After apocalypse saga บทที่ 1 ตอนที่ 2
“โทวมะ นั่นมัน...” เช่นเดียวกับผม อเล็กเอ่ยปากพูดขึ้นมา
“แสงจากกองไฟไม่ผิดแน่ พี่นาวี รบกวนทดสอบส่งสัญญาณไฟทีครับ”
ผมหันไปสั่งการพี่คนหนึ่งในกลุ่ม ไม่นานชายหนุ่มเชื้อสายเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นำไฟฉายพลังงานแสงอาทิตย์ส่องสว่างความเข้นข้นสูงไปยังทิศทางกองไฟที่ปรากฏบริเวณตีนเขาอันห่างไกล ใช้เวลานานหลายลมหายใจ ก็ปรากฏแสงคล้ายไฟฉายความเข้มข้นสูงส่องตอบกลับมา ผมที่เห็นแสงตอบกลับมานั้นก่อเกิดอารมณ์ดีใจอย่างบอกไม่ถูก คล้ายบางอย่างที่สูญหายไปได้กลับมาพบเจออีกครั้ง จนน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว พี่นาวีเริ่มกะพริบแสงไฟจนเป็สัญญาณรหัสมอส ส่งข้อความไปยังอีกฝ่าย
“สวัสดี เรามากจากโลก...”
ใช้เวลาไม่นาน แสงสว่างก็ตอบกลับมา
“เช่นกัน”
“โทวมะ พวกนั้นบอกว่าพวกเขาก็มาจากโลก นี่คงเป็อีก 1 ใน 3 กลุ่มที่เหลือที่ถูกปล่อยตัวไว้บนเกาะนี้”
“พี่นาวีรบกวนส่งสัญญาณไปว่า นัดพบกันกลางทางทีครับ”
ไม่นานแสงจากไฟฉายก็ส่งไป ทางด้านนั้นเองก็ตอบกลับมา เป็อันว่าพรุ่งนี้พวกเราทั้ง 2 กลุ่มจะพบกันกลางทาง ถึงการข้ามสันเขาจะเป็การฝ่าฝืนคำสั่ง แต่การพบเจอกลุ่มคนอื่นนั้นนับว่าสำคัญกว่ามาก
พวกผมทั้งหน่วยใช้เวลาเกือบทั้งวันกว่าจะมาถึงกลางที่ราดหนึ่งบนเส้นทาง ซึ่งประจวบเหมาะเป็ที่พักตั้งแคมป์กลางทาง พวกเรารออีกกลุ่มกว่า 2 ชั่วโมง ถึงได้พบกัน จากการแนะนำตัวพบกว่า พวกนั้นเป็กลุ่มหน่วยสำรวจพื้นที่เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าพวกเขาเป็กลุ่มคน 500 คนเท่ากับพวกเรา แคมป์หมู่บ้านพวกเขานั้นตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำที่ไหลจากน้ำตกบนูเาไฟแห่งนี้ หากเดินตามลำน้ำไปก็จะพบเจอกับพวกเขา พวกเราแลกเปลี่ยนข้อมูลเบื้องต้นกัน เว้นไว้แต่ความจริงที่พวกเรารับรู้จากแคปซูนกาลเวลา พวกนั้นเองก็สับสนกับการสูญเสียความทรงจำ พวกเราตกลงกันว่าอีก 1 เดือนจากนี้ทางนั้นจะส่งตัวแทนเข้ามาพูดคุยกับทางกลุ่มของเราที่มิดโวลโน่ โดยพวกเรานัดพบพวกเขาบนสันเขาก่อนจะพาไปยังหมู่บ้าน
ทันทีที่ทีมผมกลับถึงหมู่บ้านและส่งรายงานการสำรวจนี้ อัลเบิร์กให้จัดส่งทีมวิศวกรรมมาจัดสร้างแคมป์พักบนสันเขา พร้อมกับจัดตั้งทีมประจำการบนนั้น โดยจะเปลี่ยนทีมใหม่ทุก 10 วันหมุนเวียนกันไป ไม่นานตัวแทนของอีกกลุ่มก็มาถึง โดยคนที่มานั้นเป็รองหัวหน้าหมู่บ้านชื่อ ธีรเดช เป็คนชนชาติเดียวกับพี่นาวี ซึ่งชุมชนนั้นได้ตั้งหมู่ใหม่เช่นกันและให้ชื่อว่า กรีนเรสท์ (มาจาก Green Forest) จากการพูดคุยหารือกันของทั้งสองฝ่ายสรุปผลได้ดังนี้
ได้มีการจัดตั้งแคมป์ขึ้นที่สันเขาปากป่องูเาไฟทางทิศตะวันออกและช่วยกันดูแล โดยจุดประสงค์หลักเพื่อเป็หน้าด่านไว้ใช้ติดต่อ ตลอดจนแลกเปลี่ยนทรัพยากรณ์ โดยทางกรีนเรสท์จะรับหน้าที่ออกสำรวจพื้นที่บนเกาะในการตามหากลุ่มอื่น ๆ โดยทรัพยากรณ์หลักที่กรีนเรสท์สนใจแลกเปลี่ยนกับพวกเราคือ พืชพรรณทางการเกษตรและปศุสัตว์ แลกกับข้อมูลการสำรวจพื้นที่และแร่โลหะต่าง ๆ ความแตกต่างสำคัญของทั้งสองชุมชนคือทรัพยากรณ์พื้นที่ ซึ่งมิดโวลโน่นับว่าโชคดีอย่างมาก ที่ได้อยู่บนที่ราบแห่งนี้ เพราะทางกรีนเรสท์นั้น ประสบปัญหาในการออกล่าและสำรวจ เพราะภายในป่าดงดิบนั้นมีสัตว์ป่าพื้นที่ขนาดใหญ่มากมายซึ่งนับว่าเป็อันตรายต่อกลุ่มของกรีนเรสท์ การออกล่าจึงจำกัดในทุ่งราบรอบเมือง อาหารหลักสำคัญได้จากสัตว์น้ำเป็ส่วนใหญ่ นอกจากนี้ทางกรีนเรสท์ได้พบเหมืองเหล็ก เหมืองทองแดง และแร่โลหะสำคัญอีกมากมาย ซึ่งแตกต่างกับทางมิดโวลโน่อย่างมาก ซึ่งขาดแคลนแร่พวกนี้
หลายเดือนหลังจากการค้นพบหมู่บ้านกรีนเรสท์ การสำรวจค้นหาของทางนั้นยังไม่คืบหน้ามากนัก แต่จากข้อมูลที่ได้รับมาจากกรีนเรสท์ ทำให้ทราบถึงประเภทสิ่งมีชีวิตรอบ ๆ พื้นที่ทางตะวันออกของูเาไฟ ส่วนมากเป็สิ่งมีชีวิตตั้งเดิมของดาวดวงนี้ ไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตจากโลกเดิมของพวกเรา การจัดอันดับอันตรายของพวกนี้ ทางกรีนเรสท์จัดไว้ถึง 10 ระดับ ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งอันตราย ในอนาคตเมื่อหมู่บ้านวางรากฐานมั่นคงแล้ว ถึงจะสามารถส่งคนไปสนับสนุนทางกรีนเรสท์ในการสำรวจพื้นที่ได้ โดย่นี้หน้าที่หลักของหน่วยที่ 3 ยังคงเป็การล่าสัตว์และออกสำรวจรอบนอกของที่ราบใกล้ตีนเขารอบ ๆ และพื้นที่ป่าต่าง ๆ ที่อาจตกหล่น
“โทวมะ คนในทีมรายงานเื่พบเจอถ้ำบนตีนเขาขึ้นไป 300 เมตร” อเล็กบอกถึงข้อมูลสำคัญ
“แปลกจัง? หลายเดือนก่อน หน่วย 1 ไม่เห็นรายงานเื่นี้เลย หรือว่าข้อมูลตกหล่น...”
ผมตั้งขอสงสัยไปตามนิสัย จากนั้นจึงรวมทีมแล้วขึ้นไปสำรวจ หากไม่สังเกตให้ดีการจะพบเจอปากถ้ำแห่งนี้นั้นยากยิ่งนัก การที่หน่วย 1 ไม่พบเจอจึงไม่ใช่เื่แปลกแต่อย่างใด ปากทางเข้าถ้ำนั้นมีขนาดเพียง 1 เมตร แต่เมื่อเข้าไปภายในกลับขยายออกขึ้น และมีทางเดินเข้าลึกโดยไม่พบเจอทางแยกใด ๆ หลังจากเดินเข้ามา 50 เมตร ก็พบสิ่งมีชีวิตภายในถ้ำแห่งนี้ เมื่อทำสแกนก็พบว่า มันเป็สัตว์ประเภทเลื้อยคลานจำพวกงู ถึงจะตรวจไม่พบสารพิษ แต่กลับค้นพบกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงแถมขนาดของมันนั้นนับว่าใหญ่มาก หากให้เทียบขนาดกลับงูบนโลกเดิม มันใหญ่กว่างูเหลือมของเอเซียถึง 2 เท่าและแน่นอนว่ามันก็รู้ตัว งูตัวนั้นเลื้อยเข้ามาหมายจู่โจมทีมสำรวจทันที อเล็กนำหอกไม้ที่มีปลายแหลมคมจากโลหะแข็งที่ได้รับมาจากพวกกรีนเรสท์เข้าโจมตีเพื่อป้องกันตัว งูตัวนั้นมันรวดเร็วมาก มันสามารถหลบการโจมตีได้ แล้วเข้าโจมตีอเล็กด้วยหางของมัน มันฟาดหางจนเกิดเสียงผ่านอากาศ พร้อมการแสงประกายจากประจุไฟฟ้า โชคดีอเล็กหมุนตัวหลบได้ทัน จากนั้นเขาแทงส่วนคมหอกไปยังลำตัวขนาดใหญ่ของมัน เสียงดังฉึก เกิดขึ้นบอกให้รู้ว่าอเล็กแทงมันได้ แต่งูตัวนี้ยังไม่สิ้นแรง มันหันตัวเข้ามากัดที่แขนของอเล็ก พรัอมกับเสียงร้องของอเล็กที่บอกถึงความเ็ป ไม่นานอเล็กก็ล้มลงกับพื้นพร้อมกับร่างกายที่กระตุก พี่นาวีที่ตั้งสติได้ไวที่สุด ใช้หอกของตัวเองแทงเข้าไปที่หัวของงู มันถูกแทงเข้าที่บริเวณดวงตา งูั์คายปากของมันออกจากแขนอเล็ก แล้วพยายามจะหลบหนี แต่คนในหน่วยต่างช่วยกันใช้อาวุธเข้าโจมตี มีหลายคนถูกกระแสไฟฟ้าของมันจนกระเด็นเสียหลัก แต่ไม่นานงูตัวนี้ก็ตายลง เสียงหอบหายใจของผู้คนนั้นดังจนได้ยินชัดเจน ผมที่กำลังใช้เครื่องสแกนตรวจร่างกายเพื่อนสนิทต้องใ เพราะหัวใจของอเล็กนั้นได้หยุดเต้นแล้ว ด้วยองค์ความรู้ของผมและคนในหน่วย ต่างบอกให้ทำ CPR ทันที ผมจัดร่างกายเพื่อนสนิทให้นอนหงาย จากนั้นผสานมือวางกดทับกระดูกครึ่งล่างบริเวณอก ส่งแรงกดจนเป็จังหวะ แต่ก็ยังไม่พบสัญญาณชีพ จนคนในทีมบอกให้ผมออกไป ผมรีบหันไปมองด้วยอารมณ์ที่ไม่เข้าใจ แต่เห็นคนนั้นใส่ถุงมือ ยืนถือส่วนหางของงูั์อยู่
“โทวมะ คงต้องลองกระตุ้นด้วยไฟฟ้า”
อาจันชายหนุ่มเชื้อสายอินเดียฯ บอกผมถึงทางเลือกอื่น แน่นอนว่าผมเข้าใจทันที อาจัน้าใช้หางของงูตัวนี้ในการส่งประจุไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้นการเต้นหัวใจ ถึงจะมีความเสี่ยง แต่ก็ไม่มีทางเลือก เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า AED นั้นพวกเรามีเช่นกัน หากแต่เครื่องนั้นเป็สมบัติของทีมแพทย์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็เครื่องมือจำเพาะของสายอาชีพที่ได้รับมาจากระบบช่วยเหลือเพียงไม่กี่เครื่อง พวกหน่วยสำรวจจึงไม่มีเครื่องมือนี้ ผมรีบจัดการปลดเสื้อของอเล็ก ให้เผยแผ่นอกของชายหนุ่ม ก่อนจะรีบหลีกทางให้อาจันเข้ามาแทนที่ อาจันไม่รอช้าเขาฟาดปลายหางที่ยังคงมีประจุไฟฟ้าไปที่แผ่นอกอย่างรวดเร็ว แล้วสะบัดออกทันที ร่างของอเล็กกระตุกเล็กน้อยจากแรงฟาดหางและกระแสไฟ เครื่องสแกนยังคงแสดงกราฟการเต้นของหัวใจ ที่กระตุกเพียงเวลาสั้น ๆ แล้วนิ่งสนิท อาจันไม่รอช้าเพราะประจุไฟฟ้าที่หางงูนั้นเริมลดลงอย่างรวดเร็ว จึงฟาดหางงูไปอีกครั้ง พร้อมกับผมที่เข้าไปทำ CPR ช่วยอีกแรง แต่ก็ยังนิ่งสนิท จนในครั้งที่ 3 ชีพจรของอเล็กกลับมาพร้อมกับการหายใจที่ราบรื่น ทันก่อนที่ประจุไฟฟ้าของงูั์จะหมดลง ทั้งหน่วยต่างทิ้งกายลงพื้นถอนหายใจอย่างโล่งอก การต่อสู้ในครั้งนี้มีคนาเ็ถึง 3 คน แต่ไม่ร้ายแรง มีเพียงอเล็กที่าเ็สาหัสที่สุด ผมรีบทำแผลที่แขนของอเล็กจากคมเขี้ยวงูและฉีดยาปฏิชีวนะทันที ยานี้นับว่าสำคัญมาก แต่ละคนจะได้มาเพียง 3 หลอดเท่านั้น ซึ่งมันสามารถรักษาอาการผิดปกติต่าง ๆ ได้ผล 100 % นอกจากยาตัวนี้แล้วยังได้รับยาต้านพิษอีกคนละ 3 หลอด
เมื่อผลสแกนบอกถึงอัตราการฟืนฟูของอเล็กว่าพ้นวิกฤตแล้ว ทีมสำรวจจึงตัดสินใจให้คนที่าเ็อยู่ดูแลอเล็ก ส่วนคนที่เหลือเข้าไปสำรวจภายในถ้ำต่อ แน่นอนว่ารอบนี้ทุกคนตื่นตัวระวังกันเต็มที่ ไม่นานพวกเราก็มาถึงภายในที่เป็โถงขนาดใหญ่ เครื่องสแกนตรวจไม่พบสิ่งมีชีวิต คาดว่างูั์ตัวนั้นจะเป็เพียงตัวเดียวที่อยู่ในถ้ำแห่งนี้ เมื่อผลการสแกนบอกถึงความปลอดภัย ทุกคนก็ถอนหายใจออกพร้อมกัน แต่ละคนตั้งใจสำรวจรอบ ๆ โถงถ้ำ
“ทางนี้มีแอ่งน้ำ”
เสียงพี่นาวีบอกให้คนอื่น ๆ รู้ผลสำรวจ เมื่อผมมาถึงก็ทดลองใช้เครื่องสแกนตรวจสอบคุณภาพน้ำทันที
[ธาตุประกอบหลัก น้ำ มีความสะอาดสามารถบริโภคได้ มีแร่ธาตุสำคัญที่เป็ประโยชน์และจำเป็ต่อร่างกาย ทั้งนี้ตรวจพบรังสีและสารประกอบบางชนิดที่เจือปนอยู่ อาจมีความเสี่ยง แต่ไม่เป็อันตรายถึงชีวิต]
ทันทีที่ผลสแกนของผมและของพี่นาวีรายงานออกมา มันสร้างความสับสนให้พวกผมอย่างมาก น้ำดื่มได้มีแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็ต่อร่างกาย แต่ดันมีรังสีและสารประกอบอื่นเจือปน ซึ่งมีความเสี่ยง ผมกับพี่นาวีต่างมองหน้ากันถึงสิ่งที่ได้ยิน แน่นอนว่าปกติควรเก็บตัวอย่างน้ำนี้ไปวิจัยก่อน แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมดันหน้ามืดวักน้ำนั้นขึ้นมาดื่ม
“โทวมะอย่า...” เสียงพี่นาวีร้องเตือนแต่ไม่ทันแล้ว
เมื่อน้ำไหลเข้าปากผ่านลำคอ มันไม่รู้สึกแตกต่างจากการดื่มน้ำปกติ มีเพียงอุณหภูมิของน้ำนี้ที่เย็นกว่าภายนอกถ้ำ แถมความสดชื่นและความสะอาดของน้ำนี้มีความปนเปื้อนเชื้อโรคน้อยกว่าหลายเท่า หากเปรียบเทียบดัชนีจากแหล่งน้ำอื่นเท่าที่เคยสำรวจมา ผมรีบเรียกหน้าต่างแสดงผลของร่างกายตัวเองขึ้นมาทันที ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ผลรายงานได้แสดงการดูดซึมน้ำที่เพิ่งดื่มไป มันเริ่มประมวลผลออกมา มันไม่แตกต่างจากน้ำแร่ทั่วไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นได้ชัดเพราะค่าพารามิเตอร์ที่แสดงสเตตัสร่างกายผมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ แต่เห็นได้ชัด ไม่ถึง 3 นาที ผมก็รู้สึกได้ว่าร่างกายสดชื่นอย่างมาก ราวกับเพิ่งได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และที่สำคัญมันรู้สึกได้ว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก ผมรีบตรวจสอบค่าสถานะร่างกายทันที เปอร์เซนค่าต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“พี่นาวี น้ำนี้มัน ไม่ธรรมดาแล้ว พี่ต้องลอง...”
ผมพูดด้วยความตื่นเต้น แล้วดื่มมันเข้าไปอีก 1 แก้ว (ประมาณ 250 ml) เมื่อนาวีได้ฟังก็สับสนแต่ก็เชื่อใจหัวหน้าหน่วยของตัวเอง ดื่มน้ำในแหล่งน้ำนี้ตามไป 1 แก้วเช่นกัน แล้วสีหน้าของนาวีก็แสดงถึงความประหลาดใจออกมา
“โทวมะ นี้มันไม่ธรรมดาแล้ว” นาวีพูดอย่างตื่นเต้น
ผมที่กำลังตรวจสอบผลของการดูดซับ ก็พบว่าค่าต่าง ๆ มีการพัฒนามากขึ้น แต่ที่ต่างไปจากเดิม คืออัตราการฟื้นฟูร่างกายนั้นมีผลอย่างมากในระดับเซลล์
“พวกนายไปตามคนอื่น ๆ และอเล็กมาที่นี่”
ผมหันไปบอกคนในทีมที่ยังคงสำรวจภายในโถงถ้ำ ไม่นานนักคนอื่น ๆ กับอเล็กที่ได้สติก็มาถึง แม้นอเล็กจะยังไม่สามารถเดินเหินได้สะดวกนัก แต่ก็ต้องขอบคุณตัวยาที่ฉีดเข้าไป มันสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายได้บางส่วน เมื่อผมเห็นอเล็กเดินมาถึงก็ส่งน้ำ 1 แก้วให้อเล็กทันที
“รีบดื่มแล้วนั่งพัก บอกผลการดูดซับมาด้วย”
ผมบอกเพื่อนสนิทด้วยความตื่นเต้น จนสร้างความประหลาดใจต่อคนอื่น ๆ เช่นเดียวกันทั้งหน่วยต่างดื่มน้ำในแอ่งนี้เข้าไป โดยเฉพาะพวกที่าเ็นั้นสามารถเห็นผลได้ชัดเจน จากค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นของอเล็ก ตอนนี้ได้รับการฟื้นฟูกลับมา 100% รวมถึงค่าอื่น ๆ ที่ฟื้นฟูมันทำให้อเล็กลุกยืนะโพร้อมออกท่าทาง เขาออกหมัดชกลม การเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็วมาก จนสามารถได้ยินเสียงหมัดที่แหวกอากาศ
“บ้าไปแล้ว...” อเล็กร้องออกมาด้วยความใ หลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเอง
“พวกเราเก็บน้ำในแหล่งนี้กลับไปมิดโวลโน่เท่าที่เอาไปได้”
เมื่อหน่วยที่ 3 ได้ยินคำสั่งต่างเก็บน้ำใส่ถังคนละ 5 ถังทันที (ถัง 20 ลิตร) เมื่อเก็บน้ำแล้ว ผม อเล็ก พี่นาวีและอาจัน รวม 4 คน ต่างเกิดความสงสัยขึ้นมา จึงอาสาลงไปในแอ่งน้ำเพื่อสำรวจที่มาของแหล่งน้ำนี้ พวกเราพบทางน้ำคล้ายถ้ำ มันไม่ได้มีระยะไกลมากนัก จึงสามารถกลั้นหายใจไปได้ ถึงภายในถ้ำจะมืดมากแต่ด้วยไฟฉายความเข้มแสงสูง มันช่วยทำให้มองเห็นเส้นทางใต้น้ำได้ชัดเจน พอพวกเราขึ้นจากผิวน้ำ ก็พบกับโถงถ้ำอีกส่วนที่ซ้อนอยู่ภายใน มันมีธารน้ำที่ไหลเอื่อยก่อนจะลงไปยังแอ่งน้ำที่พวกเราเพิ่งขึ้นมา พวกเราเดินตามธารน้ำสายเล็กไปไม่ไกลมากนัก ก็พบกับตาน้ำผุดในแอ่งน้ำอีกแห่ง ที่มีระดับน้ำไม่สูงมาก มันสูงเพียงหน้าขาของทุกคนเท่านั้น
“เดี๋ยวก่อน เมื่อกี่มันอะไร...”
ผมพูดพร้อมฉายไฟไปบริเวณแอ่งน้ำใกล้ ๆ ตาน้ำที่ผุดออกมา แต่กลับไม่พบอะไรนอกจากกรวดหินขนาดเล็กที่มีอยู่มากมายในแอ่งน้ำแห่งนี้ คำพูดของผมสร้างความสนใจต่อคนอื่นที่เหลือ ทุกคนต่างช่วยกันสาดแสงของไฟฉายไปบริเวณตาน้ำ จนแสงมันสว่างมากจนแสบตา
“ทุกคนปิดไฟก่อน...”
ผมปวดตามากจึงบอกให้แต่ละคนปิดไฟ เหลือแสงไฟจากของผมคนเดียวที่ยังถูกเปิดใช้งาน พร้อมกับปรับลดความเข้มแสงให้ลดลงอย่างมาก แต่ถึงแบบนั้นก็ยังสว่างอยู่ดี ผมตัดสินใจดับไฟฉายของตัวเอง เมื่อสายตาทุกคนปรับสภาพในความมืดแล้ว ตรงตาน้ำผุดใต้ผิวน้ำนั้น ก็ปรากฏแสงเรือง ๆ จากกวดหินเม็ดหนึ่ง ถึงลักษณะของกวดหินเม็ดนี้ มันไม่ได้แตกต่างจากก้อนอื่น ๆ ใต้ผิวน้ำที่เห็นก่อนหน้า แต่เมื่อดับไฟทั้งหมดลง มันมีเพียง 1 ก้อนที่ปรากฏต่อสายตาทั้ง 4 คน ผมทำการใช้เครื่องสแกนตรวจสอบมันใต้ฝิวน้ำทันที
[ไม่สามารถระบุประเภทองค์ประกอบได้ทั้งหมด มีสัดส่วนของซิลิก้าและควอตซ์ ส่วนใหญ่ มีการปลดลปล่อยรังสีที่ไม่เป็อันตรายต่อสิ่งมีชีวิต]
เมื่อผมได้ยินแบบนั้นก็ตรวจหินกวดบริเวณรอบ ๆ หินเลืองแสง ผลการสแกนธาตุประกอบหินเหล่านี้ไม่แตกต่างกันเลย หากแต่ไม่พบการปลดปล่อยรังสีเท่านั้น มันทำให้ผมและคนอื่น ๆ คิดว่าการที่แหล่งนี้มีการเจือปนรังสีและสารประกอบบางชนิด คงมาจากหินเลืองแสงนี้นั่นเอง ผมใส่ถุงมือหนังเพื่อป้องกันเบื้องต้น หวังจะเก็บตัวอย่างหินกวดกลับไปให้นักวิจัย แต่เมื่อผมหยิบมันขึ้นมาเหนือผิวน้ำ การแผ่รังสีก็มีมากขึ้นหลายเท่า มันส่องแสงสว่างขึ้นจนเกือบเท่ากับไฟฉายของพวกเรา พร้อมกับสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นอีกมากมาย มันเกิดกระแสลมแรงขึ้นภายในโถงถ้ำและเสียงประหลาดคล้ายจิ่งหรีดที่ตีปีกถี่ยาว จนปวดแก้วหู พร้อมกับเกิดความรู้สึกวูบวาบจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสลับไปสลับมา ใบหน้าของแต่ละคนแสดงความตื่นใอย่างเห็นได้ชัด กว่าผมจะตั้งสติแล้วเตรียมทิ้งกวดก้อนนี้ลงน้ำ แต่ละคนก็หน้ามืดล้มตัวลงหมดแรง แสงสว่างหายไป เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง นอกจากเสียงน้ำที่ผุดไหล กับเสียงหายใจท่ามกลางความมืดแล้ว เสียงของการเต้นหัวใจในแต่ละคนได้ยินชัดเจน มันถี่รัวด้วยความตื่นกลัว
เมื่อสงบสติได้แล้วผมและคนอื่น ๆ ก็มองสำรวจหินก้อนนั้น แต่ก็ไม่พบแสงใต้ผิวน้ำ พวกเราจึงเปิดไฟฉายขึ้น เมื่อแสงสว่างกลับมาความตระหนกก็ปรากฏขึ้นบนสีหน้าของแต่ละคนอีกครี้ง เพราะมีคาบเืกำเดาไหลออกมาจากจมูกของทุกคน ไวเท่าความคิดแต่ละคนเปิดระบบผู้ช่วยเพื่อดูร่างกายของตัวเอง แต่กลับไม่สามารถเปิดระบบได้ ไม่มีภาพโฮโลแกรมใด ๆ ยิ่งสร้างความใให้ทุกคนอย่างมาก แต่เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงระบบก็ดังขึ้นในหัวแต่ละคน
[ระบบกำลังทำการรีบูท]
หลังจากที่ทุกคนรอไม่นานระบบผู้ช่วยก็กลับมาอีกครั้ง พวกเรารีบทำการตรวจสอบร่างกายของตัวเองทันที ทุกอย่างแสดงค่าปกติ มีเพียงค่าสถานะที่ะโขึ้นไปอย่างผิดปกติ มันเกินค่าปกติที่มนุษย์ควรจะมีไปหลายเท่า ใบหน้าของแต่ละคนบอกให้รู้ว่าได้พบเจอกับผลการรายงานแบบใด พวกเราไม่ชักช้าเมื่อรู้ว่าไม่เกิดอะไรแล้ว ก็รีบช่วยกันเก็บกวดหินไปจำนวนหนึ่งก่อนจะดำน้ำกลับออกไปสมทบกับคนอื่น ๆ
พวกเราได้ทำการรายงานกับสภาหมู่บ้านถึงการสำรวจ น้ำในถังเ่าั้ถูกใช้ทดลองทันทีพร้อมกับกวดหิน ส่วนพวกหน่วยที่ 3 ทุกคน ถูกสั่งให้พักผ่อนเพื่อสังเกตอาการ รวมถึงสั่งไม่ให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ่ระยะเวลาหนึ่ง หลังจากไม่พบความผิดปกติใด ๆ พวกเราหน่วยที่ 3 ก็สามารถกลับเข้าทำงานออกล่าและสำรวจได้ปกติ นอกจากนี้คะแนนแต่ละคนก็ได้มากขึ้น จากการค้นพบแหล่งน้ำนี้
เวลาผ่านไป 4 เดือนหลังจากการค้นพบน้ำนั้น นักวิจัยได้ทำการทดลองจนแน่ชัดแล้วว่า น้ำที่เก็บกลับมานั้นปลอดภัยและเป็ประโยชน์ต่อผู้คนในหมู่บ้าน แต่สิ่งที่พบเพิ่มเติมนั้น หากคนใดเคยดื่มน้ำนี้ไปจำนวนเกิน 300 ml แล้วจะไม่เกิดผลการเปลี่ยนแปลงค่าสถานะอีก มีเพียงอัตราการฟื้นฟูร่างกายเท่านั้นที่ยังคงมีอยู่ ทางนักวิจัยสามารถระบุคุณประโยชน์ของน้ำเหล่านี้ได้ดังนี้
นอกจากการใช้ดื่มกินกับผู้คนแล้ว มันยังใช้กับพืชพรรณต่าง ๆ ได้ดีอย่างมาก ทั้งเร่งผลผลิต เพิ่มปริมาณการเก็บเกี่ยว รวมถึงคุณภาพของพืชพรรณที่ได้รับการปรับแต่งให้มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น ถึงพวกเราจะไม่สามารถระบุได้ว่าองค์ประกอบของรังสีและสารประกอบเ่าั้คืออะไร แต่พวกเราได้ตั้งชื่อให้น้ำเหล่านี้ว่า น้ำพุแห่งความเยาวัย…
น้ำพุแห่งความเยาวัยได้กลายเป็ทรัพยากรณ์สำคัญในการแลกเปลี่ยนชื้อขายของหมู่บ้านมิดโวลโน่ทันที เกิดความ้าอย่างมากในเมืองกรีนเรสท์ เพราะหมู่บ้านแห่งนั้นเกิดการปะทะกับพวกสัตว์ป่าบ่อยครั้ง หลังจากได้รับน้ำพุแห่งความเยาวัยไป หมู่บ้านกรีนเรสท์ก็ยกระดับความแข็งแกร่งขึ้น สามารถออกสำรวจและแผ่ขยายอาณาเขตกว้างขึ้นเพราะสามารถรับมือต่อสัตว์ร้ายที่ระดับสูงได้ดีขึ้นตาม ไม่นานเวลาก็ผ่านไปอีกปี หลังจากที่พวกเราอพยพมาอยู่ใน eDEN009876 เวลาก็ผ่านมาได้ 3 ปีเต็ม หมู่บ้านของพวกเราก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งการปลูกสร้างและผังเมือง รวมถึงจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจากเดิม บัดนี้เมืองมิดโวลโน่ มีประชากร 712 คน จำนวนที่เพิ่มมานั้นจากจำนวนการแต่งงานและเร่งแผนการเพิ่มจำนวนประชากร ในตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนหญิงสาวทั้ง 300 คนในหมู่บ้านได้มีคู่ครองกันหมดแล้ว จึงทำให้แผนการพัฒนาเป็ไปอย่างมีประสิทธิภาพ ชายหนุ่มหลายคนก็ยังคงโสดสนิท เพราะจำนวนประชากรชายหญิงนั้นไม่สมดุลกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชายเ่าั้คิดมากนัก เพราะการใช้ชัวิตในต่างโลกนั้นมีความเสี่ยงสูงที่เป็ภัยอันตราย การไม่มีคู่นั้นก็อาจจะนับว่าเป็ทางเลือกที่ดีในอีกความหมาย
“โทวมะ ผมอยากมีเมีย...”
อเล็กที่กำลังออกล่า อยู่ ๆ ก็พูดออกมา แน่นอนว่าในหน่วยหลายคนได้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว เหลือเพียงผม อเล็ก พี่นาวีและอาจัน ที่ยังคงต้องรอคู่ของตัวเองเติบโตขึ้นมาในอนาคต
“คงคันน่าดูนะเื่นี้ แต่คงต้องทำร้ายตัวเองให้หายคันไปก่อนนะน้อง” พวกรุ่นพี่มากประสบการณ์ในหน่วยต่างพูดแซวชายหนุ่มรองหัวหน้าอย่างเป็กันเอง
“ขนาดมีจำนวนหญิงสาวมากกว่าผู้ชาย แต่กลับไม่ตกมาถึงพวกผม ทำไมมันถึงเป็แบบนี้ ปวดใจมากพี่” อเล็กบ่นออกมาอย่างเปิดใจ
“ก็ทำไงได้พวกเรา 4 คนเคยรับรังสีประหลาดมานะ สาว ๆ เขาก็คงกลัวพวกเราอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติต่อพันธุกรรมในรุ่นหลัง ๆ ก็ได้ พวกเธอก็ต้องสร้างหลักประกันให้ลูกหลานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเป็ธรรมดา” อาจันที่นับว่าเป็หน่วยสนับสนุนในทีม พูดขึ้นมาถึงความตระหนกของเหล่าหญิงสาวที่มีแต่พวกเขาทั้ง 4 คน
“รออีกสัก 10 กว่าปีแล้วกันพวกเรา เวลานั้นเด็ก ๆ ที่เกิดใหม่ก็โตแล้ว แถมนอกจากหมู่บ้านนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะพบเจอในอีก 3 หมู่บ้านที่เหลือ” ผมที่พูดออกไปจากความเป็ไปได้ในแผนการขยายจำนวนประชากรที่ได้รับฟังมาจากสภาหมู่บ้าน
นอกจากกรีนเรสท์ที่อยู่ทางตะวันออกแล้ว ตอนนี้ก็พบหมู่บ้านอีกแห่ง มันตั้งอยู่ทางทิศเหนือของูเาไฟ หมู่บ้านนี้มีชื่อว่า ไวท์แซนด์ แน่นอนว่ามันได้ชื่อนี้เพราะมันอยู่บนอ่าวติดทะเลที่มีหาดทรายสีขาว นอกจากติดทะเลแล้วยังมีูเาใกล้ ๆ ที่มีน้ำตกน้ำจืดไหลผ่าน ทำให้พื้นที่ไวท์แซนด์เหมาะสมต่อการตั้งรกราก ทรัพยากรณ์เองก็สมบูรณ์ สัตว์ป่าก็ไม่ได้ดุร้ายอย่างเช่นกรีนเรสท์ ในเดือนหน้าจะมีการประชุมหารือกันที่หมู่บ้านกรีนเรสท์ จากตัวแทนทั้ง 3 หมู่บ้านซึ่งตัวแทนในครั้งนี้ พี่อัลเบิร์กได้ส่ง ผมและอเล็กออกไป ถ้าถามว่าทำไมถึงต้องเป็ผมกับอเล็ก คงเพราะความไว้ใจจากทุกคนและการสร้างประโยชน์ที่ทำให้หมู่บ้านพวกเราได้พบเจอน้ำพุแห่งความเยาวัยนั่นเอง หน่วยที่ 3 จึงได้ออกไปหมู่บ้านกรีนเรสท์อย่างเป็ทางการ
โปรดติดตามตอนต่อไป...