ตอนที่ 47 ปรับปรุงบ้านใหม่
หลิงซานฉิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ “พี่สะใภ้ ข้าแค่จะบอกว่าข้ากับฉาจื่ออัน คนหนึ่งนั้นหาเงินจากการขายภาพ ส่วนอีกคนทำพู่กันขนห่านขาย เมื่อทั้งสองร่วมแรงร่วมใจกันเช่นนี้มันไม่เหนื่อยก็เท่านั้น เกี่ยวอะไรกับไร้ยางอาย ท่านคิดอะไรอยู่หรือ?”
น้ำเสียงนั้นสูงขึ้นในตอนท้าย นางซื่อตรงสุจริต พูดอะไรย่อมมีเหตุผลรองรับ
ทว่าชุยเยี่ยนตีความความหมายของนางผิดไป เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งหน้าแดง แต่กลับไม่มีการโต้กลับ หรือหากยอมรับว่าเมื่อครู่ตัวเองคิดเรื่องสกปรกอะไรอยู่? นั่นจะไม่ทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะหรอกรึ
แววตาของนางสั่นระริก และยังคงเผยความรู้สึกผิดออกมาเล็กน้อย “เจ้าคิดสิ นี่ไม่ใช่ว่าข้าคิดแทนพวกเจ้าหรอกรึ แม้ว่าเจ้าจะอายุยังน้อย แต่ก็ไม่ควรเอ่ยคำสกปรก ถึงอย่างไรข้าก็แก่กว่าเจ้าสองสามปี ต้องสอนเจ้าให้รู้จักจัดการสิ่งต่าง ๆ บนโลกนี้สิ” ขณะพูดก็ยิ้มประจบสอพลอออกมา
คำพูดนี้จะจริงหรือเท็จ คนมีความรู้ที่ไหนก็ฟังออก และตอนนี้ทุกคนก็ดูเหมือนกำลังดูเรื่องตลกอยู่
หลิงซานฉิงพยักหน้าเห็นด้วย “ความใจดีของพี่สะใภ้ ซานฉิงขอบคุณด้วยใจ แต่ข้าคงไม่ขอรบกวนความห่วงใยของพี่สะใภ้ หากไม่มีอะไรแล้ว พวกเรายังต้องไปซื้อของอย่างอื่นอีก”
ชุยเยี่ยนอดชะงักไม่ได้ วันนี้ดวงอาทิตย์ขึ้นด้านไหนกัน? ไม่นึกเลยว่านางจะไว้หน้าตัวเอง? และนั่นทำให้นางมีเหตุผลที่จะจากไปได้พอดี จึงไม่โต้เถียงใด ๆ อีก
หลังจากคนอื่น ๆ ออกไปแล้ว ฉาจื่ออันก็ดึงแขนเสื้อนาง และถามด้วยความแปลกใจ “เหตุใดจู่ ๆ เจ้าถึงได้ใจดีล่ะ?”
สถานการณ์เมื่อครู่ดูก็รู้แล้วว่าหากนางเอาความต่อไป ชุยเยี่ยนต้องหนีเตลิดไปแน่นอน แต่นางกลับไว้หน้าพี่สะใภ้ มันไม่ใช่นิสัยของนางจริง ๆ
เมื่อหลิงซานฉิงได้ยินเช่นนี้ นางก็ลูบคางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาอย่างลึกซึ้ง “อาจารย์ขงจื๊อมีคำพูดหนึ่งที่ว่า แมลงหน้าร้อนมิอาจพูดถึงน้ำแข็งด้วยได้[1] แล้วเหตุใดต้องโต้เถียงกับนางด้วย นางจะพูดอะไรก็ให้นางพูดไปเถอะ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่แยแส
ฉาจื่ออันได้ฟังกลับตะลึงค้าง “ซานฉิง จริง ๆ แล้วเจ้ามีความรู้มากถึงเพียงนี้เชียวรึ”
เขาตกใจจนไม่สามารถหุบปากได้ แม้จะรู้ว่านางใช้คำพูดแมลงหน้าร้อนมิอาจพูดถึงน้ำแข็งด้วยได้อย่างไม่เหมาะสมเล็กน้อย แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะได้ยินคำพูดที่ลึกซึ้งจากปากของนาง มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ เขาชื่นใจมาก
แต่หลิงซานฉิงพูดออกมาโดยไม่คิดสิ่งใด เมื่อเห็นท่าทางซื่อบื้อของเขา ก็อดตบหน้าผากตัวเองไม่ได้ “เจ้าคนซื่อบื้อนี่” นางส่ายหัวแล้วขึ้นไปนั่งบนรถม้าอีกครั้ง “เอาล่ะ สิ่งที่ควรซื้อมาก็ซื้อมาเกือบทั้งหมดแล้ว”
นางเหลือบมองเจี่ยนเจี่ยน เด็กน้อยหนุนผ้าที่เพิ่งซื้อมาพร้อมกับเคี้ยวผลไม้ดองชิ้นหนึ่งในปาก เขาเล่นกับขนมน้ำตาลปั้นในมือ ราวกับตัดใจกินมันไม่ลง
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เจี่ยนเจี่ยนโตขนาดนี้แล้ว เพิ่งเห็นขนมน้ำตาลปั้นเป็นครั้งแรก
เมื่อฉาจื่ออันได้ยินคำพูดของนางเช่นนั้นแล้วก็ละความคิดไป “ในเมื่อซื้อของเสร็จแล้ว พวกเราก็ควรกลับกันได้แล้ว”
หลิงซานฉิงยกนิ้วชี้ส่ายไปมา “ในเมื่อซื้อของเสร็จแล้ว พวกเราก็ไปเดินที่ตลาดผัก หลังจากซื้อผักแล้วเราก็ค่อยกลับ” เมื่อเห็นท่าทางเจ็บปวดของฉาจื่ออัน นางก็รู้แล้วว่าเขาจะพูดอะไร “เจ้าดูเจี่ยนเจี่ยนสิ ผอมขนาดนี้เพราะขาดสารอาหารแน่นอน หากเราไม่เลี้ยงเขาให้อ้วนขึ้นอีกนิด นั่นจะยังเป็นพ่อแม่แท้ ๆ อยู่หรือเปล่า?”
นางตำหนิฉาจื่ออันอย่างจริงจัง
ฉาจื่ออันตกใจกับคำพูดนางอีกครั้ง และอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วยอย่างคล้อยตาม “เจี่ยนเจี่ยนเติบโตตามวัย ต้องบำรุงให้ดี เจ้าดูแขนขาเล็ก ๆ ของเขาสิ นี่คือรูปร่างของเด็กอายุสี่ห้าขวบที่ไหนกัน” หากไม่ใช่เพราะสีหน้าเจ็บปวดของเขาในตอนนี้ เขาจะต้องเป็นพ่อที่ดีและน่ารักอย่างแน่นอน
หลิงซานฉิงเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างพอใจ จิ้มแก้มพอง ๆ ของเจี่ยนเจี่ยนไปมา “เจี่ยนเจี่ยน ตอนเย็นพวกเรามีเนื้อกินกันแล้วนะ เจ้ามีความสุขหรือไม่?”
ฟังจากน้ำเสียงของนางแล้ว ดูเหมือนนางจะมีความสุขมากกว่าเจี่ยนเจี่ยนที่กำลังกินอยู่เสียอีก มีความสุขจนฉาจื่ออันรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่า
เพียงแต่ความสุขนี้อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะเมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉา เรื่องวุ่นวายก็เข้ามาหาถึงที่
พวกเขาขับรถม้าไปในตัวอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นผ้าชั้นดีเหล่านั้น ปลา เนื้อ และผลไม้ที่ปีหนึ่งคนมากมายก็หามากินไม่ได้ ทั้งยังมีขนมน้ำตาลปั้นที่น่ารักในมือเล็กของเจี่ยนเจี่ยน ใครบ้างจะไม่อิจฉา แถมพวกเขายังนำของเหล่านี้กลับมาพร้อมกันในคราวเดียว
“จุ๊จุ๊ ช่วงนี้สะใภ้สามมั่งคั่งร่ำรวยแล้ว เงินที่พวกเขาจ่ายไปมันเพียงพอสำหรับเราตั้งหลายปีเลย”
“ยังไม่รู้ว่าไปเอาเงินมาจากไหนเลย จะอิจฉาอะไรกัน หากเจ้าอิจฉาก็อิจฉาไม่ได้หรอก รีบกลับบ้านไปทำกับข้าวไป”
“หากให้ข้าพูด มันคงไม่ใช่เพราะฮวงจุ้ยของครอบครัวฉาจื่ออันดีหรอกมั้ง เพิ่งแยกบ้านออกมาก็มีเงินแล้ว และใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น”
“เหลวไหล! ก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละ จนก็คือจน แค่ภูมิใจประเดี๋ยวประด๋าวมันจะไปมีอะไรกัน” เสียงสุดท้ายดังขึ้น เมื่อทุกคนได้ยินน้ำเสียงนี้ก็รู้แล้วว่ามีเรื่องสนุกให้ดู
เหยียนปี้ฮุ่ยเดินออกมาจากบ้านของนาง น้ำเสียงดุร้ายดังกลบเสียงของทุกคน รถม้าของหลิงซานฉิงวิ่งผ่านบ้านของนางไปพอดี ของที่อยู่บนรถเหล่านั้นนางก็เห็นอย่างชัดเจน ไม่ดูก็แล้วไป แต่เมื่อดูแล้วก็ยิ่งเสียสุขภาพจิต นี่คือของที่ดีที่สุดแล้ว ครอบครัวจน ๆ ของอีกฝ่ายไปทำอะไรมาถึงได้หาเงินได้มากถึงเพียงนี้?
ในเวลานี้เอง ลูกสาวของเหยียนปี้ฮุ่ยก็เดินออกมาจากด้านหลัง และมองตามเงาของรถม้าออกไป ครั้นเหลือบเห็นสิ่งของในรถม้า นางก็เบิกตากว้างทันที “ท่านแม่ ข้าเห็นไม่ผิดใช่ไหม พวกเขาซื้อปลาซื้อเนื้อมาจริง ๆ แถมยังซื้อผ้ามาทำเสื้อผ้าใหม่ด้วย พวกเขาไปเอาเงินมาจากไหนกัน?"
เดิมทีเหยียนปี้ฮุ่ยก็อิจฉาอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งไม่พอใจขึ้นมาอีก “เงิน เงิน เงิน ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเจ้ารู้แค่เรื่องเงินหรือไง พวกเขามีเงินก็เรื่องของพวกเขา ใครจะรู้ บางทีพวกเขาอาจจะได้เงินมาจากการทำเรื่องสกปรกก็ได้ กลับเข้าบ้านไปเลยไป!”
ฉาเซวียนเอ๋อร์มองเหยียนปี้ฮุ่ยด้วยความน้อยใจ อ้าปากพะงาบ ๆ ไม่กล้าโต้เถียงกลับไปอีก จึงทำได้เพียงกระทืบเท้ากลับเข้าไปในบ้าน บ่นพึมพำไปด้วยและเดินไปด้วย “บ้านเขามีเงินมากขนาดนี้ได้อย่างไรกัน”
คำพูดนี้เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ และยังแฝงไปด้วยการบ่นเล็กน้อย ราวกับกำลังพูดว่าเหตุใดครอบครัวตัวเองถึงได้จนถึงเพียงนี้
คำพูดนี้ตกไปถึงหูของเหยียนปี้ฮุ่ย นางกระทืบเท้าด้วยความโมโห และไม่รู้ว่าเวลานี้นางควรจะโกรธลูกสาวที่พูดไม่รู้จักกาลเทศะ หรือควรโกรธที่ครอบครัวของนางยากจน
อันที่จริงครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านก็นับว่ามีฐานะดีในที่แห่งนี้ บางครั้งปลายปีก็จะมีคนนำของขวัญมาส่งให้ แม้จะไม่ใช่ของมีค่าอะไร แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย ทว่าเมื่อเทียบกับครอบครัวฉาจื่ออันในตอนนี้ พวกเขาคงจนจริง ๆ แล้วล่ะ
แต่ต้นไม้ใหญ่นั้นย่อมต้องลม ไม่ใช่เป็นเพราะฉาจื่ออันนำเข้ามาในหมู่บ้านเองรึ เสียงพูดคุยกันดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ฟังไปฟังมากลับหนีไปจากสองสามประโยคนั้นไม่ได้
ฉาจื่ออันหันกลับไปมองสิ่งของบนรถม้า “ซานฉิง พวกเราซื้อของหลายอย่างที่พวกเขาซื้อมันมาไม่ได้ มันดูไม่เด่นเกินไปหน่อยรึ ” น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความลำบากใจเล็กน้อย
แต่คำพูดนี้กลับทำให้บางคนอยากหัวเราะ นี่ไม่ใช่ตัวอย่างที่ว่าเสียเปรียบแล้วยังอวดฉลาดหรอกรึ?
หลิงซานฉิงกระแอมเบา ๆ เพื่อซ่อนรอยยิ้มขบขัน “พวกเขาจนแล้วอย่างไร จะไม่ยอมให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีเลยรึ อีกอย่างพวกเราก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ครอบครัวเรามีเงิน พวกเขาควรดีใจกับพวกเราสิ จะอิจฉาได้อย่างไร”
ขณะพูดนางก็ยังจิ้มแก้มเล็ก ๆ ของเจี่ยนเจี่ยน “เจ้าว่าใช่หรือไม่ เจี่ยนเจี่ยน?”
ไม่ว่าฉาจื่ออันจะซื่อบื้อแค่ไหน เขาก็ยังฟังความถากถางในคำพูดของนางออก เขาทั้งอายทั้งจนใจที่จะปลอบใจตัวเอง ล้อเล่นก็ล้อเล่น เขามันลูกผู้ชายผึ่งผาย จะปล่อยให้ภรรยาตัวเองพูดเล่นหลายประโยคก็ไม่เสียหน้านักหรอก
หากหลิงซานฉิงรู้ความคิดนี้เข้า ต้องชมเขาหลายประโยคแน่
ก่อนที่ทั้งสามคนจะเข้าบ้านไป จู่ ๆ ก็มีเม็ดฝนขนาดเท่าเม็ดถั่วตกลงมา หลิงซานฉิงตะโกนเข้าไปข้างใน ไม่นานประตูก็ถูกเปิดจากด้านใน สวีอิงเอ๋อร์เดินถือร่มกระดาษน้ำมันไปอุ้มเจี่ยนเจี่ยนขึ้นมา “ซานฉิง เหตุใดพวกเจ้าถึงมาเอาปานนี้ ไม่แน่ว่าวันนี้ฝนอาจจะตกอย่างหนัก”
นางไม่เหลือมือว่างพอที่จะขนสิ่งของได้ จึงทำได้เพียงอุ้มเจี่ยนเจี่ยนกลับเข้าบ้าน แล้วออกมาส่งร่มให้แก่พวกเขาทั้งคู่อีกครั้ง แต่ไม่นึกเลยว่าทันทีที่นางออกจากประตูมา เสียงฟ้าร้องโครมครามก็ดังสนั่น นางมือสั่นจนทำร่มตกจากมือ เมื่อเก็บร่มขึ้นมากำลังจะกางออก ก็ได้ยินเสียงคล้ายกับแมวร้องดังออกมาจากในบ้าน นางถึงได้รู้คราวนี้ว่าเจี่ยนเจี่ยนกลัวเสียงฟ้าร้อง!
สวีอิงเอ๋อร์จึงทำได้แค่ละความคิดที่จะส่งร่มไปให้คนทั้งคู่ และในตอนที่นางกำลังลังเลอยู่นั้น หลิงซานฉิงกับฉาจื่ออันก็ได้ย้ายทุกอย่างเข้าไปในบ้านแล้วพอดี ไม่เช่นนั้นคงเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนจนมีรูปร่างไม่เหมือนเดิม
ก่อนที่เท้าพวกเขาจะเหยียบเข้าบ้าน ก็ได้ยินเพียงเสียงฝนที่ตกอย่างหนัก แม้แต่ลมก็ยังไม่ยอมแพ้ให้กับสายฝน เสียงลมหวีดหวิดอย่างบ้าคลั่ง น้ำฝนเม็ดเท่าถั่วตกกระทบลงหน้าบ้านเก่าคร่ำครึอย่างรุนแรง ผนังด้านในเริ่มมีน้ำซึมเข้ามา แรงลมฝนพัดพาให้ประตูไม้เก่าเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
หลิงซานฉิงมองไปรอบ ๆ บ้านหลังจากที่ฝนห่าใหญ่หยุดตกแล้ว เกรงว่าบ้านหลังนี้คงต้องปรับปรุงใหม่เสียแล้ว
หลังจากฝนหยุดตก คนมากมายในหมู่บ้านก็ไม่สามารถหนีภัยพิบัตินี้ได้ หนึ่งในนั้นมีบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านที่หลังคาห้องนอนใหญ่ถูกกวาดออกไปจนหมด แม้แต่เสื่อฟางที่ปูบนหลังคาก็ปลิวไปตามแรงลม
อยากจะปรับคืนฟื้นสภาพในตอนนี้ก็คงลำบากแล้ว
ฉาเซวียนเอ๋อร์ถูกใช้ให้ออกไปหาเสื่อฟาง เดินวนอ้อมไปทั้งหมู่บ้านก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเสื่อฟาง สุดท้ายนางก็ไม่หามันเสียเลย และกำลังเตรียมจะกลับบ้าน จู่ ๆ นางนึกถึงบ้านของฉาจื่ออันขึ้นมาได้ ลมพัดแรงขนาดนี้ บ้านเขาจะถูกพัดจนกลายเป็นอย่างไรบ้าง?
ขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น นางก็ได้ก้าวเดินไปทางบ้านของฉาจื่ออันแล้ว
บ้านของฉาจื่ออันถูกลมพัดจนหลังคาปลิวไปสองห้อง และทั้งครอบครัวก็กำลังยืนอยู่ที่ลานบ้านเพื่อตรวจดูว่าที่ไหนถูกลมพัดไปอีกบ้าง
หลิงซานฉิงเพียงแค่เหลือบมองแวบเดียวเท่านั้น จากนั้นก็กระแอมเบา ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของทุกคน “เจ้าเห็นเหมือนกันหมดแล้ว สภาพอากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนเช่นนี้เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง นี่เพิ่งจะเริ่มเท่านั้น หากครั้งหน้าพายุเข้าอีก แม้แต่ที่อาศัยอยู่ของพวกเราคงถูกพัดจนปลิวว่อน”
แม้คำพูดนี้จะเกินจริงไปบ้าง แต่ในสถานการณ์จริงกลับเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ฉาเซวียนเอ๋อร์ที่แอบฟังอยู่หน้าประตูมีความสุขเมื่อได้ยิน ยิ่งลมพัดบ้านพวกเขาจนไม่เหลืออะไร นางก็จะยิ่งมีความสุขมาก แต่คำพูดต่อมาของหลิงซานฉิงกลับทำให้นางเริ่มทุกข์
“ไม่เช่นนั้นเอาอย่างนี้ไหม การจ้างคนมาซ่อมหลังคาในครั้งนี้ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ไม่สู้เราใช้โอกาสครั้งนี้ปรับปรุงบ้านของเราใหม่ ตรงไหนที่เก่าแล้วก็ซ่อมแซมให้มันดูเหมือนกับบ้านใหม่ก็พอแล้ว ถึงอย่างไรฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็ต้องปรับปรุงใหม่อยู่แล้ว ถือเสียว่าปรับปรุงก่อนกำหนด เจ้าว่าอย่างไร?”
นางพูดเสียยาวอย่างน้ำไหลไฟดับ แต่ละประโยคเรียบเรียงมาอย่างสมเหตุสมผล สุดท้ายยังมาถามเขาว่าคิดอย่างไร แล้วเขาจะพูดอะไรได้อีก?
ฉาจื่ออันยืนอยู่ตรงข้ามประตู มองดูบ้านที่ถูกลมพัดปลิวไปจนกลายเป็นสภาพเช่นนี้ จากนั้นก็มองดูท่าทางตื่นเต้นของหลิงซานฉิง มุมปากของเขาก็กระตุก
เดาว่านางคงแทบอยากพังบ้านหลังนี้ทิ้งแล้วสร้างบ้านใหม่สินะ
เช่นนั้นก็เอาเถอะ
“ทำตามที่เจ้าว่าแล้วกัน แต่ค่าปรับปรุงบ้านใหม่กับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของพวกเราไม่ควรสูงจนเกินไป เงินที่ซื้อเนื้อซื้อปลาทุกวันบวกกับเงินจ้างคนงานก็ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ พวกเราต้องรู้จักเตรียมพร้อมรับความลำบาก”
ครั้นหลิงซานฉิงได้ยินเขาตอบตกลง เขาจะพูดอะไรออกมาตอนนี้ก็ฟังเข้าหูไปหมด ต่อให้ฉาจื่ออันจะด่านางตอนนี้ นางก็จะยิ้มเซ่อ ๆ อย่างมีความสุข
[1] แมลงหน้าร้อน เกิดและดับในหน้าร้อน จึงไม่อาจคุยเรื่องปรากฏการณ์ในฤดูอื่น ๆ ด้วยได้ เปรียบได้กับบัวในตม