The Organian

    บทที่3 ตอนที่12 : การตัดสินใจของเอ็ดเวิร์ด

                    มีสท์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ “อายุสิบหกเองหรอเนี่ย? แต่เธอต่อสู้เก่งจังเลยเนอะ” เธอเอ่ยชื่นชมในความสามารถของนินจาผมม้าเต่อ          “อ่อ.. ก็เพราะครอบครัวของมิทาจิ ฝึกให้ใช้พลังของอวัยวะพิเศษมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยล่ะค่ะ ฝึกควบคู่ไปกับพื้นฐานของนินจาเลย” สาวน้อยตอบด้วยความใสซื่อ          ก่อนที่เธอจะหันไปพูดกับเกษมด้วยใบหน้าอันไร้เดียงสา “อ๊ะ.. แล้วคุณชื่อคาซาเมะซังใช่ไหมคะ? ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”           “ห๊ะ?? ฉันหรอ?” หนุ่มแว่นเกาหัวแกรก ๆ โดยที่ใบหน้าของเขากลายเป็นเครื่องหมายเควสชั่นมาร์ค           “เอ๋.. ก็คุณไงคะ ตอนที่เวิร์ดซังโชว์ชื่อคนที่ต้องทำเวรซึ่งก็คือคุณ แล้วในใบมันก็เขียนว่า Ka sa me (คา ซา เมะ) นี่คะ?” มิทาจิเอียงคอสี่สิบห้าองศาพร้อมใบหน้าสงสัยก่อนเล่าถึงเหตุผลที่เธอเรียก เกษม ว่า คาซาเมะ พร้อมทั้งสะกดคำให้ฟังด้วยน้ำเสียงสุดฉงน          หลังจากที่ทุกคนได้ฟังที่มิทาจิพูดแล้ว ก็อดหัวเราะในความน่ารักใสซื่อของเจ้านินจาน้อยไม่ได้ จนเกษมต้องหยุดเดินและวางสาวผมบลอนด์ที่เขาแบกอยู่ลง ก่อนจะเข้าไปหามิทาจิ “มิทาจิครับ จริง ๆ แล้วพี่น่ะไม่ได้ชื่อคาซาเมะนะครับ ที่จริงชื่อพี่อ่านว่าเกษม (Ka same) แต่!.. พี่ชอบชื่อที่มิทาจิเรียกพี่มาก ๆ เลย เอาอย่างนี้นะ สำหรับมิทาจิ ให้เรียกพี่ว่าคาซาเมะซังก็แล้วกัน” หนุ่มแว่นหน้าเนิร์ดมองไปยังนินจาสาวผมสลวย ก่อนเอามือลูบหัวด้วยความเอ็นดู           “เอ๋.. โอ๊สสส!! ได้เลยค่ะ” มิทาจิทำคอเอียงสี่สิบห้าองศาด้วยใบหน้าหน้าสงสัยต่อสักพัก ก่อนจะตอบรับคำของเกษม          “เอาล่ะ เดินทางกันต่อเถอะ..” หนุ่มแว่นพูดพลางเดินกลับไปแบกสาวผมบลอนด์ ก่อนที่ทั้งหมดจะมุ่งสู่เป้าหมายต่อไป          “นี่ ๆ มิทาจิ พี่สงสัยว่าทำไมมิทาจิต้องปกปิดใบหน้า แล้วก็ปลอมเสียงเป็นผู้ชายตอนมาช่วยพวกพี่ด้วยล่ะ? หน้าตาก็ออกจะน่ารัก ไม่ได้มีแผลเป็นเหวอะหวะอะไรสักหน่อย ไม่เห็นจะต้องปกปิดเลย” มีสท์เดินเข้าไปตีคู่กับนินจาสาวก่อนเอ่ยถาม          เจ้าหนูชาวญี่ปุ่นก็ได้หันไปหามีสท์ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มอันสดใส “อ่อ.. เพราะโอกาซัง(คุณแม่)บอกว่า ในสนามรบถ้าเราเผยตัวว่าเป็นผู้หญิง ก็จะอาจจะไม่ได้รับการต่อสู้ที่เท่าเทียมน่ะค่ะ ในการต่อสู้ถ้าเราอ่อนข้อให้คู่ต่อสู้ หรือคู่ต่อสู้อ่อนข้อให้เรา ก็จะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติฝ่ายตรงข้าม มันเป็นหนึ่งในวิถีนินจาของตระกูลนามิคาชิค่ะ” เธอไขข้อข้องใจของม่านหมอกอย่างฉะฉาน          หลังจากที่มีสท์เริ่มเปิดประเด็นคำถามอีกครั้ง โจเซฟจึงสบโอกาสถามในสิ่งที่เขาสงสัยบ้าง “แล้วทำไมมิทาจิถึงตัดสินใจมาช่วยพวกพี่ล่ะ? ตั้งสองครั้งเลยด้วย”           “เอ่อ.. ที่จริงแล้วมิทาจิก็ไม่ได้ตั้งใจจะช่วยหรอกนะคะ มันบังเอิญมากกว่า เพราะหลังจากเสร็จกิจกรรมในหอประชุม มิทาจิก็จะไปฝึกวิชาเพิ่มก่อนแล้วค่อยกลับหอพัก ซึ่งกว่าจะฝึกเสร็จมันก็เย็นแล้ว มิทาจิก็ไม่รู้ว่าพวกพี่ไปไหนกันมา ถึงกลับเวลาเดียวกับมิทาจิมาสองวันแล้ว แล้วพวกพี่ก็เจอคนทำร้ายทั้งสองวันเลย มิทาจิก็เลยต้องเข้าไปช่วยเพราะว่าเป็นอีกหนึ่งวิถีนินจาของตระกูลค่ะ คือให้ช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีทางสู้เมื่อโดนรังแก” เดอะชูริเคนตอบกลับด้วยวาจาน่ารักฉะฉานเช่นเคย          “แล้วจะเป็นอะไรไหมถ้าพี่จะถามว่ามิทาจิมีอวัยวะพิเศษคืออะไร?” หนุ่มเดรดล็อคยิงคำถามอย่างต่อเนื่อง          “เอ่อ.. เป็นค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ ตระกูลของมิทาจิจะไม่บอกความลับนี้กับคนที่ไม่สนิทค่ะ” เธอตอบสวนขึ้นทันควัน ก่อนที่จะหันไปหาเกษมพลางอ้อนวอนด้วยสายตาละห้อย “อ้อ.. แล้วคาซาเมะซังก็อย่าพึ่งบอกใครนะคะ มิทาจิรู้ค่ะว่าคาซาเมะซังรู้ว่าอวัยวะพิเศษของมิทาจิคืออะไร แต่เดี๋ยวถ้ามิทาจิพร้อมมิทาจิจะเป็นคนบอกเองค่ะ”          ทั้งหมดเดินไปคุยไปเรื่อย ๆ จนถึงออแกเนียนคาเฟ่หรือตึกทรงเพชร ซึ่งเป็นทางผ่านเพื่อที่จะไปตึกทองเมลฟิลด์ เกษมก็ได้สังเกตเห็นว่ามีกลุ่มคนกำลังมุงอะไรบางอย่างอยู่ รวมถึงเอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม ก็กำลังยืนด้วยใบหน้าเคร่งเครียดอยู่บริเวณนั้นเช่นกัน          “เฮ้! ทุกคน คุณเวิร์ดอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นด้วย เราไปหาคุณเวิร์ดกันเถอะ” หนุ่มแว่นเรียกเพื่อน ๆ ในทันที          เมื่อพวกเกษมไปถึง ด้านหน้าของตึกรูปทรงเพชรกะรัตโต กลุ่มนักศึกษาที่กำลังมุงดูเหตุการณ์นั้นอยู่ ก็ค่อย ๆ แยกย้ายกันกลับหอพัก          “นี่พวกเราจะเป็นเหมือนเจ้าหมอนั่นไหมเนี่ย??” หญิงสาวร่างท้วมชาวอินเดียในชุดส่าหรีสีแดงสดบ่นซุบซิบกับเด็กสาวหน้ากลมด้วยความหดหู่          “ไม่รู้เหมือนกัน.. แต่ขออย่าให้เป็นเลย แค่เห็นก็กลัวแล้วล่ะจ้ะ” คู่สนทนาตอบกลับพลางเดินออกมาจากเหตุการณ์           ซึ่งสวนทางกันกับกลุ่มของเกษมที่กำลังเดินไปหา เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม          เมื่อถึงสถานที่เกิดเหตุ คำปากติดปากของเกษมก็ได้ถูกเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “โอโฮฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลยย” สิ่งที่เขาพบอยู่เบื้องหน้าคือ ชายหนุ่มหน้าคม จมูกโด่งเป็นสันและมีหนวดเคราที่ดูแลรักษาเป็นอย่างดี แต่งกายด้วยชุดคลุมสีขาวที่คลุมยาวจนถึงข้อเท้า ส่วนด้านบนก็คลุมยาวจนสุดข้อมือ หรือที่เราเรียกกันว่าชุดโต๊ป (Thobe เป็นชุดประจำชาติของชาวซาอุดิอาราเบีย) มีผ้าคลุมศีรษะลายตารางหมากรุกสีขาวสลับแดงถูกรัดโดยเชือกที่ทำจากขนสัตว์สีดำเพื่อไม่ให้ผ้าโพกหัวหลุด ซึ่งดูรวม ๆ จากลักษณะทางกายภาพแล้วแน่นอนว่าเป็นคนเชื้อชาติแถบตะวันออกกลาง.. ซึ่งเขากำลังนอนดิ้นอย่างทุรนทุรายอยู่กับพื้น          “แกต้องเป็นของฉัน.. แกต้องเป็นของฉัน.. แกต้องเป็นของฉัน..” ชายผู้น่าสงสารนอนดิ้นช้า ๆ เหมือนคนใกล้จะสิ้นลม และพูดประโยคเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาด้วยความอิดโรย          “เขาเป็นอะไรหรอครับ?” เกษมถามคุณเวิร์ดด้วยน้ำเสียงสังเวช          ใบหน้าของท่านผู้อำนวยการดูลังเลเป็นอย่างมาก ซึ่งผิดกับบุคลิกโดยปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง “เป็นไปได้ที่เขาอาจจะลองใช้พลังของอวัยวะพิเศษแต่ไม่สามารถควบคุมมันได้ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจ” เดอะคอนโทรลเลอร์คะเน          และในจังหวะนั้นโจเซฟก็ได้เอ่ยปากพูดถึงเรื่องของดันทัวร์ขึ้น “คุณเวิร์ดครับ ผมมีเรื่อง..” แต่ก็ยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยค ก็โดนขัดจังหวะไปเสียก่อนโดยชายผู้มีหน้าที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยของเหล่าออแกเนียน “ไม่ต้องพูดแล้ว.. ผมได้รับรู้เรื่องของพวกคุณแล้ว” สุภาพบุรุษชุดทักซิโด้พูดด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก          “แล้วเหตุการณ์ตรงนี้เกิดอะไรขึ้นหรอคะ?” มีสท์เอ่ยถาม          และเมื่อโสตได้ยินเรื่องที่เขาสามารถให้คำตอบได้ ก็ตาลุกวาวพลันพูดโพล่งขึ้นในทันที “ฉันได้ยินพวกนักศึกษากลุ่มที่เดินสวนไปเมื่อกี้คุยกันมาว่า ชายชาวตะวันออกกลางคนนี้ มานั่งรอเพื่อนของเขากินข้าว ซึ่งตอนแรกเขาก็นั่งอยู่เฉย ๆ ด้วยท่าทางซึม ๆ  แล้วอยู่ ๆ เขาก็เริ่มพูดพึมพำประโยคที่พวกเรากำลังได้ยินกันอยู่นี่แหละ พอเวลาผ่านไปเสียงที่เขาพูดก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ  จากนั้นเขาก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งและอาละวาดขึ้น” เดอะบัคเล่าถึงเหตุการณ์สุดสยองให้สาวผมเปียฟังราวกับว่าตนเองอยู่ในเหตุการณ์          “อืม.. ก็อย่างที่คุณโสตินทรีย์เล่ามานั่นแหละ” สุภาพบุรุษชุดทักซิโด้นำมือขึ้นมาจับคางพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่างด้วยแววตาที่กังวลใจ          “อ่อ.. แล้วเวิร์ดซังจัดการกับเรื่องนี้ยังไงหรอคะ?” มิทาจิถามพร้อมมองไปยังชายที่กำลังทุรนทุรายอยู่กับพื้นด้านหน้า สีหน้าและแววตาของนินจาสาวเรียบเฉยราวกับเคยเห็นภาพอันหน้าสังเวชนี้มาเยอะมากจนกลายเป็นความคุ้นชินไปแล้ว          “ขั้นแรก ผมได้ใช้พลังของผมสร้างม่านบาเรียล้อมรอบตัวเขาไว้ ก่อนจะสังเกตสิ่งผิดปกติระแวกที่เกิดเหตุ และคิดหาวิธีคลี่คลายปัญหา แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง เขาก็ค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ  จนเป็นสภาพเหมือนที่พวกคุณเห็นนี่แหละ” เอ็ดเวิร์ดให้คำตอบ          แต่นั่นก็เหมือนจะยังไม่พอสำหรับหนุ่มแว่นจอมสงสัย “อืม.. แล้วคุณเวิร์ดจะทำยังไงกับเขาต่อล่ะครับ? แล้วเรื่องนี้จะมีผลกับการเรียนการสอนไหม? คุณเวิร์ดจะยกเลิกการเรียนการสอนไหมครับ?” เกษมรัวคำถามต่อชุดใหญ่          ใบหน้าของชายผู้สวมโบว์ไทด์สีน้ำเงินเริ่มกลับมาเป็นดั่งเดิมอีกครั้ง “ไม่.. ผมไม่สามารถยกเลิกการเรียนการสอนในครั้งนี้ได้ สิ่งนี้คือหน้าที่ของตระกูลผม ผมเกิดมาเพื่อทำงานนี้ ส่วนเขาผมก็คงจะต้องกักตัวเอาไว้สอบปากคำก่อน” เขาตอบกลับด้วยความเคร่งขรึมเด็ดขาด          เมื่อเห็นว่าได้ข้อสรุปของเรื่องวุ่นวายตรงนี้แล้ว ม่านหมอกจึงเอ่ยเตือนเรื่องของพวกเธอขึ้น “คุณเวิร์ดคะ ช่วยพิจารณาความผิดของสองคนนี้ด้วยค่ะ” เธอพูดพลางชี้ไปยังดันทัวร์และคู่รักของเขา          “เรื่องนั้นก็ต้องรอพวกเขาฟื้นก่อนถึงจะพิจารณาได้ เพราะผมต้องฟังความจากทั้งสองฝ่าย” คุณเวิร์ดอธิบายถึงหลักในการพิจารณาความผิดก่อนจะร่ายวาจาสิทธิ์ขึ้น “ด้วยพลังแห่ง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ ผมและบุคคลที่อยู่กับผม ณ ตอนนี้จงเคลื่อนย้ายไปที่ตึกเมลฟิลด์”                เมื่อสิ้นแสงสว่างวาบสีน้ำเงิน ทุกคนในเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทก็ถูกย้ายไปสู่ตึกผู้อำนวยการในทันที รวมถึงชายชาวตะวันออกกลางที่พร่ำเพ้อจนหมดสติไปแล้วด้วย           ในขณะที่รอให้ดันทัวร์และคู่รักของเขารวมถึงเจ้าปั๊กกี้ตื่นขึ้น โจเซฟก็ไม่ลืมที่จะถามถึงน้องชายสุดซี้ของเขา “คุณเวิร์ดครับ แล้วอลันน้องผมที่ไปหาคุณเวิร์ดเมื่อตอนเย็นไปไหนแล้วครับ?”          ทันทีที่ได้ยินเอ็ดเวิร์ดก็แอบเผยยิ้มเล็ก ๆ ออกมาจากมุมปาก “อ่อ.. หลังจากเขามาขอคำแนะนำจากผมเสร็จ ผมก็ได้ใช้พลังของผมส่งเขากลับหอพักไปแล้วล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เห็นเขาบอกจะไปฝึกหนักผมเลยไม่อยากให้เขาเสียเวลาในการเดินทาง น้องคุณมีความตั้งใจมากนะ” สุภาพบุรุษชุดทักซิโด้พูดอย่างภูมิใจในตัวของชายผู้เปี่ยมไปด้วยมุ่งมั่น          ทุกคนนั่งรอการฟื้นคืนของผู้ที่ได้รับพลังแห่งเสียงวิเศษอย่างใจจดใจจ่อ แต่ก็เหมือนเวลาจะหมุนช้าเกินกว่าที่ควรเป็น เสียงของเข็มนาฬิกาเรือนเก่าซึ่งติดอยู่บนผนังห้องยังคงดังอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน จนกระทั่ง.. ทั้งสองคนและอีกหนึ่งตัวกลับมามีสติครบถ้วน           การพิจารณาความผิดก็ได้เริ่มต้นขึ้น          “เอาล่ะ! ปั๊กกี้.. ผมคิดว่าคุณคงจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ผมฟังได้อย่างครบถ้วนและถูกต้องที่สุด ไหนลองเล่ามาให้ผมฟังทีสิ” เอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สาม เลือกให้เจ้าตูบเป็นผู้เล่าเรื่องราววุ่นวายทั้งหมด          ซึ่งเจ้าปั๊กกี้ก็ได้เล่าเรื่องราวให้คุณเวิร์ดฟังอย่างครบถ้วนถูกต้อง           หลังจากที่ฟังเจ้าหมาน้อยพูดจบ ชายมาดเนี้ยบก็ได้พยักหน้าแสดงให้เห็นถึงการรับรู้ ก่อนจะเอ่ยถามผู้ที่อยู่ภายในเหตุการณ์นั้นทุกคน “เมื่อเป็นเช่นนั้นผมขอถามทุกคน ณ ที่นี้ว่า สิ่งที่ปั๊กกี้พูดมาทั้งหมดเป็นความจริงหรือไม่?”          ฉับพลันที่สิ้นสุดคำถามก็มีเสียงสองเสียงเกิดดังขึ้นพร้อมกัน “จริง!!” // “ไม่จริง!!” โดยในวงประชุมนั้นมีเพียงดันทัวร์คนเดียวที่ตอบว่าไม่จริง ในขณะที่คู่รักของเขากลับเงียบเฉยไปสักพัก ก่อนจะพูดอย่างอึก ๆ อัก ๆ ตามออกมาทีหลัง “ไม่จริง!”          “ในเมื่อมีเสียงแตก ผมจะให้โอกาสพวกคุณอีกหนึ่งครั้ง โดยขอเตือนไว้ก่อนเลยว่า ถ้าคนใดให้ข้อมูลเท็จ จะต้องถูกลงโทษเพิ่มเติมเข้าไปอีก เอาล่ะผมขอฟังคำตอบอีกหนึ่งรอบ!” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม เพิ่มลำดับของน้ำเสียงให้ดุดันมากยิ่งขึ้นอันแสดงถึงควมจริงจังมากขึ้นไปด้วย          แต่ทว่า.. เสียงก็ยังคงแตกออกเป็นสองเสียงเช่นเดิม          สุภาพบุรุษชุดทักซิโด้หันไปหาชายผู้ยืนยันเสียงแข็งในการปฏิเสธ “เอาล่ะคุณดันทัวร์ คุณลองเล่าเหตุการณ์ในมุมของคุณให้ผมฟังหน่อย” เขาเอ่ย          “ที่จริงแล้ว ผมก็แค่จะไปเล่นกับเจ้าปั๊กกี้ แต่กลุ่มของพวกเกษมก็เดินเข้ามาหาผมแล้วข่มขู่ผมให้เอาเจ้าหมาน้อยให้เขา เพราะเขาจะไปตามหาเจ้าของปั๊กกี้ที่เป็นออแกเนียนสายค้นหาเพื่อที่จะสร้างเป็นทีมนักค้นหาขึ้นมา และถ้าผมไม่ให้เจ้าปั้กกี้เขาจะทำร้ายผม ซึ่งผมก็ต้องไม่ยอมให้น้องหมาต้องไปอยู่ในมือพวกคนชั่ว.. เขาจึงเริ่มจู่โจมโดยคุณนินจาคนนั้น ผมเลยต้องป้องกันตัว แต่คราวนี้พวกเกษมสู้พลังของผมไม่ได้จึงวางแผนจะใส่ร้ายผมโดยใช้ให้ซีรินญ่า ทำให้ผมหลับ ก่อนจะพามาแสร้งทำเป็นฟ้องคุณเวิร์ดว่าผมทำร้ายพวกเขา ทั้ง ๆ ที่พวกเขานั่นแหละเป็นคนเริ่มการทะเลาะวิวาทก่อน ตามกฎของคุณเวิร์ดผมต้องเป็นฝ่ายถูกนะครับ!” ดันทัวร์เล่าด้วยน้ำเสียง และหน้าตาที่น่าสงสารอย่างน่าหมั่นไส้          หลังจากการแก้ตัวจบลง โจเซฟที่ปกติจะเป็นคนคอยห้ามอลันไม่ให้หัวร้อนกลับตะโกนด่าทอดันทัวร์ด้วยคำหยาบไปชุดใหญ่เพราะความโกรธ          “เอาล่ะ ๆ หยุดก่อนคุณโจเซฟ ผมจะเป็นคนตัดสินเรื่องนี้เอง” เอ็ดเวิร์ดพูดปรามอย่างสุขุม          “ด้วยพลังแห่ง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ ฝ่ายที่พูดโกหกลอยขึ้น” เดอะคอนโทรลเลอร์แก้ปัญหาโดยการเอ่ยวาจาสิทธิ์ของเขาอีกครั้ง          หลังจากร่ายมนต์จบก็มีแสงสีน้ำเงินค่อย ๆ ยกตัวของดิเอ็มเพอร์เรอร์ให้ลอยขึ้น เอ็ดเวิร์ดจึงรู้ทันทีว่าเจ้าแวมไพร์โฉดคือฝ่ายที่โกหก ทำให้ฝั่งของพวกเกษมสะใจเป็นอย่างมาก          “เอาล่ะคุณดันทัวร์.. คราวนี้คุณก็จำนนต่อหลักฐานแล้วสินะครับ บทลงโทษสำหรับการทะเลาะวิวาทของคุณก็คือ คุณต้องงดใช้อวัยวะพิเศษของคุณหนึ่งเดือน ส่วนบทลงโทษสำหรับการที่คุณแต่งเรื่องโกหกผมก็คือ คุณจะต้องถูกกักบริเวณ โดยเมื่อคุณเรียนเสร็จจะถูกพลังของผมส่งกลับห้องทันที โดยไม่มีสิทธิ์ออกไปไหนทั้งสิ้นเป็นเวลาหนึ่งเดือนเช่นกัน” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม อธิบายบทลงโทษของดันทัวร์ในความผิดที่เขาก่อให้ฟัง          แต่เมื่อดันทัวร์ได้ยินดังนั้น สมองอันชั่วช้าของเขาก็นึกอะไรขึ้นได้ในทันที          “นี่! คุณเวิร์ด ที่จริงผมน่ะ ไม่ได้อยากทำอะไรแบบนี้เลย แต่ที่ผมทำไปเพราะผมโดนบงการ แล้วไอ้คนที่บงการผมก็คือเธอ!!” ชายผิวซีดพูดพลางชี้ไปที่คู่รักของเขา และขยิบตาส่งสัญญาณให้หล่อนรับผิดแทน          สิ่งที่ดันทัวร์ทำ ทำให้พวกเกษมไม่พอใจอย่างมากแต่ก็ต้องรอคำตัดสินของคุณเวิร์ดต่อไป..          “คุณ ชาชาเดียร์ ไฮรานอฟ (Zhachadear Hairanov) จะยอมรับคำที่ ดันทัวร์ เทเปส กล่าวหาคุณหรือไม่?” ผู้คุมกฎชำเลืองตาไปยังสาวผมบลอนด์ก่อนเอ่ยถามขึ้น          สีหน้าและแววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ระระรับค่ะ..” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ          “ในเมื่อคุณไม่ปฏิเสธ ผมก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริง.. ด้วยพลังแห่ง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ คุณชาชาเดียร์ ไฮรานอฟ ไม่สามารถใช้งานพลังของอวัยวะพิเศษได้ และจะต้องถูกกักบริเวณเป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยเมื่อคุณเรียนเสร็จจะถูกพลังของผมส่งกลับห้องทันที และไม่มีสิทธิ์ออกไปไหน” เดอะคอนโทรลเลอร์ร่ายคำกล่าว          และเมื่อเหตุการณ์กลับตาลปัตรเป็นเช่นนี้ ก็ไม่แปลกเลยที่ฝ่ายเกษมจะรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ส่วนคนที่ดูจะเดือดดาลกับเรื่องนี้มากที่สุดก็น่าจะเป็นโจเซฟ “เฮ้!! คุณเวิร์ด คุณก็รู้หนิว่าไอ้ดันทัวร์มันโกหก!! ผมไม่ยอมนะครับ!!” หนุ่มเดรดล็อคออกอาการอย่างชัดเจนจนเพื่อน ๆ ต้องช่วยกันปราม          “ในแต่ละกรณี จะมีแค่เพียงโจทก์และจำเลย เมื่อจำเลยยอมรับว่าทำผิดจริงแล้วคดีก็จบ แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้แล้ว” ทายาทตระกูลสปีชเบือนหน้าหนีพลางพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ก่อนจะเดินจากไป          นั่นยิ่งทำให้อารมณ์ของโจเซฟเดือดดาลมากยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในคราวนี้เขาหันไปหาดันทัวร์ที่กำลังยืนหน้าระรื่นไม่รู้สึกรู้สาอะไร “แก ไอ้เลว!! เอาคนรักของตัวเองมารับผิดแทน!! ไอ้ชั่ว!” ซีเชโญ่ผู้พี่ด่าทอด้วยความโกรธสุดขีด          เมื่อได้ยินดังนั้น.. ดันทัวร์ก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปกระซิบข้างหูโจเซฟอย่างแผ่วเบา “แกรู้ได้ยังไงว่านั่นคือคนรักของฉัน มันเป็นแค่ทาส.. มีค่าเท่านั้นแหละ..” ก่อนที่มันจะถอยร่นกลับไปและหัวเราะออกมาไม่ต่างอะไรกับคนที่เป็นโรคทางจิตเวช          ตอนนี้เพดานความเดือดของโจเซฟทะลุจุดที่จะควบคุมตัวเองไปได้แล้ว! “หนอย! ทนไม่ไหวแล้วโว้ย!!” หนุ่มเดรดล็อคตะโกนลั่นพลันจะพุ่งเข้าไปทำร้ายดันทัวร์ให้จงได้!          แต่ยังดีมีเพื่อน ๆ ที่คอยรั้งไว้ได้ทัน “เฮ้ย!! โจเซฟ มีสติหน่อย เดี๋ยวก็โดนลงโทษเหมือนอลันหรอก” เกษมพูดเรียกสติพร้อมรั้งตัวเดอะเลกออฟมิราเคิลผู้พี่เอาไว้          ทางฝั่งดันทัวร์ก็ได้มองมายังชายผู้อารมณ์กำลังทะลุจุดเดือดด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ ซึ่งเป็นภาพที่ยียวนชวนให้หมั่นไส้เป็นอย่างมาก          “เลิกทะเลาะกันได้แล้ว!” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม ที่ทนไม่ไหวกับเสียงโหวกเหวกที่เกิดขึ้น จึงทำให้เขาเดินกลับมาตรวจดูความเรียบร้อย          “นี่มันก็ดึกมากแล้ว! เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกคุณทุกคนต้องตื่นมาเรียนตอนเช้าอีก กลับไปพักผ่อนซะ! เดี๋ยวผมจะใช้พลังส่งพวกคุณกลับหอเอง.. ด้วยพลังแห่ง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ขอบันดาลให้ นักศึกษาทุกคนที่อยู่ในตึกผู้อำนวยการนี้ รวมถึงปั๊กกี้จงกลับไปที่หอพักของตัวเอง” ชายชุดทักซิโด้ร่ายวาจาสิทธิ์          จากนั้นทุกคนที่อยู่ในตึกผู้อำนวยการ ก็ถูกประกายแสงสีน้ำเงินพาวาร์ปมาอยู่ที่กึ่งกลางระหว่างหอพักหญิงและหอพักชายในทันที          ความหัวเสียของโจเซฟยังคงพุ่งพล่านไม่เลิก “ไอ้คุณเวิร์ดมันต้องกลัวอิทธิพลของตระกูลเทเปส จนไม่กล้าแตะต้องไอ้ดันทัวร์บ้านั่นแน่ ๆ ” เขาบ่นอุบ          ก่อนที่ต่างคนจะต่างแยกย้ายกันกลับห้องพักของตัวเอง แต่.. ก็มีอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่รู้ว่าพักอยู่ไหน          “เฮ้เจ้าปั๊กกี้!! เจ้าของนายพักอยู่ห้องไหนน่ะ??” เกษมก้มหน้าลงไปถามน้องหมาหน้าย่นที่เขากำลังอุ้มอยู่          แต่เจ้าหมาน้อยก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย “คร่อกกกก ฟี๊~ zZZ” มันกำลังหลับปุ๋ยแถมยังกรนใส่หนุ่มแว่นอีกต่างหาก           ใบหน้าของเกษมเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสุดประหลาด “เจ้าหมาเด๋อเอ้ยย.. หลับไปซะแล้ว ฮ่า ๆ  ๆ  งั้นคืนนี้ก็ไปนอนห้องเราเลยแล้วกัน ฮิฮิ” เขาไม่พลาดที่จะฉวยโอกาสทอง โดยการเอาเจ้าย่นน้อยสุดน่ารักมานอนเป็นเพื่อนซะเลย (เสร็จโจร อิอิ)          เมื่อกลับถึงห้องชายผู้มีตาสองสีก็อาบน้ำก่อนจะเข้านอนตามปกติ แต่เพียงเขาเอนหลังลงนอนได้ไม่ทันไร.. ปั้ง ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ !!!!!!! ก็มีคนมารัวเคาะประตูห้องของเกษม และตะโกนส่งเสียงดังโวยวาย “เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะโว้ย!!!”          และด้วยความโหวกเหวกนั้นก็ทำเอาหนุ่มหน้าเนิร์ดสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาอย่างงง ๆ  พลันคว้าแว่นมาใส่ด้วยความเคยชินและรีบวิ่งกุลีกุจอไปเปิดประตูด้วยความตกใจ “โอโฮ.. ผมนี่อึ่งไปเลยย” เกษมยืนตาค้างก่อนหลุดพูดประโยคประจำตัวออกมาอีกครั้งหลังจากพบเห็นสิ่งที่อยู่หน้าประตูห้องของเขา “..เมื่อมีดี ย่อมมีชั่ว มากลั้วเกลือกแต่จงเลือก ร่ำเรียน เพียรฝึกฝนอย่าดูถูก ความสามารถ พิเศษตน  อย่าปล่อยคน เลวจัญไร ให้ลอยนวล..”