กริ๊งงง...... กริ๊งงง...... กริ๊งงงง......
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้นมาอีกครั้ง จิรกิตติ์ที่นั่งหลับตานิ่ง พิงหลังแกร่งกับพนักโซฟา ค่อยๆเปิดเปลือกตาตาขึ้น แล้วยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูว่าใครโทรเข้ามา หากเป็นพลพรรคโทรมาอีกเรื่องของเตชินี เขาจะด่าให้เลยคราวนี้
“ฮัลโล่”
“ฮัลโล่ค่ะคุณกิตติ์ พอดีป้าโทรหาคุณนีไม่ได้ ป้าก็เลยโทรมาหาคุณกิตติ์”
แต่ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ ที่แสดงอยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือไม่ใช่พลพรรคอย่างที่คิด แต่เป็นลำพูน ความขุ่นมัวจึงหายไป จิรกิตติ์กดรับสาย ก่อนจะกรอกเสียงไปตามสาย แต่พอได้ยินลำพูนพูดบอกกลับมาตามสาย จึงให้รู้สึกขุ่นมัวขึ้นมาอีก เมื่อได้ยินชื่อของเตชินี
“ป้ามีอะไรก็ว่ามา”
จิรกิตติ์พูดเสียงเข้มดุ ด้วยความฉุนโกรธอยู่ภายในใจ แต่ไม่ใช่ฉุนโกรธลำพูนหรอกนะ จิรกิตติ์ฉุนโกรธเตชินีต่างหาก ที่พอเขาไว้เนื้อเชื่อใจอย่างนี้แล้ว ก็มาทำกันได้ ช่างเหมือนกันพี่สาวเลยจริงๆ
“คือ... ป้าลืมบอกคุณนีเสียสนิทเลยค่ะ พอดีป้าเห็นโฉนดที่ดินของคุณกิตติ์วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ป้ากลัวว่ามันจะหาย ป้าก็เลยเอาโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ในตู้เอกสาร”
“อะไรนะ! ป้าเอาโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ในตู้เอกสารอย่างงั้นเหรอ?”
“ใช่ค่ะ”
ดวงตาคมกริบถึงกับเบิกตากว้าง กายแกร่งผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างเร็วไว ขณะที่ปากเอ่ยถามลำพูนเพื่อให้แน่ใจไปด้วย แต่พอได้ยินลำพูนยืนยันคำตอบกลับมา จิรกิตติ์ก็เดินไวๆขึ้นไปยังห้องทำงาน ไปเปิดดูตู้เอกสาร ก็พบว่าโฉนดที่ดินเก็บอยู่ในนั้นจริงๆ
“.........”
จิรกิตติ์นิ่งอึ้งเงียบงันไปชั่วขณะ รู้สึกผิดเต็มประตูและเสียใจมากกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปกับเตชินี เสียใจมากที่ไม่แม้แต่จะรับฟังคำพูดของเตชินี ทั้งที่เธอพยายามบอกแล้วแท้ๆ
“บ้าเอ๊ย! ทำไมไม่ยอมฟังนีพูดวะ”
ตู๊ดๆๆๆๆ......
ตู๊ดๆๆๆๆ......
จิรกิตติ์สบถออกมาด้วยอาการหัวเสียให้กับตัวเอง แล้วรีบกดโทรศัพท์มือถือโทรหาเตชินี แต่กดไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบสายไม่ว่างเลยสักครั้ง
“ก็ไม่มีอะไร เพียงแต่ฉันเห็นนีมาที่ตัวเมือง ถือกระเป๋าเดินทางมาด้วยก็เลยสงสัย ทำไมนายถึงปล่อยให้นีมาคนเดียว ฉันเห็นนายหวงนีนักหนาไม่ใช่หรือวะ ตอนนี้ไม่หวงแล้วหรือไง?”
“ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก”
แต่พอนึกถึงคำพูดของพลพรรคขึ้นมา จิรกิตติ์ก็กดโทรหาพลพรรค แต่ปรากฏว่าโทรหาพลพรรคไม่ได้เช่นกัน จิรกิตติ์ยืนกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้แน่น พลางคิดว่าเตชินีจะไปอยู่ที่ไหนในเวลานี้
“ฉันเห็นนีมาที่ตัวเมือง”
‘ใช่แล้วนีอยู่ที่ตัวเมือง’
คำพูดประโยคหนึ่งของพลพรรคดังขึ้นมา ให้จิรกิตติ์ได้ยินเด่นชัด ดวงตาคมกริบเบิกกว้าง เมื่อรู้แน่แล้วว่าเตชินีอยู่ที่ไหน ขายาวๆก้าวเดินไวๆ ออกจากห้องทำงาน ลงไปที่โรงจอดรถ จิรกิตติ์เปิดประตูรถโฟร์วิล เข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยรถโฟร์วิล แล้วขับออกไปในทันที
จิรกิตติ์ขับรถด้วยความเร็วเก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง สักพักก็ไปถึงตัวเมือง เขาครุ่นคิดว่าเตชินีจะไปอยู่ที่ไหนของตัวเมือง ซึ่งคาดเดาว่าน่าจะไปที่สถานีขนส่ง จิรกิตติ์จึงตรงไปที่สถานีขนส่งก่อนเป็นอันดับแรก
จิรกิตติ์จอดรถโฟร์วิลที่ลานจอดรถของสถานีขนส่งเรียบร้อย ก็รีบเดินไวๆเข้าไปภายในสถานีขนส่ง ดวงตาคมกริบสอดส่ายสายตามองหาเตชินีทุกที่ทุกจุด ภายในใจภาวนาขอให้เจอตัวเตชินีไปด้วย
“.........”
แล้วดวงตาคมกริบก็ไปหยุดเพ่งมองเขม็ง อยู่ที่ร่างบางของหญิงสาวตัวเล็ก ที่นั่งอยู่ที่ม้านั่งรอขึ้นรถโดยสารไม่ประจำทาง โดยที่ข้างๆกายมีพลพรรคนั่งอยู่ด้วย จิรกิตติ์เดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง
“นี!”
O_O
“.........”
“อ้าวกิตติ์!... ก็ไหนบอกว่านายไม่สนใจนีแล้วยังไงวะ?”
พลพรรคเลิกคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นจิรกิตติ์ยืนเรียกเตชินีอยู่ตรงหน้า พลพรรคเอ่ยถามยียวนกวนประสาทจิรกิตติ์ อย่างที่ได้ยินจากปากจิรกิตติ์ ตอนที่พูดโทรศัพท์กันก่อนนั้น
๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗