ข่าวการการสูญเสียของบ้านคุณธรรมกระจายไปทั่วแดนตงง้วน..ปากต่อปากทำให้มู่เซียนกลายเป็โจรปล้นสวาท หยาบช้าและเหี้ยมโหดสังหารผู้คนเป็ผักปลา...เพียงแค่สองวัน..รัศมีร้อยลี้ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อมือขยี้บุปผามู่เซียน
ผู้คนที่จะมาร่วมงามมงคลกลับต้องหาชุดดำขาวเข้ามาคารวะศพสองพ่อลูก เสียงขานชื่อตามด้วยเสียงรำไห้ดังั้แ่เช้าจนค่ำ ทำให้บุตรหลานไม่มีน้ำตาออกมาแล้ว...
หนิงจงตอนนี้เป็เ้าบ้านคนใหม่ นำหน้าญาติพี่น้องตอนรับแขก ใบหน้าซีดขาวดวงตาแดงกล่ำ ทุกคนคล้ายรับรู้ว่า มันเ็ปเสียใจ...
หนิงจง มองโรงศพของบิดาและพี่ชาย เนินนานจนต้องต้องถอนใจออกมา..
เมือคืนก่อน หนิงจงฟังมู่เซียนเล่าเื่ราวที่บิดาและพี่ชายกระทำ ยากที่จะรับได้จริงๆ
คนทั้งสองเป็คนชานฉลาดเหตุใดจึงทำเื่โง่เขลาเช่นนั้น.... พวกท่านกลับลงมือสังหารแม่ชี ไม่รู้หรือในยุทธภพนี้สำนักง้อไป้แตะต้องไม่ได้
สตรีที่ยอมโกนหัวละที้งความสวยงาม
สตรีที่..ยอมทนลำบาก..แต่ไม่ยอมก้มหัวให้กับบุรษุ
ใช่มีจิตใจแข็มแข็งเด็ดขาดหรือไม่ ..
.พวกท่านลืมแล้วหรือในอดีต...แม่ชีมิ๊กจ๊อจัดการกับบิดามารดาของปรมาจารย์เตียบ่อกี่อย่างไร...
แล้วหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้จะอยู่ในสายตาพวกนางหรือ....
....บิดาเอย..ท่านเข้าใจข้าฯกระมัง?.... มีแต่ความตายของท่านทั้งสอง...ถึงจะทำให้บ้านหนิงหลงแห่งนี้ไม่ถูกทำลายลง
สุดท้ายมันหวังว่า มู่เซียนจะช่วยเจรจากับคนของสำนักง้อไป้ให้กับมัน..... "เพือคนอีกหลายร้อยชีวิต....พวกท่านคงให้อภัยข้าฯ"
***********
แดดยามเที่ยงทำให้มู่เซียนต้องอยู่ใต้ต้นไม้ข้างทางข้ามเขาลูกนี้ไม่ถึงสิบลี้จะเข้าเมื่องฉางซานห่างจากไท่หยวนเกือบห้าสิบลี้ มันขยับนั้งบนขอนไม้คลายความเจ็บก้น ไม่ชอบขี่ม้าจริงๆ
แต่เพราะต้องหลบการไล่ล่าของชาวยุทธต้องเดินทางอ้อมออกจากเส้นทางเดิมเกือบสองร้อยลี้.
.... หากไม่รีบร้อนหลบหนีมู่เซียนยอมเดินทางด้วยเท้า...!
สองวันก่อนมันได้ฝากชิงหยวนศิษย์สาวง้อไป้กับคุณหนูหลิวของร้านยาสกุลหลิวล่องเรือไปลั่วหยางที่นั้นมี่สำนักชีของง้อไป้
คิดถึงเด็กสาวมันต้องยิ้มออกมา นางน่ารักจริงๆ ยามไม่พอใจก็ปรากฎบนสีหน้า ยามอารมณ์ดีคล้ายบุปผายามเบ่งบาน...เสียดายคงไม่ได้เจอนางอีกแล้ว
.. เสียงกุกกัก ! ของเกือกม้าหยุดตรงหน้ามัน.. ม้าสองตัว....บุรุษฉกรรจ์สองคน..
มู่เซียนมองสองคนต้องฝืนยิ้ม มันรู้จักสองคนนี้..เคยทักทายในหมู่ตึกหนิงหลง
..ร่างผอมผิวขาวซีดในชุดเทา คือบัณฑิดพูกันเหล็ก ..รั่วกัง.
...อีกคนร่างสมส่วนกว่าแต่ดำคล้ายออกมาจากเตาถ่าน ....ดาบซ้าย อี่เป่า
ทั้งสองเป็สหายรักของคุณชายใหญ่หนิงอี้ทง..
รั่วกังเดินนำหน้ามาหยุดห่างสิบก้าว กล่าวกับมู่เซียนว่า.
" เราบอกในที่ประชุมว่าท่านต้องหนีมาทางขุบเขากระต่าย แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อ "
" เช่นนี้พวกท่านก็มาแค่สองคน "
มู่เซียนตาเป็ประกาย รั่วกังได้ฟังต้องงุนงงวูบ แล้วหัวร่อ ฮ่าๆ
" เราไม่เชื่อว่าท่านจะรอดมือไปได้ "
มันกล่าวไม่เกินเลย ในยุทธภพ คนของห้าขุนเขายังเทียบไม่ได้กับเจ็ดสำนักใหญ่และค่ายสำนักหลักในตงง้วน แผ่นดินในตงง้วนกว้างไกล ค่ายสำนักมากมาย แน่นอนวิชาการต่อสู้แตกขแนงออกเป็ร้อยพัน เพลงกระบี่หัวซานก็ไม่โดดเด่นอันใด !
คนทั้งสองเป็ตัวแทนของค่ายเมฆาติดต่อค้าขายรวมกับบ้านหนิงหลง เมือมู่เซียนตัดการค้าของพวกมันจะอยู่เฉยได้อย่างไร
รั่วกังอายุสามสิบหนวดเคาหรอมแหรมพู่กันเงินเสียบอยู่ด้านหลังซ้ายขวา อาวธุที่สดใสสวยงามฆ่าคนไปเกือบร้อยแล้ว..
อี้เป่าใบหน้าเกลี้ยงเกา อายุน้อยกว่าหลายปี ดาบที่สะพายดืมเืน้อยกว่า แต่ว่าคนที่ตายใต้คมดาบล้วนมีชือเสียงในยุทธจักร์ อี้เป่าคือมือสังหารอันดับหนึ่งในค่ายเมฆา ที่สำศัญในยุทธจักรยกให้มันเข้าไปอยู่ในทำเนียบ แปดยอดฝีมือหน้าใหม่ของตงง้วน
" ฟังว่าท่านแทงกระบี่ผ่านม่านกระบี่บู้ตึง ?"
ดาบซ้ายถามอย่างสงสัย เพลงกระบี่ของบู้ตึงได้ชื่อว่าเหนียวแน่นคล้ายแหพื้นใหญ่ มันใหนเลยจะเชื่อ เพลงกระบี่อันดืนดาษของหัวซาน จะสามารถทำร้ายศิษย์อันโดดเด่นของบู้ตึงเช่นหนิงอี่ทง มันอยากรู้ใช้วิธีใด ! มู่เซียนปัดมือขยับลุกยืนยิ้มแย้มกล่าวว่า
" ท่านอยากรู้หรืออยากลอง ? "
อี้เป่าแค่นเสียงขยับเท้าก้าวออกมา แขนที่ผอมยาวของรั่วกังกลับขวางไว้
"พวกเราตามมันเพือจับมันกลับไปมิให้หรือ ! "
อี่เป่าไม่สนใจปัดมือมันออก กล่าวว่า
" เื่นั้นเราไม่สนแล้ว "
เช็ง ! ดาบหน้าแคบสันหนาส่องประกายวูบ
.. เสียงชักดาบยังไม่ทันจางหาย ประกายดาบถึงตัว
ติ่ง! ติ่ง.! ๆๆๆๆ
มู่เซียนไม่ใช้กระบี่ที่กลางหลัง สืบเท้าก้าวเข้าไปในดงดาบ มีดสันที่ได้จากม่อหยงเก้าสบัดต้านรับไว้ สิ้นดาบที่เจ็ด เท้าพลันเกียวใส่ข้อเท้าดาบซ้ายอี่เป่าฉงักเล็กน้อย หมัดซ้ายของมันก็ชกตรงเข้าอก
อี่เป่ามีใช่คนอ่อนด้อยหมัดใกล้ถึงตัว ดึงดาบกลับฟันใส่แขนศัตรู
มู่เซียนไม่ลนลานมือที่กำเป็หมัดเปลียนเป็กงเล็บเหี่ยวคว้าข้อมือมันไว้
อี่เป่าแค่นเสียงออกมามือขวากำเป็หมัดขยับไหล่คิดต่อยคนตรงหน้าให้ล้มลง พลันเสียววูบที่หน้าอก ร่างทรุดฮวบ ไม่มีแรงแม้จะเอ่ยวาจา...
มู่เซียนยังไม่ทันดึงมีดสันออกจากใต้ราวนมของอี่เป่า จำต้องดีดตัวออกห่างไปสองรอบ เท้าแตะพื้นพู่กันปลายแหลมคมถึงตัวมันแล้ว ดีที่กระบี่อยู่ในมือ
ติ่ง!ติ่ง!ติ่ง!ติ่ง!
ประสพการแและพลังลมปราณประหลาดที่ได้รับจากจางจิ่วเม่ย ช่วยขับเน่นให้ เก้ากระบี่เดีบวดายและวิชาในผนังถ้ำ ใช้ออกได้ง่ายและมีพลัง
รั่วกังใช้พู่กันได้อย่างดุร้ายและแหลมคม แต่ความไวยังไม่ได้ครึ่งของจางจิ่วเม่ย ไม่ถึงสิบกระบวนท่า ร่างมันก็ล้มลง
. .... คนเราจะฆ่ากันบ้างที่..ไม่จำเป็ต้องแค้นเคืองอันใด...!
เสียงกีบม้าตะกุยพื้นดินทำให้มันไม่คิดฟุ่งซ่าน..รีบเก็บข้าวของ ควบม้าเข้าหาตัวเมืองฉางซาน กัดฟันควบได้สิบลี้
มู่เซียนจึงหันหัวม้าเข้าทางน้อย หลีกเลียงทางหลัก หวังหลุดพ้นการไล่ล่า เข้าทางเล็กได้ไม่นาน
พลัน
มีวัวตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากข้างทาง เสียงวัวร้องอย่างแตกตืนผสมกับเสียงร้องตืนตะหนกของชายชราผมขาวโพล่ง !
ชายชราผมหงอกขาวพยายามดึงเชือกจูงให้วัวหยุดลง แต่ทำไม่ได้.
..ร่างเตี้ยเล็กของมันลอยหลุดจากหลังตกลงกระแทกพื้นดังอัก เสียร้องโอดโอ้ย ทำให้มู่เซียนต้องหยุดม้าโดดลงมาดู เฒ่าชราดิ้นลนลุกขึ้น แต่ถูกมันกดร่างไว้ กล่าวว่า
" ท่านลุงอย่าพึงขยับ..ใช่เ็ปตรงใหนหรือไม่.."
"ไม่..ไม่..เราไม่เป็ไร..วัวของเรา..วัวของเราหนีไปแล้ว..เ้าปล่อย เราจะต้อนมันกลับมา "
"ท่านจะกังวลไปทำไมมันหายใก็เดินกลับบ้านท่านมิใช่หรือ ?"
" ไม่กลับ...มันไม่กลับ...เราพึงเสียเงินสี่ตำลึงชื้อมาจากพ่อค้าวัวในตลาด อือ..ๆๆ เงินสี่ตำลึงเรามีหมดไปแล้ว อือๆๆๆ "
มู่เซียนมองชายชรา รับรู้ความทุกข์ยากของชาวนา มันแม้เป็ลูกหลานตระกูลหลี่ที่ร้อยกว่าปียังเกาะแน่นกับอำนาจในวังหลวง แต่ก็ถูกสั่งสอนให้รู้ถึงคุณค่าในชาวนา มันทนฟังเสียงสะอึกสะอืนต่อไปไม่ได้ต้องกัดฟันลวงเงินในอกเสื้อกำหนึ่งยัดใส่มือชายชรา
" ไม่ต้องร้องแล้ว พรุ่งนี้ท่านไปชื้อใหม่ ลุกใหวหรือไม่ "
" ไม่เป็ไรๆ ข้าจะกลับบ้านแล้ว..."
ชายชราลุกขึ้นได้ก็วิ่งเข้าไร่ข้าวโพด ....ที่แท้มันถูกชายชราหลอกเอาเงินไปเกือบสิบตำลึง... มู่เซียนงุนงงพอคิดได้ต้องฝืนยิ้ม
....ชาวยุทธที่ไม่ทำมาหากิน....ต้องหลอกลวง เงินชาวบ้านแบบนี้หรือ ... .................................................