่กเนื่องจากลืมนึกคำตอบเผื่อไว้ เขาเหลือบมองชายหนุ่มในชุดขุนนางญี่ปุ่นราวกับกำลังถามความเห็นก่อนจะตอบผู้เป็เ้านายเสียงเบา
“ พอดีเมื่อคืนพาอุเก็ทสึไปดื่มแล้วมีเื่นิดหน่อย ”
บอสเลิกคิ้วประหลาดใจ ภาพที่เห็นขัดกับนิสัยของชายหนุ่มที่เขารู้จักมาทั้งชีวิต
“ นักธนูผู้รักมือมากกว่าสิ่งอื่นใดอย่างนายเนี่ยนะ? ”
จีอ้าปากค้าง สมองปวดหนึบนึกข้ออ้างไม่ออกเลยสักข้อ อาการมึนงงยังค้างอยู่ในร่างกายจากแอลกอฮอล์และอาการนอนไม่พอ ซ้ำยังช้ำภายในปวดไปทั่วร่างกาย
“ พวกมันเล่นทีเผลอน่ะ ไม่ต้องห่วงนะ แผลไม่ใหญ่สองสามวันก็หาย ”
บอสสังเกตท่าทีผิดปกติของอีกฝ่าย ลางสังหรณ์กำลังบอกว่าเขาโกหกจึงเลือกที่จะกระชากแว่นออกเพื่อมองหน้าเขาชัดๆอีกครั้ง รอยช้ำม่วงเขียวรอบตาซ้ายกับตาขวาบวมแดง ถ้ามีเื่กันจริงแล้วทำไมผู้ร่วมเหตุการณ์อีกคนที่อยู่ตรงนี้ถึงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ?
“ อีกฝ่ายเป็ใครถึงต่อยนายจนยับเยินได้ขนาดนี้ อ่อนให้มากเกินไปหรือเปล่า? หรือว่า… ” คิ้วบลอนด์ทองขมวดแน่น ตาหลุบต่ำมองพื้นดูเศร้าหมองจนอุเก็ตสึที่ยืนมองเหตุการณ์อย่างเงียบเชียบนึกเป็ห่วงขึ้นมา
“ ไม่ใช่เพราะฉันใช่ไหม ? ”
ผู้เป็เพื่อนสนิทเบิกตากว้างตกตะลึง ไม่เผื่อใจว่าเขาจะพูดคำนี้ ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบีบหัวใจคนฟังจนทรมาน จีพยายามตั้งสติ ทำตัวสดใสกลบเกลื่อนบรรยากาศน่าอึดอัด
“ เกี่ยวอะไรกับนายล่ะ ขึ้นรถเถอะ ” ร่างสูงรีบก้าวไปเปิดประตูรถ เหลือบมองชายหนุ่มเรือนผมสีดำทำหน้าเคร่งเครียดตาม
เ้าของเส้นผมสีแดงเพลิงพยายามส่งสัญญาณผ่านสายตาให้เพื่อนสนิทอีกคนช่วยทำอะไรสักอย่างให้สถานการณ์ตอนนี้ผ่านพ้นไปได้
“ เื่แคนดี้ใช่ไหม…นายชอบเธอใช่หรือเปล่า? ” เสียงทุ้มเอ่ยถามเบา แต่รอบข้างเงียบสงัดอีกสองคนที่ยืนไม่ห่างกันมากจึงได้ยินครบทุกคำ
“ พูดบ้าอะไรออกมา… ” เสียงโต้แ่เบาเหมือนอุทานออกมาจากคนที่ค้างนิ่งเป็รูปปั้น ตัวแข็งชาไปถึงปลายนิ้ว สมองช็อกเหมือนปลาน็อคน้ำ พูดไม่ออกเลยสักคำ ในใจรู้ดีว่าไม่อาจปิดบังเขาได้อีกแล้ว
“ ั้แ่เมื่อไร…ทำไมนายไม่บอกฉัน ”
อีกฝ่ายไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดจอตโตก็เข้าใจทุกอย่างผ่านท่าทีและสีหน้าที่แสดงออก เขายกสองมือขึ้นปิดหน้า น้ำตาเอ่อล้นด้วยความเสียใจผสมความรู้สึกผิด บอสนึกโกรธตัวเองที่เผลอทำให้คนสำคัญเสียใจคนแล้วคนเล่าเพียงเพราะความประมาทและเอาแต่ใจของตน
เห็นผู้เป็เ้านายร้องไห้คนสนิททั้งสองยิ่งทำตัวไม่ถูก จีปวดใจไม่ต่างกัน น้ำตารื้นกองอยู่ขอบตาเช่นเดียวกับผู้เป็บุคคลที่สามของเื่นี้ คนที่เฝ้ามองทั้งสองมาตลอด คนที่รู้ทุกอย่างแต่ไม่อาจทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้
“ ถ้าเป็นายฉันจะยอมถอย ฉันจะแต่งงานกับลูเช่โดยไม่มีข้อคัดค้านอะไรอีก ตอนนี้เป็โอกาสดีที่นายจะได้อยู่ดูแลเธอ ไม่นานเธอจะใจอ่อนรักนายขึ้นมาเอง ”
เ้าของรอยสักรูปไฟบนหน้าสาวเท้าเข้ามาต่อยคนที่เขาเคารพมากที่สุดเต็มแรง เขาโกรธจนตัวเกร็ง เส้นเืขึ้นหน้าชัด ดวงตาวาวโรจน์แข็งกร้าวเหมือนสัตว์ป่าจ้องอีกฝ่ายไม่วางตาแต่จอตโตไม่มองตอบ ดวงตาสีส้มประกายทองมองพื้น มือหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าสูทขึ้นมาซับเืในปาก
“ จี… ” อุเก็ตสึเตือนเสียงเบา กำลังชั่งใจว่าควรเข้าไปห้ามไหม บอสกับมือขวาตีกันเองให้คนในแก๊งเห็นไม่ใช่เื่ดีแน่
“ รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา! แคนดี้รักนายแค่นี้ไม่เข้าใจหรือไง?! ถ้าจะยอมแพ้ก็อย่าทำให้เธอเสียใจมากไปกว่านี้เลย ” เขาะโใส่อีกฝ่ายอย่างเกรี้ยวกราดก่อนจะแยกตัวไปขึ้นรถตัวเอง ปิดประตูเสียงดังชนิดที่ว่าไม่กลัวรถแพงจะเป็รอย ทิ้งให้บอสสำนึกกับคำพูดไม่ทันคิดของตัวเอง