เซิ่งมู่ยืนประจันหน้ากับชายชราผมขาวในชุดบัณฑิตกลางลานดินหน้าบ้าน อีกฝ่ายค่อยๆ พับแขนเสื้อขึ้นอย่างใจเย็นพลางเอ่ยขึ้นว่า
"วันนี้เป็วันสุดท้ายที่ข้าจะปูพื้นฐาน ขอบเขตที่สามแห่งวิถียุทธ์ ให้เ้า แม้เ้าจะก้าวเข้าสู่ ขอบเขตหลอมเส้นเอ็น แล้วก็ตาม แต่หากออกไปสู้กับผู้อื่นตอนนี้คงมีแต่ต้องถูกตีกลับมา สิ่งที่ข้าพร่ำสอนมาตลอดไม่ใช่เพียงเพื่อให้เ้าสู้กับคนระดับเดียวกันได้ แต่เพื่อให้เ้าเอาชนะได้แม้ต้องเผชิญหน้ากับผู้มีตบะถึงขอบเขตที่สี่!"
เซิ่งมู่ที่เปลือยท่อนบนโชว์มัดกล้ามเนื้อจากการฝึกมาอย่างยาวนานตอบกลับ
"ท่านปู่ หากท่านไม่อยากให้ข้าใส่ผ้าเลอะเืให้คนในเมืองพรุ่งนี้ขำเล่นๆ ก็ช่วยเพลาๆ มือลงหน่อยเถิด"
เย่น่าหลันจึงแสยะยิ้มมุมปาก "หากเ้ารับมือไหว แม้แต่ฝุ่นสักเม็ดก็อย่าหวังจะเกาะชายกางเกงเ้าได้!" สิ้นคำ ชายชราแนบแขนขวากำหมัดหลวมๆ ไว้ข้างเอว ยกแขนซ้ายขึ้นตั้งท่าเบื้องหน้า "รับมือ!"
สิ้นเสียงพูดร่างของเย่น่าหลันพุ่งทะยานเข้ามาดุจเงาวาบหากเป็ยามปกติเซิ่งมู่คงมิอาจมองตามทันและถูกซัดกระเด็นไปแล้ว แต่ด้วยการเคี่ยวกรำอย่างดุดันตลอดหลายปีของเย่น่าหลัน ทำให้พื้นฐานของเซิ่งมู่ถูกปูมาอย่างดี
เมื่อเซิ่งมู่เห็นหมัดพุ่งเข้ามายังหน้าของตน จึงใช้หลังมือเบี่ยงวิถีการโจมตีออกด้านข้าง พร้อมกระแทกศอกขวาเข้าใส่ชายโครงทันที ทว่าตาแก่เย่กลับใช้มือขวาปัดป้องไว้ได้เสียก่อน
เซิ่งมู่จะใช้ฝ่าเท้าถีบไปที่ตาแก่เพื่อรักษาระยะห่าง ในใจพลางทบทวนคำสอน ยามนี้เย่น่าหลันสะกดขอบเขตพลังไว้ที่ขั้นสี่ ตาแก่เคยบอกว่าเมื่อขอบเขตสู้คนอื่นเขาไม่ได้ ให้ใช้เหลี่ยมเข้าสู้ เขาจะคอยสอนเคล็ดวิชายุทธที่หลากหลายให้เซิ่งมู่อยู่เสมอ ั้แ่กระบวนท่าชั้นต่ำไปจนถึงขั้นสูง แต่กลับไม่เคยอนุญาตให้เซิ่งมู่นำมันมาใช้ตรงๆ ในการต่อสู้เลย
เหตุผลเป็เพราะเย่น่าหลัน้าให้เซิ่งมู่เรียนรู้เคล็ดวิชาเ่าั้ เพื่อพัฒนาเคล็ดวิชาที่เหมาะกับเขาขึ้นมาเอง แทนที่จะใช้เคล็ดวิชาที่มีในตำราตรงๆ
หลังเซิ่งมู่ถีบตนเองหนีมาจากตาแก่เย่ได้แล้ว เย่น่าหลันเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ครานี้เขาตั้งท่าหมัดที่ดูดุดันและดูทรงพลัง เรียกว่ากระบวนท่า "พยัคฆ์ขย้ำหงส์เพลิง" ซึ่งเป็ยอดวิชาที่ใช้ฝึกสอนทหารองครักษ์ในราชวงศ์ โดยปกติแล้วหากคู่ต่อสู้ใช้กระบวนท่าพยัคฆ์ขย้ำหงส์เพลิงที่มีการโจมตีที่ดุดันและหนักหน่วงเช่นนี้ ผู้รับมือต้องใช้ความอ่อนสยบแข็ง หรือใช้วิชาที่ต่อเนื่องเน้นการปัดป้อง
เย่น่าหลันพุ่งเข้ามาพร้อมหมัดพยัคฆ์ที่แฝงพลังกดดัน เซิ่งมู่จึงตัดสินตั้งท่าป้องกัน "กระเรียนขาวท่องนภา" ซึ่งเป็ท่าแก้ทางวิชาหมัดที่ดุดันเช่นนี้โดยเฉพาะ เน้นการยืมแรงย้อนคืนกลับไป
ทว่าในจังหวะที่หมัดกำลังจะปะทะ เซิ่งมู่กลับเปลี่ยนกระบวนท่ากะทันหัน จากฝ่ามืออ่อนช้อยกลายเป็หมัดขวาอันดุดันกระแทกอย่างแรงไปยังหมัดที่กำลังส่งออกมาของเย่น่าหลันตรงๆ!
ปัง!
ขณะที่หมัดของเย่น่าหลันชะงักงันอยู่นั้น เซิ่งมู่จึงใช้สันหมัดซ้ายฟาดเข้าใส่จุดเดิมซ้ำอีกครา จนเย่น่าหลันต้องถีบเท้าถอยออกไปตั้งหลัก
"เ้าคิดอะไรอยู่ถึงใช้แรงปะทะแรง ทั้งที่รู้ว่าขอบเขตของข้านั้นสูงกว่าเ้า" เย่น่าหลันนวดข้อมือพลางถามด้วยความฉงน
เซิ่งมู่สะบัดข้อมือไล่ความเ็ปพลางยิ้มตอบ "ตำราสอนว่าเมื่อเจอแรงให้ใช้อ่อนต้าน แต่ข้ากลับคิดว่านั่นเป็เพียงการตั้งรับ มิใช่การทำลายกระบวนท่า หลายวันที่ผ่านมานี้ข้าจึงพร่ำคิดเสมอ หากข้าใช้แรงที่มากกว่าเพียงเล็กน้อยกระแทกสวนกลับไปในจังหวะที่พอเหมาะ นั่นมิใช่การทำลายแรงส่งของหมัดนั้นไปเลยหรือ? สิ่งที่ข้าทำลงไปแทนที่จะเบี่ยงหมัดของท่านออกไป แล้วโจมตีด้วยแรงอันน้อยนิด มิสู้โจมตีไปยังจุดๆ เดียว เพื่อทำลายการออกหมัดครั้งต่อไปเลย... ไม่ดีกว่าหรือ?"
เย่น่าหลันพยักหน้าช้าๆ "แล้วเ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าหมัดของข้าจะไม่ทำลายหมัดเ้าก่อน?"
เซิ่งมู่จึงตั้งท่ากระเรียนขาวท่องนภาอีกครั้ง "นี่คือจุดอ่อนของผู้มีประสบการณ์อย่างไรเล่า กระบวนท่ากระเรียนขาวท่องนภาโดดเด่นด้านการใช้อ่อนสยบแข็ง เมื่อท่านเห็นข้าตั้งท่านี้ หมัดของท่านย่อมมีการผ่อนแรงเตรียมรับการย้อนพลัง เมื่อนั้นหากข้าปล่อยหมัดสุดแรงของขอบเขตสามเข้าไปปะทะ ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะ นับประสาอะไรกับที่ข้าใช้ออกไปถึงสองหมัด"
เย่น่าหลันลูบเคราของตนก่อนจะะเิเสียงหัวเราะออกมา "ดี! เ้าเข้าใกล้กับคำว่ากระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดคือไร้กระบวนท่าไปอีกก้าวแล้ว"
เซิ่งมู่จึงเกาหัวอย่างทำอะไรไม่ถูก "มาต่อเถอะ"
เย่น่าหลันจึงกระทืบเท้าตั้งท่าเตรียมออกหมัดอีกครั้ง "มา! วันนี้ข้าอยากรู้นักว่าเ้าจะทำให้ข้าประหลาดใจได้อีกกี่ครั้ง!"
...
เซิ่งมู่ที่รู้สึกเ็ปไปทั้งตัวได้ทิ้งกายลงนอนบนเตียงในห้องของตน
วันนี้เป็วันที่เซิ่งมู่ใช้เวลาฝึกหมัดกับตาแก่มากที่สุด แต่กลับเป็วันที่เซิ่งมู่รู้สึกทรมานน้อยที่สุดเช่นกัน หลังจากถูกเย่น่าหลันถ่ายทอดกระบวนท่าทั้งหลายใส่ตนเองซ้ำๆ เป็เวลาสิบปี ทำให้เซิ่งมู่คุ้นเคยกับกระบวนท่าหมัดของผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่แล้ว ทำให้วันนี้ถึงเย่น่าหลันจะใช้ขอบเขตที่สี่มาป้อนหมัด เซิ่งมู่ก็ไม่รู้สึกลำบากเกินไปนัก
ขณะที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียง เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง มองกระดานหมากล้อมที่ตนพึ่งทำขึ้นใหม่ พลางนึกถึงผู้คนที่มาจากสำนักวสันต์เขียว แม่นางชุดเขียวที่ร่าเริงอยู่เสมอ บุรุษหน้าตาดีที่หากไม่พูดอะไรก็ดูเคร่งขรึม แต่เมื่อเปิดปากกลับพูดไม่หยุดดั่งนกกระจิบยามเช้า และผู้าุโชุดขาวที่ดูไม่เหมือนผู้าุโคนนั้น…
เซิ่งมู่หันไปมองนาฬิกาน้ำ ก่อนจะลุกมาเก็บชุดหมากล้อมที่เล่นค้างไว้ ตำราปรัชญาหลักการและข้าวของเครื่องใช้ลงหีบเก็บของ
หลังจัดการเรียบร้อยเซิ่งมู่ก็ลากเก้าอี้ไม้ไผ่มาลานดินหน้าบ้าน นั่งมองเรือนของตน เรือนเก็บของ เรือนของเย่น่าหลัน มองดวงจันทร์ที่แขวนบนฟ้า จดจำบรรยากาศในบ้านหลังเล็กที่ตนอยู่อาศัยมาสิบหกปี
ขณะเดียวกันเซิ่งมู่ก็ได้ยินเสียงคนก้าวเดินมาข้างหลัง เมื่อหันไปจึงพบเย่น่าหลันลากเก้าอี้ไม้ไผ่ที่เขาชอบนั่งมานั่งข้างเซิ่งมู่
“รู้สึกอาวรณ์รึ?” ตาแก่ถาม
“อืม…” เซิ่งมู่พยักหน้าตอบ
“เสียใจหรือไม่?” ตาแก่เปิดปากถามอีกครา
เซิ่งมู่ส่ายหน้า
“ตื่นเต้นมากกว่า แค่ข้าคิดว่าในอนาคตคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่นี่ไม่น้อย”
เย่น่าหลันยกพัดขึ้นมาพัดเอาลมเข้าตัว ก่อนจะเปิดปากเอ่ย
“หลังเ้าออกจากเมืองเล็ก ข้าก็คงไม่รั้งอยู่ต่อแล้ว… เมื่อเ้าไม่อยู่ข้าคงเดินทางกลับแคว้นเสวี่ย กลับเมืองม่อเซียง ไปรับใช้ตระกูลมู่ดังเดิม”
เซิ่งมู่ได้ยินก็พยักหน้า สายตาใสกระจ่างยังคงจดจ้องดวงจันทร์บนฟากฟ้า
“พรุ่งนี้เช้าเ้าต้องไปเอาเอกสารเดินทางผ่านด่านที่จวนที่ว่าการ คืนที่สองจึงจะออกเดินทางั้แ่ยามห้าใช่หรือไม่?”
“อืม” เซิ่งมู่พยักหน้าอีกครา
“พรุ่งนี้เช้าข้ามีของให้เ้า… เข้านอนเถอะ พรุ่งนี้เ้ามีเื่ต้องทำอีกมาก”
เซิ่งมู่จึงลุกขึ้นมายืนเบื้องหน้าเย่น่าหลัน ก่อนจะก้มกายคารวะ
“ขอบคุณท่านปู่เย่น่าหลันที่สั่งสอนและดูแลข้ามาตลอดสิบหกปี”
เย่น่าหลันโบกปัดอย่างรำคาญ “อย่ามาทำท่าทางเช่นนี้ ผู้ชายสองคนร้องไห้ให้กัน ข้าคิดแล้วจะอาเจียน”
เซิ่งมู่จึงหัวเราะเบาๆ ก่อนเดินเข้าห้อง
ขณะกำลังจะปิดประตูห้องเซิ่งมู่จึงหันไปมองภาพชายชราหัวขาวโพลนที่สวมชุดบัณฑิตสีเดียวกัน นั่งอยู่บนเก้าอี้เอนหลังไม้ไผ่ ในมือถัดพัดพับไม้ไผ่สีเขียวหยก ใบหน้ามีริ้วความอ่อนชราตามวัย แต่กลับเต็มไปด้วยความดุดัน เซิ่งมู่พยายามจดจำภาพบุรุษที่ดูแลตัวเองมาสิบหกปีเบื้องหน้าตนให้มากที่สุดก่อนจะปิดประตูห้องของตนลง
…
ยามห้า เซิ่งมู่ลุกขึ้นออกจากเตียง ลุกไปหยิบถุงผ้าที่แขวนไว้ ขณะที่เขากำลังจะออกจากประตูบ้านไปทำสวนตามปกติ เซิ่งมู่พลันนึกได้ว่าวันนี้คือวันที่เขาต้องไปทำเอกสารสำหรับใช้ข้ามด่านไปยังเมืองอวิ๋นสุ่ย อีกทั้ง่เย็นต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงคืนสุดท้ายในเมืองเล็กที่ิเจ๋อจัดอีกด้วย
เซิ่งมู่จึงหันไปแบกหีบไม้เก็บของที่ตนสร้างไว้ขึ้นมาบนหลัง ไหล่ซ้ายก็สะพายถุงผ้า เมื่อเปิดประตูห้องออก เท้าของเซิ่งมู่กลับไปชนกับของบางอย่าง
เมื่อก้มไปมองเซิ่งมู่จึงเห็นกองตำราวิถียุทธ พัดพับไม้ไผ่สีเขียวหยกและจดหมายเล่มหนึ่ง เห็นเช่นนั้นเซิ่งมู่จึงรู้สึกร้อนรนใจ รีบพุ่งเข้าไปเปิดประตูห้องที่ตาแก่เย่อยู่ ก่อนจะพบว่าห้องทั้งห้องได้ถูกถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้าน เหลือเพียงเก้าอี้ไม้ไผ่สีซีด แท่นฝนหมึกและกองตำราหลักการปรัชญา ที่บ่งบอกว่าเคยมีคนอาศัยอยู่ในห้องนี้
ณ ตอนนั้นเซิ่งมู่จึงรู้ว่าตาแก่เย่น่าหลันได้เดินทางจากตนไปแล้ว เซิ่งมู่จึงปาดคราบน้ำตาที่ขอบตา ตัดสินใจตรวจสอบของที่ตาแก่เย่ทิ้งไว้ให้ตน ก่อนจะก้มหยิบจดหมายซองนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน
มู่เอ๋อร์ ข้าจำต้องลาจากเช่นนี้เพื่อให้เ้าเติบโตได้ด้วยตนเอง อะไรที่ควรสอนข้าก็สอนหมดแล้ว เื่ที่เ้าควรรู้ก็รู้หมดแล้ว ความจริงข้ามีหลายสิ่งที่อยากสอนกับเ้านัก เพียงแต่เื่บางสิ่งเ้าต้องรู้ด้วยตนเอง จิตใจมนุษย์ลึกดั่งแม่น้ำ ช่างยากแท้หยั่งถึง เ้าออกท่องยุทธภพจงระวังความคิดผู้อื่นให้ดี สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่่ตบะสูงต่ำ แต่คือจิตใจอันชั่วร้ายที่อยู่หลังใบหน้าที่เป็มิตร ข้าทิ้งตำราวิถียุทธอย่างอื่นนอกจากหมัดให้เ้าศึกษา ศึกษามันให้ดีและจงจำไว้จุดสูงสุดของวิถียุทธคือไร้วรยุทธ
– เย่น่าหลัน องครักษ์สามแห่งตระกูลมู่
เซิ่งมู่ที่อ่านจบเกือบห้ามหยดน้ำที่อยู่ในดวงตาไม่ได้ จึงหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่เป็ที่ตั้งของแคว้นเสวี่ยก่อนจะคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นแสดงเคารพสามครา
เมื่อลุกขึ้นมาจึงปัดฝุ่นที่อยู่บนตัวออก ก่อนจะบ่นพึมพำกับตน
“แล้วข้าจะเอากองตำราร้อยกว่าเล่มนี้ไปด้วยอย่างไร? หีบข้าไม่พอแน่ๆ”
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่ เขาก็เห็นว่ามีกระดาษเล็กๆ ใบหนึ่งถูกพัดไม้ไผ่ทับไว้ เซิ่งมู่จึงหยิบกระดาษแผ่นบางนั้นมาเปิดอ่าน
พัดไผ่หยกนี่เป็สมบัติระดับิญญา เมื่อใส่พลังปราณลงไปจะสามารถเก็บสิ่งของในระยะปราณของเ้าได้ หายากอย่างยิ่ง ห้ามทำหายเป็อันขาด!
เซิ่งมู่ที่อ่านจบจึงขมวดคิ้ว ก่อนนึกออกว่ามีหลายครั้งที่เซิ่งมู่รู้สึกสงสัยว่าตาแก่เย่อาศัยอะไร ทำไมในมือถึงมีเมล็ดแตงออกมาไม่หยุด? คิดได้ดังนั้นเซิ่งมู่จึงคาดเดาว่าสาเหตุคงเป็พัดพับเล่มนี้แน่ๆ
เซิ่งมู่หยิบพัดขึ้นมา ก่อนจะตั้งใจโคจรลมปราณบริสุทธิ์ในร่างกายผ่านฝ่ามือไปยังพัดพับ เมื่อลมปราณโคจรหมุนวนในพัดพับเล่มนี้ เซิ่งมู่จึงรู้สึกเหมือนมีแรงัับางอย่างส่งออกมา ทำให้เซิ่งมู่ััได้ถึงสิ่งที่อยู่ในพัดเล่มนี้ถึงแม้จะไม่เห็นภาพก็ตาม
ในพัดพับเย่น่าหลันได้ทิ้งสิ่งของไว้ให้เขาหลายอย่าง มีทั้งโอสถบำรุงร่างกาย อาหารแห้ง ผ้าไหมคุณภาพดีที่ยังไม่ได้ตัดและเกราะแขนหนังเผิงที่เซิ่งมู่คุ้นเคย
หลังปล่อยกระแสปราณลงพัดพับแล้ว เซิ่งมู่จึงพยายามปล่อยกระแสปราณให้ออกไปรอบตัวผ่านพัดพับ ในขณะที่ความคิดของเซิ่งมู่จนจ้องไปยังกองตำราที่อยู่เบื้องหน้าตน
ในพริบตากองตำรากว่าร้อยเล่มกลับหายไปในทันที เมื่อเซิ่งมู่ใช้พลังปราณลอบสังเกตุในพัดพับอีกรอบ จึงรู้สึกได้ว่าในนั้นมีตำราร้อยกว่าเล่มลอยเคว้งไปมาอยู่
เซิ่งมู่จึงตั้งสมาธิอีกครั้ง ครานี้เซิ่งมู่ตั้งใจเอาตำราเล่มหนึ่งในนั้นออกมา ชั่วพริบตาก็มีตำราเล่มหนึ่งหล่นลงมาเบื้องหน้าเซิ่งมู่
เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นจึงฉีกยิ้มกว้างก่อนจะลองโคจรลมปราณอีกหลายครั้งเพื่อทดสอบคุณสมบัติพัดพับไม้ไผ่ที่พึ่งได้มา
หลังทดสอบจนพอใจแล้ว เขาสะบัดพัดเบาๆ ข้าวของและกองตำรานับร้อยเล่มก็หายเข้าไปในพัดทันที ทำให้ตอนนี้ทั้งตัวเซิ่งมู่จึงดูเหมือนบัณฑิตยากจนหนุ่มคนหนึ่งที่เหน็บพัดพับไม้ไผ่สีหยกไว้ที่เอว
เมื่อก้าวพ้นออกมาทางประตูบ้าน เซิ่งมู่หันกลับไปมองภาพบ้านที่อยู่เบื้องหน้าตนอีกครั้ง พยายามจดจำให้มากที่สุด ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปยังเมืองเล็ก