เส้นทางระหว่างตำบลเทียนเฉียว กับมหานครริมฝั่งฉางเจียง มีศาลาเล็ก ๆให้ผู้สัญจรพักผ่อนเป็ระยะ
เนื่องเพราะเป็เส้นทาง ลำเลียงสินค้าสำคัญ พ่อค้าใหญ่ คหบดีมั่งคั่งขุนนางตำแหน่งใหญ่โต ต่างผ่านไปมาเป็ประจำ คนเ่าั้ยินดีจะจ่ายเงินเพื่อสร้างที่พักอันสุขสบาย ให้ขบวนของพวกตน ทั้งการกระทำเช่นนั้นยังได้หน้าได้ตามากอย่างยิ่ง
ดังนั้นมีศาลาพักร้อนใหม่ ๆ ผุดขึ้นเป็ประจำ ทั้งกว้างขวางโอ่โถงทั้งวิจิตรสวยงาม ยิ่งหลังซึ่งสร้างใหม่ ๆ ยิ่งวิจิตรพิสดาร โอ่โถงกว้างขวาง
เช่นศาลาหกเหลี่ยมหลังนี้ เสาทุกต้นใช้หินเนื้อละเอียดอย่างดีทั้งแข็งแรงทั้งสวยงาม หลังคามุงกระเบื้องสีแดง แม้ซีดจางไปบ้างตามกาลเวลากระนั้นยังประกอบกันแน่นสนิท ไร้ช่องโหว่รอยรั่วมุมทั้งสี่ประดับด้วยโคมกระดาษหลากสี
ใต้แสงโคมสว่างไสว มองเห็นภายในศาลากระจ่างชัด ประกอบไปด้วยโต๊ะหินขนาดใหญ่ตัวหนึ่งรอบ ๆ มีเก้าอี้หินอีกหกตัว ผิวโต๊ะเป็หินขัดมัน ขีดเป็กระดานหมากล้อมขนาดใหญ่
บนกระดานเต็มไปด้วย เบี้ยสีขาวสีดำมากมาย หมากกระดานนี้ยังเล่นไม่จบ…
หิมะซึ่งโปรยปราย เกือบตลอดคืนหยุดตกแล้ว...
แสงอาทิตย์สีเหลืองจาง ๆ ส่องกระทบกลุ่มหมอกขาว ที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณผสานแสงจากโคมหลากสี ตกทาบลงบนกิ่งก้านต้นหลิว อันเรียงรายตลอดแนวด้านหลังบังเกิดเงาสะท้อนวูบวาบแทรกสอด สลับเลื่อมละลานตา ดั่งอาภรณ์์ ไหววาบลู่เอนท่ามกลางท่วงทำนอง แห่งสายลมในฤดูตงเทียน อ่อนช้อยงดงาม คล้ายดรุณีอ้อนแอ้นอรชรนับสิบ ร่ายรำหยอกล้อ ชวนเชิญให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล
บุรุษหนุ่มร่างสันทัดผู้หนึ่ง วางขลุ่ยไม้ไผ่ในมือลงข้างกาย
ั์ตาแดงก่ำ ไม่สร่างจากฤทธิ์สุราแรง ใบหน้าซีดเซียว ราวอดหลับอดนอนมาหลายคืน
ดวงตาทั้งคู่แทบปิดลง หากยังพยายามถ่างตาขึ้น มองกระดานหมากบนโต๊ะ
หลายวันนี้บุรุษหนุ่ม แทบไม่ได้หลับนอนเลยจริง ๆ ...
เวลาที่ผ่านมา มันได้แต่ด่าว่าตนเองซ้ำ ๆ ซาก ๆ ...
ตอนนี้มันเริ่มคิดด่าว่าตนเองอีกแล้ว...
‘ฟางเสวี่ยเฟยหนอ...ฟางเสวี่ยเฟย เ้ามันหาเื่ใส่ตัวจริง ๆชีวิตในหมู่ตึก ตลอดเจ็ดปีนี้มีสิ่งใดไม่ดี สุรานับร้อยไหในบ้านตระกูลฟางล้วนหมักเก็บไว้นานปี ยิ่งดื่มยิ่งคึกคัก ดื่มมากเท่าใดต้องไม่ปวดหัวแทบตายเหมือนสุราฉุนเฉียวหกไห ที่ไหลเวียนในกระเพาะตอนนี้เเน่’
ฟางเสวี่ยเฟย ระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกตนเองโง่งมยิ่งนัก
วันนั้นไฉนด่วนตัดสินใจ ออกจากบ้านมา
‘เ้าออกมา เพื่อให้ผู้อื่นใช้สายตาเช่นนั้น ด่าทออีกทำไม หรือเจ็ดปีนี้เ้ากล่าวโทษตนเองไม่พอ ถึงได้เสนอหน้าออกมา ให้ผู้อื่นด่าว่าเ้าอีก...ฮ่า ๆๆๆ...เ้ามันหาเื่ใส่ตัวชัด ๆ ...’
ฟางเสวี่ยเฟยใช้มือ ถูใต้คางตนเองไปมาเบา ๆ หนวดเคราแข็งสากมือทิ่มตำจนรู้สึกเจ็บ
เช้านี้มันจึงได้คิด สมควรเป็เวลา จัดการใบหน้าตนเองเสียที
..นั่นเพราะอีกไม่กี่อึดใจ มันต้องต้อนรับแขก หลายคนอย่างยิ่ง
ความจริงมันคาดว่า จะได้พบปะสหายเหล่านี้ เมื่อถึงหมู่ตึกพันอักษรแต่เมื่อคืนระหว่างมันนอนเมามาย ครึ่งหลับครึ่งตื่นกลับสังเกตเห็น เื่แปลกประหลาดหลายประการ
ศาลาหลังนี้ ตั้งใจหลบฝุ่นทรายจากถนนใหญ่ จึงตั้งลึกเข้ามาพอสมควรยามค่ำคืนตลอดสี่วันนี้ มันไม่เคยจุดโคมสักดวงเดียว บริเวณนี้จึงมืดสนิทยิ่งมันนอนนิ่ง ราวไม่มีชีวิตอยู่ภายใน ยิ่งไม่มีผู้ใดคาดได้ว่า มีผู้คนอยู่ในศาลาหลังนี้เมื่อคืนเป็ค่ำคืนอันแปลกประหลาดจริง ๆ
ความจริงมันสังเกตเห็น เื่แปลกประหลาดั้แ่เย็นวาน...
หิมะโปรยปรายอย่างหนักหลายวัน เส้นทางสายนี้ไม่มีทั้งผู้คน ทั้งรถม้าผ่านมาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว ทว่าเย็นวานมีรถม้าสองคัน ควบขับเร็วอย่างยิ่งมุ่งออกจากตำบลเทียนเฉียวเข้าไปในเมือง
เป็กงจื่อร่ำรวยคนไหน รีบเร่งเดินทางถึงเพียงนี้...ต้องเป็กงจื่ออันร่ำรวยและทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง
เนื่องเพราะมีเพียงคนหนุ่ม จึงเืร้อนใจเร็วรีบเร่งเดินทางยามอากาศเยี่ยงนี้ มันต้องร่ำรวยไม่น้อยเพราะการจ้างวานรถม้าให้เดินทางยามนี้ ย่อมต้องทุ่มเทเงินมากอักโขและหากมันไม่ใช่กงจื่อของตระกูลทรงอิทธิพล ไหนเลยขบคิดเื่เช่นนี้ออกมาได้...
กงจื่อผู้นี้มีส่วนคล้ายตน เมื่อเจ็ดปีก่อนอยู่ไม่น้อย...หากเป็เมื่อก่อนตนย่อมต้องกระทำเช่นนี้
ถึงกลางดึก มันเผลองีบหลับไป กระทั่งใกล้รุ่งจึงตื่นขึ้นแว่วเสียงฝีเท้าวิ่งอย่างรวดเร็ว ผ่านมาทางนี้
แม้บริเวณนี้จะมืดไปบ้าง กระนั้นยังพอมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ถนัดชัดตา
เป็ชายหลังค่อมผู้หนึ่ง วิ่งอย่างรวดเร็ว ออกจากตำบลเทียนเฉียวมุ่งหน้าเข้าไปในเมือง
อีกครู่ใหญ่ต่อมา สตรีอีกคนก็วิ่งออกมาเช่นกัน นางมองซ้ายมองขวาทั่วบริเวณราวกำลังสำรวจหา สิ่งของบางอย่างบนพื้นหิมะ
จากนั้นให้หลัง ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ชายหลังค่อมคนเดิมจึงวิ่งกลับไปยังตำบลเทียนเฉียวอย่างรวดเร็ว
สักพักหนึ่ง สตรีอีกคนซึ่งมาทำลับ ๆ ล่อ ๆ ราวสำรวจหาสิ่งของบางอย่างวิ่งกระหืดกระหอบ ราวหนีอะไรบางอย่าง กลับไปยังตำบลเทียนเฉียวเช่นกัน
มันเผลองีบไปชั่วครู่ ค่อยแว่วเสียงฝีเท้า ชายหลังค่อมคนเดิมกระหืดกระหอบออกจากตำบลแห่งนั้นอีก
แล้วจากนั้น ชายผู้หนึ่งกับสตรีอีกสามคน ก็ตามออกมา...
ฟางเสวี่ยเฟยเพียงเห็น ย่อมจดจำได้ หนึ่งในสตรีสามคนนั้นคือพี่ฝูหรงอีกสองคนดูจากวิชาตัวเบา ก็ทราบว่าเป็น้องจวี๋ฮวากับน้องอิงฮวาส่วนชายหลังค่อมผู้นั้น จากวิชาตัวเบาคลับคล้ายคลับคลา คนผู้หนึ่งยิ่ง...
แต่คนผู้นั้น ไฉนกลายเป็ชายหลังค่อมไปได้...
สำหรับชายอีกคนนั้น เป็บัณฑิตเ้าเล่ห์ ซึ่งติดตามตนราวภูตผีปีศาจั้แ่ออกจากหมู่ตึกตระกูลฟางนั่นเอง
หวนคิดถึงบัณฑิตไร้ร่องรอย ฟางเสวี่ยเฟยอดหัวเราะ อย่างขบขันไม่ได้มันไม่เข้าใจ ตนเองไม่ยุ่งเกี่ยวกับยุทธจักร มาเจ็ดปีแล้ว เหตุใดพี่หยางไม่เลิกวุ่นวายกับมันเสียที
‘พี่หยางเอ๋ย...ตลอดสี่วันที่ท่านต้องหงุดหงิดนี้ หากท่านคิดจะกล่าวโทษก็ต้องโทษคุณหนูรองกับคุณหนูสามต่างหาก...’
หลายวันนี้ ฟางเสวี่ยเฟยหงุดหงิดอย่างยิ่ง...
ดังนั้นมันจึงตั้งใจ ทำให้ผู้อื่นหงุดหงิดบ้าง...
สี่คืนมาแล้ว มันเดินวนเวียนเปลี่ยนศาลาดื่มเหล้า หลังแล้วหลังเล่า นึกอยากเป่าขลุ่ยก็เป่า นึกอยากหยุดก็หยุดเดี๋ยวเดินไปติดประชิดตำบลเทียนเฉียว เดี๋ยวถอยห่างออกมาหลายลี้หากทุกครั้งมันยังเดินวน มานอนพักในศาลาหลังนี้ เนื่องเพราะที่นี่เป็แห่งเดียวซึ่งมีโต๊ะขีดเป็กระดานหมากล้อม
มันเริ่มเดินหมากกระดานนี้ ั้แ่สี่วันก่อน...จนเวลานี้มันไม่สามารถจบกระดานแรกได้
จนเมื่อใกล้รุ่ง เห็นผู้คนคล้าย วิ่งไล่จับกันไปมามันจึงคิด...
‘เดินหมากล้อมคนเดียว ไหนเลยหาความสนุกสนานได้’
บุรุษหนุ่มไม่ทราบ ผู้คนเ่าั้กำลังเล่นอะไรกัน...
มันตัดสินใจเป่าขลุ่ยในมือ ดังขึ้นอีกเล็กน้อย น่าฟังขึ้นอีกเล็กน้อยจากนั้นจึงจุดโคมสี่ดวง นำไปแขวนไว้บนศาลา กระทั่งสว่างไสวทั่วบริเวณ
เนื่องเพราะมันเกรงว่า ผู้คนจะไม่สังเกตเห็นศาลาน้อยหลังนี้...
ครุ่นคิดไปพลางมืออีกข้าง ล้วงไปในอกเสื้อของตน ควานหาสิ่งของอันจะใช้จัดการหนวดเคราตนเอง ในที่สุดมันควานพบ มีดขนาดเล็กคมกริบเล่มหนึ่ง...
ขณะกำลังจรดใบมีด ลงบนเคราครึ้มใต้คาง ดวงตาแดงก่ำเหลือบมองกระดานหมากล้อมแวบหนึ่ง
บุรุษหนุ่มโยกศีรษะไปมา มืออีกข้างนวดถูต้นคอแรง ๆ จากนั้นเอื้อมมือไปหยิบเบี้ยดำเม็ดหนึ่งจากกองเบี้ยตรงหน้า ทว่าจนแล้วจนรอด กลับไม่อาจตัดใจวางเบี้ยนั้นลงบนกระดาน
เมื่อขบคิดไม่ตก บุรุษหนุ่มเคราครึ้ม โยนเบี้ยเม็ดนั้นเล่น ขึ้น ๆ ลง ๆบนฝ่ามือ ครู่หนึ่งคร้านจะคิดต่อ พลางบรรจงจ่อใบมีดลงใต้คางอีกครั้ง
มันโกนเคราได้เพียงครึ่งเดียว คนผู้หนึ่งก็เดินตรงมาที่ศาลาหลังนี้
เป็สตรีร่างท้วม ผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา...
“ฮือ...ผู้มาถึงคนแรก เป็พี่ฝูหรงจริง ๆ” บุรุษหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจใบมีดในมือเคลื่อนไหวช้า ๆ มันมีเคราติดบนใบหน้า อีกครึ่งหนึ่ง
“ย่อมเป็เราแน่นอน” ติงฝูหรงเดินเข้ามานั่งตรงเก้าอี้หินด้านข้างบุรุษหนุ่ม มือข้างซ้ายเผอิญััขอบโต๊ะนางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมื่อปลายนิ้วกระทบเบี้ยบนกระดาน
ซินแสลิขิตฟ้าใช้ฝ่ามือััตำแหน่งเบี้ยแต่ละเม็ด บนกระดานแ่เบา
เบี้ยแต่ละเม็ด ล้วนเป็หินผิวเรียบ ซึ่งมีมากมายในบริเวณนั้น
บุรุษเคราครึ้ม ใช้หินขนาดใหญ่กว่าแทนเบี้ยขาวส่วนเม็ดที่เล็กกว่าใช้แทนเบี้ยดำ
ติงฝูหรงย่อมไม่ทราบ หินเม็ดเล็กหรือใหญ่ อันใดใช้แทนเบี้ยขาวหรือเบี้ยดำ
กระนั้นไม่ว่าหินชนิดใด ใช้แทนสิ่งใดนั่นไม่สำคัญเนื่องเพราะเมื่อมีหินสองชนิด ชนิดหนึ่งย่อมใช้แทนของสิ่งหนึ่ง ส่วนอีกชนิดย่อมแทนสิ่งที่เหลืออย่างแน่นอน
ลักยิ้มบนใบหน้าปรากฏเด่นชัด นางหยิบหินเม็ดเล็ก ในถ้วยมาก้อนหนึ่งวางลงบนตำแหน่งหนึ่งบนกระดาน
“เ้าชอบเดินหมากคนเดียว ั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
“คำร่ำลือที่ว่า บัณฑิตเ้าเล่ห์กับจอมโจรเสเพลเป็ผู้มีวิชาตัวเบาเลอเลิศที่สุดในยุทธจักร ต้องเป็เื่เหลวไหลแน่ ๆ”เคราครึ้มถูกโกนออก จนเกลี้ยงเกลาแล้ว มันกำลังจะโกนหนวด เหนือริมฝีปากอีก
“เราไม่ชอบถ่อมตัวมากนัก แต่ยังยอมรับว่า บัณฑิตไร้ร่องรอยกับจอมโจรเสเพลมีวิชาตัวเบาเหนือกว่าจริง ๆ”
“อ้อ...”
“เหตุที่เรามาถึงเป็คนแรก เนื่องเพราะพี่หยางเป็ผู้มีสายตาปราดเปรียวอย่างยิ่ง”
“อ้อ...”
“มีเพียงคนประเภทนี้ จึงถูกเสียงขลุ่ยของเ้า หลอกลวงได้โดยง่ายกับคนตาบอดย่อมผิดแผกไป”
นางไม่เคยถือเื่นี้ เป็ปมด้อยของตน ตรงกันข้ามเพราะนางเป็คนตาบอดประสาทััอื่น ๆ จึงปราดเปรียวยิ่ง เหนือกว่าผู้คนปกติอักโขดังนั้นจึงมาถึงสถานที่แห่งนี้ก่อนคนอื่น ๆ
เทือกเขาสูงรายล้อม เป็ฉากหลังของศาลาหลังน้อย ยิ่งสามวันที่ผ่านมาสภาพอากาศแปรปรวน สายลมเปลี่ยนแปลงทิศทางตลอดเวลา ด้วยสิ่งแวดล้อมอันเป็ใจบวกกับพลังฝีมือ อันจงใจหยอกล้อผู้คน บัณฑิตไร้ร่องรอยจึงต้องกระสับกระส่ายอยู่ในโรงเตี๊ยมซอมซ่อถึงสามวัน
แม้เวลานี้ บุรุษหนุ่มจะเลิกก่อกวน ทว่าการเสาะหาต้นกำเนิดเสียงขลุ่ยโดยอาศัยการฟังเพียงชั่วครู่ จากสถานที่ไม่ใกล้ย่อมไม่ง่ายดายนัก
“ท่านพี่...ข้าพเ้ามิได้คิดเช่นนั้น” บุรุษหนุ่มสะบัดใบมีดสลัดเศษหนวดเครา ซึ่งติดอยู่ออกจนหมด แล้วเช็ดใบมีดกับแขนเสื้อของตน
หากผู้อื่นพบมันในเวลานี้ใครจะเชื่อว่าบุรุษหนุ่ม อายุราวยี่สิบสี่ปี แต่งกายมอซอ ดวงตาไร้ประกายกลิ่นสุราหึ่งทั่วตัวผู้นี้ เป็ประมุขคนปัจจุบัน แห่งหมู่ตึกตระกูลฟางหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ อันทรงอิทธิพลยิ่งของยุทธจักร!