บทที่20 ผลแพ้ชนะปรากฏ
ขบวนวายุผสานพิรุณผ่านฟ้า หนึ่งในวิชาลับของตำหนักเทพสรรพวุธสุดยอดเคล็ดวิชาที่คู่ฝึกยุทธ์ทุกคู่ในตำหนักเทพสรรพวุธมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อให้บรรลุถึงขั้นสุดยอดแต่ทว่ายิ่งเป็วิชาลับความยากในการฝึกยิ่งมีมากยิ่งขึ้น มากเสียจนหาคู่ที่จะสามารถฝึกสำเร็จได้ยากโดยตลอดเกือบร้อยปีมานี้มีเพียงคู่เดียวที่สามารถฝึกฝนจนถึงขั้นสุดยอดได้ ซึ่งก็คือคู่บุรุษที่ยืนอยู่บนลานประลองในขณะนี้หว่านเซี่ยนเก๋อ และชิงฮวง
หลังจากที่หว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงใช้ขบวนวายุผสานพิรุณผ่านฟ้าออกมาบรรยากาศโดยรอบลานประลองพลันเพิ่มพลังกดดันขึ้นมาอย่างมหาศาล กระบี่ในมือของหว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงต่างเปล่งแสงสีม่วงเจิดจ้าออกมาจากนั้นแสงสีม่วงก็ค่อยๆ ลามเลียไปยังร่างของคนทั้งสองก่อนที่ร่างของพวกมันจะเปล่งรัศมีพลังสีม่วงออกมาด้วยหว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงต่างะโก้องขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“เตรียมตัวรับมือ.....................…ย่าาาาห์!!!!!!!!!”
ทั้งสองทะยานออกไปเบื้องหน้า พุ่งเข้าหาเฟยหลงและไป๋หู่เป็หว่านเซี่ยนเก๋อที่กางแขนออกหมุนร่างและกระบี่สีม่วงในมือ ก่อเกิดเป็พายุคมกระบี่สี่ม่วงลูกใหญ่กักขังเฟยหลงกับไป๋หู่ไว้ด้านในคมกระบี่วายุตัดขวางผ่าอากาศจากทั้งสี่ทิศแปดทาง เสียงลมหวีดหวิว เสียดแก้วหูผสานกับพลังกดดันที่มากับคมกระบี่วายุส่งผลให้เฟยหลงและไป๋หู่ต่างต้องต้านรับอย่างทุลักทุเลทั้งยังรับบอบซ้ำอยู่มิน้อย คลื่นวายุลูกแรกพึ่งสงบลง สายพิรุณกลับกระหน่ำซัดไม่ให้คนได้ทันตั้งตัวเมื่อชิงฮวงที่ผสานตัวอยู่ในพายุกระบี่ได้กระหน่ำแทงพิรุณกระบี่นับพันสายจู่โจมเข้ามาไม่หยุดยั้งและไม่มีทิศทางที่ตายตัวขบวนวายุผสานพิรุณผ่านฟ้า เมื่อผ่านไปที่ใดที่นั่นย่อมราพณาสูร ไม่เว้นแม้แต่เฟยหลงและไป๋หู่
“ช่างเป็เคล็ดวิชาที่ยอดเยี่ยมเสียจริง”
“สมแล้วที่เป็หนึ่งในวิชาลับของตำหนักเทพสรรพวุธ”
“ถูกต้องนี่ช่างเป็เคล็ดวิชาที่น่ากลัว ทั้งผู้ใช้ออกก็ทำได้อย่างไม่ติดขัด น่าเลื่อมใสน่าเลื่อมใส”
“ข้าพึ่งได้ประจักษ์ก็วันนี้ สมแล้วที่พวกมันถูกเรียกขานว่าคู่ที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นเว่ย”
“ไม่แน่พวกมันอาจเป็คู่หูรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐีแล้วก็ได้”
“ท่านกล่าวได้ตรงใจข้านัก”
“แต่ก่อนข้ายังไม่อยากเชื่อเื่กิตติศัพท์ของพวกมันเท่าไหร่แต่พอได้เห็นพวกมันแสดงฝีมือในวันนี้ คงได้แต่ต้องยอมรับจากใจจริงแล้ว”
ท่ามกลางเสียงชื่นชมจากผู้คนทั่วลานประลองสภาวะขบวนวายุผสานพิรุณผ่านฟ้าก็ได้หยุดยั้งลง เช่นนี้จึงเผยให้เห็นเฟยหลงกับไป๋หู่ที่ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ยิ่งเสื้อผ้าบนตัวของพวกมันต่างขาดหวิ่นและมีรอยตัดเฉือนแทบไม่เหลือชิ้นดี บนร่างก็มีรอยาแตัดผ่านหลายจุดแต่ยังดีที่พวกมันต้านรับไว้ได้บางส่วนจึงมิส่งผลร้ายแรงถึงขั้นพ่ายแพ้ไปไป๋หู่ที่ใช้ด้ามทวนค้ำร่างไว้ มันยืนหอบหายใจก่อนหัวเราะในลำคอแล้วกล่าวออกมา
“หึหึหึ ขบวนวายุผสานพิรุณผ่านฟ้าก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่”
เฟยหลงพลันกล่าวตัดบทขึ้นมา
“แต่ก็ทำให้เ้ากับข้าย่ำแย่พอสมควร”
“เหอะ เพียงเท่านี้กลับกล้าอวดอ้าง”
“มันก็น่าอวดอ้างอยู่มิใช่รึ”
“........… เฟยหลง”
“ฮือ”
“ข้ารู้ว่าเ้ายังอ้อมรั้งพลังไว้”
เฟยหลง “…………”
“เอาจริงซะทีเถอะ เพราะข้าซักจะเบื่อหน้าเ้าพวกนี้แล้ว”
“เ้าก็เช่นกัน จะเก็บซ่อนพลังไว้เพื่อจัดการข้าคนเดียวหรือไงแสดงออกมาได้แล้ว”
“เหอะ เช่นนั้นข้าไม่ออมมือล่ะนะ”
หว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงได้ยินเฟยหลงกับไป๋หู่สนทนากันพวกมันกลับะเิเสียงหัวร่อออกมา ทั้งสองเห็นอยู่แท้ๆ ว่าเฟยหลงกับไป๋หู่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะโจมตีโต้กลับด้วยซ้ำตอนนี้กลับกล้ากล่าวว่าจาอวดโอ่กันใหญ่ เช่นนั้นพวกมันจึงมองสบตากันก่อนใช้ออกด้วยขบวนวายุผสานพิรุณผ่านฟ้าอีกบรรยากาศรอบข้างเริ่มรุนแรงดุดันขึ้นอีกครั้ง ก่อนเคลื่อนที่จู่โจมออกอย่างรวดเร็วด้านเฟยหลงและไป๋หู่ต่างหมุนตัวหันหลังชนกัน คนหนึ่งกุมกระบี่สีดำมะเมื่อมในมือตั้งฉากขึ้นที่ด้านหน้านิ้วของมืออีกข้างแตะลงที่กลางกระบี่ อีกคนหนึ่งกำชับด้ามทวนในมือแน่น ก่อนยกทวนตั้งขึ้นเหนือศีรษะปลายทวนชี้ขึ้นบนฟ้า
“พยุหะหมื่นกระบี่ทลาย์”
วิ้ง! วิ้ง!!วิ้ง!!! วิ้ง!!!! วิ้ง!!!!! วิ้ง!!!!!! วิ้ง!!!!!!! วิ้ง!!!!!!!! วิ้ง!!!!!!!!! วิ้ง!!!!!!!!!! ปรากฏรังสีรูปกระบี่สีทองเจิดจรัสจำนวนสิบเล่มเรียงรายขึ้นกลางอากาศด้านหลังของเฟยหลงก่อนรังสีกระบี่สีทองทั้งสิบเล่มจะถูกควบคุมด้วยมือทั้งสองข้างที่วาดไปมาของชายหนุ่มรังสีกระบี่หมุนวนราวจักรผันเกิดเป็บุปผากระบี่สีทองเจิดจรัสงดงามจำนวนสิบดอกเข้าต้านรับวายุคมกระบี่ของหว่านเซียนเก๋อและพิรุณกระบี่ของชิงฮวงได้อย่างหมดจดทั้งนี้รัศมีพลังของบุปผากระบี่สีทองยังกดข่มขบวนวายุผสานพิรุณผ่านฟ้าจนอ่อนโทรมลงอีกหลายส่วนสร้างความแตกตื่นให้กับหว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังสร้างความตกตะลึงแก่ทุกผู้ที่ชมการประลองในครั้งนี้ด้านประมุขตำหนักเทพสรรพวุธ และเ้าอารามเทพซีเซี่ยต่างจ้องมองไปที่เฟยหลงอย่างลึกล้ำละคนสงสัยขณะที่ฟานลี่หลินกลับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ส่วนไป๋หู่ที่ตั้งทวนอยู่ในท่าเตรียมโจมตีอยู่นั้นมันพลันแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนะโก้องพร้อมกับฟาดฟันทวนในมือลงมา
“ทวนทองสะบั้นยักษา”
ทวนในมือของชายหนุ่มพลันเปล่งรังสีพลังสีเหลืองเข้มรูปร่างคล้ายทวนขนาดมหึมาฟาดฟันลงมาจากนภาสู่ผืนปฐีตูมมมมมมมมมมมม!!!!!!! เสียงะเิดังกึกก้อง เมื่อรังสีพลังรูปทวนั์ตัดผ่าพายุกระบี่ที่กักขังพวกมันไว้ด้านในจนแตกสลายไปก่อนที่ทั้งสองจะทะยานร่างส่งกระบี่ และทวนในมือพุ่งจู่โจมเข้าหาจุดตายของคู่ต่อสู้
เมื่อคลื่นกระแสพลังอันปั่นป่วนที่เกิดจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายสงบลงผู้เข้าร่วมชมงานประทุกผู้ต่างนิ่งอึ้ง เมื่อเห็นเหตุการณ์บนลานประลองเบื้องหน้าได้อย่างชัดตาพวกมันพบว่ากระบี่สีดำมะเมื่อมของเฟยหลงจ่ออยู่ที่คอหอยของชิงฮวง และทวนสีเงินยวงของไป๋หูจ่ออยู่ที่ท้ายทอยของหว่านเซี่ยนเก๋อท่ามกลางความนิ่งอึ้งเงียบเชียบ กลับเป็พรรคขอทานเหนือ และป้อมปราการทวนทองที่ส่งเสียงโห่ร้องดังลั่นจนทั่วลานประลองปลุกให้ทุกผู้คนตื่นจากภวังค์ รวมทั้งพิธีกรในงานประลองด้วย
“ผะผู้ที่ชนะในรอบสองได้แก่ เฟยหลงจากพรรคขอทานเหนือ และไป๋หู่ จากป้อมปราการทวนทอง”
“เฮฮฮฮ เฮฮฮฮ เฮฮฮฮ เฮฮฮฮ”
“มิน่าเชื่อพวกมันกลับเอาชนะคู่วายุผสานพิรุณได้”
“นี่ข้าตาฝาดไปแล้วหรือไม่”
“มิใช่เ้าตาฝาดพวกมันสามารถเอาชนะได้จริงๆ”
“ยอดเยี่ยมยิ่ง ช่างเป็คู่หูที่ยอดเยี่ยมยิ่ง”
“พวกมันนับได้ว่าเป็คู่ที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นเว่ยคู่ใหม่อย่างแท้จริงแล้ว”
“สมกับเป็น้องชายของไป๋หลงเสียจริงแข็งแกร่งไม่แพ้พี่ชายแม้แต่น้อย”
“เ้าไป๋หู่นั่นมันแข็งแกร่งและมีชื่อเสียงเป็รองเพียงไป๋หลงเท่านั้นมิแปลกที่มันจะโดดเด่นในการประลองแห่งนี้”
“แต่ว่าเ้าหนุ่มจากพรรคขอทานเหนือนั่นมันเป็ใครกัน ทั้งที่พวกข้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของมันเลยแม้แต่น้อย แต่ฝีมือและพลังฝึกปรือที่มันแสดงออกมาในวันนี้มิใช่ชนชั้นรุ่นเยาว์ธรรมดาสามัญแล้ว”
“มันมีนามว่า เฟยหลง สินะ”
“ใช่ๆ”
เฟยหลงและไป๋หู่ต่างชักอาวุธกลับโดยพร้อมเพรียง และก้าวเดินลงจากลานประลองไปด้านหว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวง พวกมันยังคงตื่นตะลึงกับเหตุการณ์เมื่อครู่มิหาย ทั้งจิตใจยังมิอาจยอมรับความพ่ายแพ้ได้พวกมันคือคู่ที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นเว่ยแห่งนี้ คือคู่ที่ไม่เคยพบพานกับคำว่าล้มเหลวคือคู่ที่สร้างชื่อให้กับตำหนักเทพสรรพวุธ แต่วันนี้ต่อหน้าทุกผู้คนทั่วแคว้นเว่ย กลับพ่ายแพ้ให้บุคคลที่พึ่งร่วมมือกันได้ไม่ถึงชั่วยามมันจะทำใจยอมรับได้เช่นไร แล้วต่อไปนี้พวกมันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้ เมื่อเป็เช่นนั้นความคิดที่จะยับยั้งชั่งใจจึงมลายหายไปทั้งคู่ต่างกำชับกระบี่ในมือไว้แน่น ก่อนเค้นพลังญาณทั่วร่างอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็พากันพุ่งทะยานเข้าใส่บุรุษที่อยู่ใกล้มากที่สุดเป็ลำดับแรกซึ่งก็คือ เฟยหลง นั่นเอง ฟานลี่หลินเห็นเช่นนั้น พลันะโก้อง
“พวกเ้าหยุดเดี๋ยวนี้”
ที่ข้างกายของฟานลี่หลินพลันมีพลังลมไหววูบเคลื่อนผ่านเป็ผู้าุโใหญ่แห่งตำหนักเทพสรรพวุธที่เคลื่อนตัวออกไปคิดหวังหยุดยั้ง ด้านไป๋หู่เองที่เดินไปอีกฝากเห็นเช่นนั้นก็มีโทสะคนจึงตะคอกออกมา ก่อนจะทะยานร่างเพื่อเข้าไปช่วยเฟยหลง
“พวกสุนัขลอบกัด”
เสียงลมหวือ พร้อมด้วยพลังกดดันอันเข้มข้นเสียดแทงมายังแผ่นหลังของเฟยหลงชายหนุ่มรับรู้ถึงรังสีอำมหิตของคนทั้งสองที่จู่โจมเข้ามา คนต้องขมวดคิ้วเป็ปมแน่นก่อนเอ่ยปากอย่างแ่เบา
“เป็พวกเ้าที่คิดร้ายต่อข้าเช่นนั้นก็อย่ากล่าวโทษกันทีหลัง..........…. เอกดรรชนีผลาญสุริยัน!!!”
เปรี้ยงงงงงง!!!! ลำแสงสีทองเจิดจ้าพุ่งฝ่าอากาศปะทะเข้ากับคมกระบี่วายุและพิรุณกระบี่จนสภาวะการโจมตีของหว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงแตกสลายไปทว่าลำแสงสีทองยังไม่หยุดยั้งสภาวะการโจมตีลง กลับพุ่งเข้าหาร่างของคนทั้งสองที่ยืนซ้อนกันอยู่
เปรี้ยงงงงง!!! ลำแสงสีทองปะทะเข้ากับร่างของคนอย่างถนัดถนี่ ก่อนแตกสลายไป
“เ้าหนุ่มเคล็ดวิชานี้ของเ้าสามารถสังหารพวกมันสองคนได้ในพริบตาเ้าทราบหรือไม่”
“ข้าพเ้าย่อมทราบ”
“เมื่อรู้อยู่แล้วเหตุใดจึงลงมือโดยไร้ไมตรี”
“เพราะพวกมันไร้ไมตรีกับข้าก่อน”
ที่แท้พลังจากดรรชนีของเฟยหลงกลับถูกผู้าุโใหญ่แห่งตำหนักเทพสรรพวุธเข้าต้านทานรับไว้ก่อนที่จะถึงร่างของหว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวงส่งผลให้พวกมันไม่ได้รับาเ็อะไร ผู้าุโใหญ่แห่งตำหนักเทพสรรพวุธได้จ้องมองเฟยหลงอย่างลึกล้ำมันครุ่นคิดขึ้น “เด็กหนุ่มผู้นี้ดูไปอายุยังไม่ทันจะถึงยี่สิบปีแต่พลังฝึกปรือกลับลึกล้ำ แลเคล็ดวิชานั้นก็รุนแรงยิ่ง ไม่แพ้ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่มีชื่อแม้แต่น้อยไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็แค่คนของพรรคขอทานเหนือธรรมดาผู้หนึ่ง” ก่อนหันกลับมาตวาดใส่หว่านเซี่ยนเก๋อและชิงฮวง
“พวกเ้าไปได้แล้ว นี่ยังสร้างความอัปยศให้แก่ตำหนักเทพสรรพวุธไม่เพียงพออีกหรือ”
ที่กลางลานประลองไป๋หู่ได้หยุดชะงักฝีเท้าลงแล้วจ้องมองเฟยหลงพลางครุ่นคิด
“ดรรชนีเมื่อครู่กลับรุนแรงยิ่งกว่าครั้งที่เราเคยปะทะมาอย่างเทียบไม่ติดเฟยหลงเ้ามีพลังในระดับใดกันแน่นะ เ้าชักทำให้ข้าคันไม้คันมืออยากประลองเต็มแก่แล้วจะได้รู้กันเสียทีว่าเ้ากับข้าใครจะเหนือกว่ากัน”
ที่เก้าอี้ใต้ธงหมายเลขสาม อันเป็ที่นั่งของไป๋หลงบัดนี้ชายหนุ่มกำลังยกยิ้มที่มุมปากและพึมพรำออกมาอย่างแ่เบา
“ชักจะเริ่มสนุกขึ้นมาเรื่อยๆแล้ว”
ผู้าุโใหญ่แห่งตำหนักเทพสรรพวุธหลังจัดการเื่ราวเสร็จสิ้นมันก็เดินกลับมายังเก้าอี้ของตนเองขณะที่เดินผ่านที่นั่งของประมุขตำหนัก มันก็หยุดยืนและกล่าวขึ้น
“เด็กหนุ่มผู้นี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทั้งพลังฝึกปรือและเคล็ดวิชาที่ใช้ออกก็ไม่ธรรมดายิ่ง”
“นั้นคือเคล็ดวิชาของเฒ่าพยากรณ์”
“เช่นนี้นี่เอง มันกลับเกี่ยวข้องกับเฒ่าพยากรณ์แบบนี้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่”
“ก็ต้องดูว่ามันจะก้าวข้ามไป๋หลงได้หรือไม่เพราะกติกาในครั้งนี้้าเพียงผู้ชนะเท่านั้น”
“หากท่านประมุขไม่้า ข้ายังมีหลานสาวอยู่ผู้หนึ่งใช่ว่ากำนัลให้ผู้ที่ได้อันดับสองได้หรือไม่”
“นั่นยิ่งประเสริฐมิใช่หรือ หากเกี่ยวดองกับบุคคลเช่นนี้ได้มันก็เป็ผลดีต่อตำหนักเทพสรรพวุธเรา”
ขณะที่ประมุขและผู้าุโใหญ่แห่งตำหนักเทพสรรพวุธกล่าวสนทนากันอย่างแ่เบานั้นฟานลี่หลินที่นั่งอยู่ข้างๆ บิดา ย่อมได้ยินเสียงการสนทนาอย่างชัดเจน เช่นนั้นแววความไม่พึงพอใจจึงปรากฏอยู่บนใบหน้าอันงดงามของนางอย่างเห็นได้ชัด
…..
…..
ท่ามกลางการประลองที่ตื่นตาตื่นใจและความชุลมุนวุ่นวายก่อนหน้าขณะนี้การประลองก็ได้ดำเนินไปจนถึงรอบรองชนะเลิศแล้ว ซึ่งผู้ที่ผ่านเข้ารอบนี้มีจำนวนทั้งสิ้นสี่คนได้แก่ฮั่วซานฟง แห่งตำหนักเทพสรรพวุธ ไป๋หลง ไป๋หู่ แห่งป้อมปราการทวนทอง และเฟยหลง แห่งพรรคขอทานเหนือ
“การประลองได้ดำเนินมาถึงรอบรองชนะเลิศพวกเ้าทั้งสี่คนนับว่าเป็ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์อันดับต้นๆ ของแคว้นไปแล้ว แต่ทว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดจะต้องมีเพียงหนึ่งเดียวในการประลองในครั้งนี้เอาล่ะก่อนที่จะเริ่มการประลองในรอบสุดท้ายของวันนี้ ข้าขอให้พวกเ้าพักผ่อนเก็บแรงและฟื้นฟูพลังญาณให้เต็มที่ จากนั้นอีกหนึ่งชั่วยามให้หลังการประลองในรอบรองชนะเลิศจึงจะเริ่มขึ้น”
“เฮฮฮฮฮฮฮฮฮ เฮฮฮฮฮฮฮฮฮ”
เสียงเฮดังสนั่นขึ้นหลังจากคำกล่าวประกาศของพิธีกรในงานประลองจบลงผู้ผ่านเข้ารอบทั้งสี่ต่างแยกย้ายกันไปนั่งสงบจิตใจ ทั้งรวบรวมฟื้นฟูพลังญาณที่เสียไปให้กลับมาดังเดิมเพื่อเตรียมพร้อมกลับการห้ำหั่นสัประยุทธ์ในอีกหนึ่งชั่วยามข้างหน้า
………………..
………………..
………………..
………………..
โปรดติดตามตอนต่อไป