สองพี่น้องร่วมสาบานที่เคยมีความเห็นสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกันมาตลอดวันนี้กลับมีความเห็นไม่ตรงกันเป็ครั้งแรก
“พี่จะบ้าเหรอ!” แนชฟาดเอกสารทั้งปึกในมือลงบนโต๊ะจนเป็กระแทก “ให้ผมไปเล่นซีรีส์วายเนี่ยนะ?”
ไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่หลินจะมีความคิดแบบนี้รู้ทั้งรู้ว่าเขามีปัญหากับคุณพ่อด้วยเื่อะไร ก็ยังจะขยี้ตอกย้ำเข้าไปอีก
“มันเป็งานนะแนชงานก็คืองาน อีกอย่างมันเป็ละคร เป็บทบาทสมมุติไม่ใช่ตัวเราจริงๆ เสียหน่อย”เจ๊หลินพยายามอธิบาย... ใช่ว่าไม่เข้าใจหัวอกคนเป็น้อง แต่มันก็เพื่ออนาคตเพื่อชื่อเสียงตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเลือกรับงานได้เมื่อไรกันผู้ใหญ่เขาเมตตามอบโอกาสให้ก็ควรคว้าไว้ก่อน
แนชกุมขมับเคร่งเครียดคิดทุกทางจนปวดหัวไปหมด
“ผมไม่เคยมีผลงานการแสดงมาก่อนคงเล่นไม่ได้หรอกพี่ เผลอๆ จะทำให้พวกเขาสิ้นเปลืองเวลากับเด็กอ่อนหัดอย่างผมด้วย”
“พี่ได้ข่าวมาว่าเื่นี้ดารามือใหม่เกือบทั้งหมดรับรองไม่มีใครเก่งไปกว่าใครนักหรอก ล้วนต้องฝึกฝนกันทั้งนั้น”เจ๊หลินหาเหตุผลมาพูดหว่านล้อม ยิ่งเห็นอีกฝ่ายนิ่งฟังเงียบๆบ่งบอกว่าเริ่มมีสัญญาณที่ดีบ้างแล้ว
“เนื้อเื่เป็ไงพี่พอรู้คร่าวๆ ไหม” แนชหยิบเอกสารที่เพิ่งทิ้งไปขึ้นมาเปิดผ่านๆอย่างไม่เต็มใจนัก ก็รู้แหละว่าหวังดีแต่ถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่พวกนี้
คำถามของแนชทำให้เจ๊หลินใจชื้นขึ้นมาหน่อยแม้จะเล่าเนื้อเื่ของซีรีส์ให้ฟังคร่าวๆแต่ก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะบอกว่าอีกฝ่ายได้รับการทาบทามให้ไปเล่นบทไหน
[สัญญาร้ายสั่งให้รัก : เป็นิยายเื่หนึ่งที่โด่งดังในโซเชียลมีเดียจนถูกนำมาสร้างในรูปแบบซีรีส์เป็เื่ราวในยุคอนาคตที่มนุษยชนให้การยอมรับรสนิยมทางเพศที่หลากหลายมากขึ้นความรักระหว่างเพศเดียวกันและการวิวาห์ถือเป็เื่ปกติ ซีรีส์เื่นี้เป็เื่ราวความรักระหว่างชายหนุ่มสองคนที่มีความเหมาะสมลงตัวกันทุกอย่างั้แ่หน้าตาไปจนถึงฐานะเพราะผู้ใหญ่หมั้นหมายสัญญากันไว้ั้แ่อยู่ในท้องทำให้ทั้งคู่ต้องมาแต่งงานกันทั้งที่ไม่ได้รักกัน...]
“ผมได้เล่นเป็ตัวประกอบใช่ไหม?”แนชโพล่งขึ้นมาขณะที่ยังฟังเื่ย่อไม่ทันจบ...ถ้าแค่ตัวประกอบไม่ต้องรู้เนื้อเื่เยอะขนาดนั้นก็ได้มั้งเจ๊ ี้เีฟัง
“...ไม่ใช่”เจ๊หลินชะงัก
“งั้นดีหน่อยก็คงเป็... เพื่อนพระเอกสินะ” แนชยังเดาสุ่มส่งเดช
“เอ่อมะ ไม่ใช่จ้ะ” เจ๊หลินเริ่มเลิ่กลั่ก
“...?”อย่าบอกนะ “บทคุณพ่อ” แนชขมวดคิ้ว
“เห้ยบ้าเหรอ ไม่ใช่ๆ”
“เอ้าแล้วตกลงผมต้องไปแคสบทไหน” ทั้งไม่มีชื่อเสียง ทั้งมือใหม่ จะรับบทอะไรได้อีก
“เอ่อเอิ่ม คือ...” เจ๊หลินกระอักกระอ่วนเล็กน้อยแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนแล้วตอบตามตรงแบบชัดถ้อยชัดคำ “บท ‘นายเอก’ จ้ะ”
“ห๊า!? ผมเนี่ยนะ นายเอก” แนชใแทบสิ้นสติ
“ชะใช่ ใช่จ้ะน้องรัก”
“พอ!เลิกๆ เลิกคิดไปได้เลย” แนชคว้าเอกสารทุกอย่างยัดใส่มืออีกฝ่ายปานว่าเป็ของร้อน“ไม่เอา! ไม่เอาเด็ดขาด เราเลิกพูดเื่นี้กันไปได้เลย”
“โธ่แนช ใจเย็นๆ สิ ฟังพี่ก่อนนะ” ผู้จัดการหนุ่มหัวใจสาวพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
“ผมไม่อยากฟัง”แนชตวัดเสียงขุ่น “พี่ก็รู้ว่าผมมีปัญหากับคุณพ่อเื่อะไรแล้วนี่ถ้าเกิดผมไปแสดงบทแบบนั้นอีกคราวนี้คุณพ่อต้องเชื่อว่าผมเป็อย่างที่ท่านคิดแน่นอน”
ที่ผ่านมาเขาปฏิเสธเื่นี้มาโดยตลอดทั้งยอมมั่วเกลือกกลั้วเื่ผู้หญิงก็ยังดีกว่ามีข่าวแบบนั้นกับผู้ชาย
ทั้งคู่ต่างเงียบกันไปพักใหญ่ในที่สุดคนเป็พี่ก็ยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง
“งั้นเอาอย่างนี้นะแนชพี่รับปากผู้ใหญ่เอาไว้แล้ว ยังไงเธอก็ไปแคสติ้งให้พี่หน่อยเถอะ จะผ่านหรือไม่ผ่านก็เป็อีกเื่หนึ่งแล้วค่อยมาคิดกัน”
แนชมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ...จริงสิ งานแสดงยังไงต้องมีการแคสติ้งก่อนอยู่แล้ว ถ้าไม่ผ่านก็อาจไม่ได้ร่วมงานในซีรีส์เื่นี้เลยหรือไม่ก็อาจจะได้รับบทอื่นไปก็ได้
“ครับ”แนชรับปากน้ำเสียงอ่อนลง “ผมขอโทษนะที่โมโหใส่พี่เมื่อกี้”
“ไม่เป็ไรพี่เข้าใจ” เจ๊หลินเดินเข้าไปลูบหลังปลอบโยน “แต่ไม่ว่าแนชจะตัดสินใจยังไงอย่าลืมว่ายังมีพี่คนนี้อยู่ข้างๆ น้องเสมอนะ”
คำพูดของพี่ชายร่วมสาบานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานทำให้แนชไตร่ตรองและรู้สึกผิดที่ตัวเองมองข้ามความพยายามของอีกฝ่ายที่ทำเพื่อเขาตลอดมาแค่หางานมาให้ก็ยากมากอยู่แล้วแถมส่วนแบ่งยังแทบไม่เหลือให้ด้วยซ้ำ เขายังจะมางี่เง่าเลือกงานอีกมัวไปแคร์อะไรกับคำพูดใส่ร้ายของคนพวกนั้นกัน
“ขอบคุณครับผมจะเข้มแข็งให้มากกว่านี้”
แนชสูดลมหายใจลึกเรียกความมั่นใจแล้วสบตาผู้ที่ยืนเคียงข้างด้วยความซาบซึ้ง... ไม่ว่าคุณพ่อจะมองเขาเป็ตัวอะไรก็ตามสักวันหนึ่งเขาจะทำให้คุณพ่อยอมรับในความสามารถของเขาให้ได้
ยังมีเื่สำคัญอีกเื่ที่พวกเขาต้องเตรียมรับมือ
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาแนชยุ่งอยู่กับงานของโรงแรมจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ ทั้งประชุมทั้งวางแผนปรับปรุงห้องพัก และรับสมัครพนักงานเพิ่ม เพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับบุคคลสำคัญที่จะเดินทางมาถึงในวันนี้
“เดี๋ยวพวกพี่จะลงไปข้างล่างแล้ว แนชมีอะไรเพิ่มเติมอีกไหม”
เจ๊หลินถามย้ำตอนนี้พวกเขาสามคนรวมทั้งผู้จัดการาุโได้มาปรึกษากันเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเผชิญงานใหญ่
“เื่การสื่อสารพนักงานต้อนรับของเราพร้อมแล้วใช่ไหมครับ”แนชถามคุณอนันต์อีกครั้งเพื่อความแน่ใจแม้คุณกวินจะเป็ลูกครึ่งแต่ก็น่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็หลัก
“พร้อมครับคุณแนชไม่ต้องเป็ห่าง ผมจะคอยช่วยดูอีกแรง”
“ขอบคุณมากครับ”
“พี่ว่าแนชไปพักผ่อนสักหน่อยเถอะกินยาลดไข้ด้วยก็ดี” เจ๊หลินบอกด้วยความเป็ห่วง หลายวันมานี้น้องดูอาการไม่ค่อยดีเหมือนจะเป็ไข้ด้วย“เดี๋ยวค่ำๆ พี่จะไปเรียก แล้วเราค่อยคุยกัน”
“...ครับ”แนชยิ้มรับด้วยใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย “ผมฝากด้วยนะครับพี่หลิน คุณอนันต์”
พอเจ๊หลินกับคุณอนันต์ออกไปแล้วแนชก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงริมกระจกแล้วเปิดม่านออกเป็ช่องพอดีตัวแม้เขาจะอยู่ในชั้นบนสุดของตึก 20 ชั้นแต่ยังพอมองเห็นเหตุการณ์เบื้องล่างได้
ก่อนหน้านี้ทางโรงแรมถูกขอร้องให้ปิดข่าวเื่การเดินทางมาของซูเปอร์สตาร์คนดังโดยอีกฝ่ายจะดำเนินการแจ้งกับสื่อเองทั้งหมดเรียกได้ว่าแทบไม่ให้ทางเราต้องเดือดเนื้อร้อนใจไปด้วยเลย อย่างเช่นตอนนี้นักข่าวทุกสำนักรวมถึงนักข่าวจากต่างประเทศพร้อมใจกันเข้าแถวเรียงรายเป็ระเบียบอยู่ที่ด้านหน้าประตูทางเข้าไม่เกะกะวุ่นวายเข้ามาในโรงแรม
อันที่จริงทีมงานบางส่วนของคุณกวินมาถึงล่วงหน้าได้สองวันแล้วเพื่อเตรียมความเรียบร้อยของสถานที่โดยพวกเขาทำได้แค่ยืนมองและทำตามเท่านั้น... ตกลงอีกฝ่ายเป็ซูเปอร์สตาร์หรือมาเฟียกันแน่?
แนชคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางก้มมองลงไปข้างล่างเป็ระยะๆไม่นานก็เห็นรถตู้สีดำเข้ามาจอดที่หน้าตึกมีชายในชุดสูทห้าหกคนก้าวลงมาอย่างรวดเร็วกระฉับกระเฉงจากนั้นก็ยืนประจำจุดต่างๆ ก่อนที่รถสปอร์ตบูกัตติสีดำจะเคลื่อนเข้ามา [บูกัตติ (Bugatti) แบรนด์รถยนต์หรูจากประเทศฝรั่งเศส]และตามด้วยรถยนต์หรูอีกสามคัน
ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่คนหนึ่งตรงดิ่งเข้าไปเปิดประตูรถสปอร์ตทางฝั่งคนขับ
แนชค่อนข้างประหลาดใจเมื่อเห็นคุณกวินขับรถมาจากสนามบินด้วยตัวเองแต่อย่างว่าแหละรถราคาแพงระยับขนาดนี้ต้องขับเองสิ ว่าไหม?
พอร่างสูงก้าวลงมาจากรถเท่านั้นแหละแสงแฟชจากกล้องถ่ายรูปก็รัวกระหน่ำวูบวาบให้ตาลายไปหมด จนกระทั่งเขาเดินไปหยุดยืนที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าชายหนุ่มยืนนิ่งแล้วขยับตัวไปรอบๆ เพื่อให้นักข่าวเก็บภาพเพียงอย่างเดียวไม่มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ ที่จะก่อเกิดความวุ่นวายตามมาจากนั้นร่างสูงก็โค้งตัวเล็กน้อยเป็การขอบคุณและเดินเข้ามาด้านในโรงแรม... เขามีอำนาจควบคุมสื่อมวลชนได้จริงๆ
แม้จะอยู่ในระยะไกลแต่ออร่าความหล่อพุ่งทะยานขึ้นมาถึงคนที่ยืนแอบดูอยู่ข้างบนเข้าอย่างจังแนชจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาดั่งรูปปั้นสลักนั้นราวต้องมนต์สะกดจะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ที่เป็ลูกรักพระเ้า เขาเชื่อว่าคุณกวินนี่แหละคือหนึ่งในนั้นแน่นอนจู่ๆ หัวใจในอกก็เต้นรัวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขายิ้มขำให้ตัวเองที่เพิ่งเคยตื่นเต้นกับคนหล่อเป็ครั้งแรกแนชปิดม่านลงช้าๆ แล้วนั่งหลับตาอยู่ตรงนั้น
ทางโรงแรมได้จัดห้องรับรองไว้ให้ซูเปอร์สตาร์คนดังเข้าไปพักผ่อนเพื่อต้อนรับทักทายกันอย่างเป็ทางการและเป็ส่วนตัว
เมื่อพนักงานเข้ามาเสิร์ฟเวลคัมดริ้งเรียบร้อยแล้วก็เป็อันเสร็จสิ้นพิธีการต้อนรับ
“สวัสดีครับผมเป็ผู้จัดการของที่นี่หากมีอะไรผิดพลาดต้องขออภัยและหาก้าสิ่งใดเพิ่มเติมแจ้งกับผมโดยตรงได้เลยครับ”คุณอนันต์พูดบอกด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำ
“สวัสดีครับ”กวินกลับตอบมาด้วยภาษาไทยแสนไพเราะ“ขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่เรียบง่ายเป็กันเองแบบนี้ ผมชอบมากครับ” เขาพูดด้วยรอยยิ้มพลางกวาดตามองอย่างสุภาพและเป็ธรรมชาติ...รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็นใครบางคนอยู่ในห้องนี้ด้วย
“ผมคิดว่าจะได้พบคุณนราธิปที่นี่เสียอีก”กวินเปรยอย่างไม่จริงจังนัก
เจ๊หลินลมหายใจสะดุดไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้จักแนชด้วยเมื่อถูกทักแบบนี้จะไม่พูดอะไรสักหน่อยก็คงไม่ได้แล้ว
ร่างท้วมในชุดสูทเนื้อดีหรูหราก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจแล้วแนะนำตัวเองตามมารยาท
“สวัสดีค่ะเอ้ย! ครับ ดิฉัน เอ่อ ผม...” ความตื่นเต้นทำให้สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนพูดผิดพูดถูกมั่วไปหมด
“พูดตามถนัดได้เลยครับตามสบาย” กวินยิ้มขำเบาๆ “ไม่ต้องมากพิธีอะไรพวกนั้นหรอก” เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายเป็ใครถึงได้ถามหาแนชยังไงล่ะนึกแปลกใจว่าทำไมผู้จัดการถึงไม่อยู่กับศิลปินของตัวเอง
“ค่ะ”เจ๊หลินพยายามวางตัวสุภาพ “ดิฉันชื่อหลินเป็ผู้ช่วยและเลขาส่วนตัวของคุณนราธิปค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” กวินพยักหน้ายิ้มรับแกมหยอก“และยังเป็ผู้จัดการส่วนตัวของศิลปินด้วยไม่ใช่เหรอครับ”
คราวนี้เจ๊หลินถึงกับชะงักยืนตะลึงไปชั่วขณะ
“...เอ่อค่ะ ใช่ค่ะ” มาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องยอมรับออกไปตามตรงนั่นแหละ “ต้องขอโทษจริงๆค่ะคุณกวิน วันนี้คุณนราธิปป่วยจึงไม่ได้ลงมาต้อนรับ”
“แล้วเป็อะไรมากหรือเปล่าครับ”กวินเผยท่าทีเป็กังวลอย่างไม่ปิดบัง “ผมว่าจะเชิญทานมื้อค่ำด้วยกันสักหน่อย”
“รู้สึกเป็เกียรติมากค่ะคุณกวิน”เจ๊หลินยิ้มเจื่อนแบ่งรับแบ่งสู้สุดกำลังเพื่อไม่ให้เสียมารยาท “จริงๆแล้วต้องเป็ทางเรามากกว่าที่ต้องเรียนเชิญคุณกวินทานเลี้ยงมื้อค่ำยังไงต้องขอเลื่อนเป็วันพรุ่งนี้ดีไหมคะ”
“พรุ่งนี้ผมมีงานแถลงข่าวและเลี้ยงอาหารด้วย”กวินขมวดคิ้วชั่งใจ “ไม่เป็ไรครับ ให้คุณ‘แนช’พักผ่อนเถอะเดี๋ยวอีกสามวันก็ได้เจอกันอยู่แล้ว”
เขารู้ยันชื่อเล่นอีกด้วย!เจ๊หลินยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ขณะที่แขกคนสำคัญพร้อมคนสนิททยอยเดินออกจากห้องรับรองขึ้นไปยังห้องพักกันหมดแล้วถึงได้สติตื่นจากภวังค์
คุณอนันต์ปาดเหงื่อโล่งใจที่งานในส่วนของตัวเองผ่านพ้นไปได้ด้วยดีจากนั้นก็ออกไปดูแลจัดการในส่วนอื่นต่อ
ภายในห้องพักวีไอพีที่ถูกตกแต่งขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็สีของวอลล์เปเปอร์เฟอร์นิเจอร์ ผ้าปูเตียง หรือแม้แต่ผ้าม่าน ล้วนเป็สีที่ถูกใจการจัดวางทุกอย่างลงตัวเรียบง่ายในแบบที่เขาชอบ
กวินกวาดตามองไปรอบๆด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ จากนั้นก็เดินไปนั่งที่โซฟาหรูพร้อมสั่งงานกับลูกน้องคนสนิท
“สั่งดอกไม้สำหรับเยี่ยมคนป่วยเอาดอกกุหลาบสีขาวนะ เดี๋ยวฉันเขียนการ์ดเอง”
“ครับ”เคิร์ทรับคำสั่ง
“อ้อ! ไปเอาเด็กมาให้ฉันคนนึง ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ ดูที่ฉลาดๆ หน่อย”
“หือ?!” นี่จะ‘เอา’เลยหรือครับเ้านายสีหน้าของลูกน้องคนสนิททำให้กวินถึงกับหลุดขำ
“เห้ยไม่ใช่แบบนั้น ฉันจะเอามาถามข้อมูลหน่อย”
“อ้อ...ครับ” เคิร์ทตอบรับอย่างโล่งใจแล้วรีบออกไปจัดการทันที
ไม่นานก็กลับเข้ามาพร้อมเด็กหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆหน้าตาจิ้มลิ้มดูคล่องแคล่ว
“ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ครับ”เด็กคนนั้นบอกกับเคิร์ท
“ไม่เป็ไรพวกเราพูดภาษาไทยกันนี่แหละ” แม้แต่เคิร์ทก็ยังพูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำเพราะเรียนรู้มาพร้อมๆกับเ้านายั้แ่เด็กๆ แล้ว
“สวัสดีครับ”เด็กหนุ่มยกมือไหว้
“อยู่ที่นี่มานานหรือยัง?”กวินถามทันที
“3ปี ครับ”
“รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่บ้างบอกมาให้หมด”
เด็กหนุ่มมีท่าทีลังเลด้วยกลัวความผิดและไม่รู้ว่าแขกคนสำคัญผู้นี้้ารู้ข้อมูลไปทำอะไร
“คุณกวินไม่ได้คิดร้ายอะไรหรอกแค่อยากรู้เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือกัน” เคิร์ทหว่านล้อม“เธออยากให้ที่นี่มีลูกค้าเยอะๆ หรือเปล่าล่ะ”
“อยากสิครับผมสงสารคุณแนชมากๆ” เด็กหนุ่มหลุดปากออกมาทำให้กวินยิ่งร้อนใจ
“เล่ามาเถอะรู้อะไรบ้าง ฉันรับรองไม่มีผลเสียตามมาแน่นอน”
เด็กหนุ่มคิดชั่งใจครู่หนึ่ง...คุณกวินเป็คนมีชื่อเสียงคงไม่ทำอะไรที่ไม่ดีหรอกมั้ง
จากนั้นก็เล่าเื่ราวั้แ่เขามาทำงานที่นี่จนถึงวันนี้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้งผู้เป็นาย ทำให้เขาเห็นใจและไม่คิดจะหนีไปไหนต่างจากคนอื่นที่เข้ามาแค่ฝึกงานพอเป็งานก็ลาออกไปทำที่อื่นกันหมด
“ขอบใจมาก”กวินพยักหน้าแล้วส่งสายตาให้ลูกน้องคนสนิท
“อ่ะนี่เป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากพวกเรา” เคิร์ทหยิบธนบัตรมูลค่ามากที่สุดขึ้นมาสามสี่ใบยื่นให้เด็กหนุ่ม
“ไม่เป็ไรครับแค่พวกคุณทำให้ที่นี่มีลูกค้าเยอะขึ้นก็พอแล้ว ผมไม่้าค่าตอบแทนอะไรครับ”
“รับไว้เถอะอีกหน่อยเราคงต้องขอความช่วยเหลือจากเธออีกมาก” กวินพูดเรียบๆแต่แฝงไปด้วยอำนาจอย่างที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“ขอบคุณครับ”
เด็กหนุ่มรับเงินนั้นมาแล้วกำลังจะก้าวออกไปกวินคล้ายนึกอะไรขึ้นได้จึงเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน!”
“...ครับ”
“คุณแนชพักที่นี่หรือเปล่า”เขาถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ครับ”
“...?”
“เอ่อ...”เด็กหนุ่มมองซ้ายมองขวาทำท่าลับๆ ล่อๆ เกินจำเป็แล้วชี้มือขึ้นไปข้างบนโดยไม่พูดอะไร
กวินกดยิ้มพอใจอย่างเปิดเผยแล้วพยักหน้าให้อีกฝ่ายออกไปได้
เ้าของโรงแรมต้องพักที่ชั้นบนสุดอยู่แล้วตอนเข้ามาในลิฟต์เขาเห็นว่าที่นี่มี 20 ชั้นแต่พวกเขาขึ้นมาแค่ชั้น 19 เท่านั้นโดยเ้าหน้าที่บอกเพียงว่าชั้น 17-19เป็ห้องพักวีไอพีที่เขาจองไว้ทั้งหมดรับรองว่าไม่มีคนอื่นขึ้นมารบกวนแน่นอน
แนชนั่งพิงหัวเตียงด้วยร่างกายที่ยังอ่อนแรงเล็กน้อยเขาเป็ไข้จริงๆ นั่นแหละ ดีที่กินยาดักเอาไว้ก่อนแล้วจึงไม่เป็อะไรมาก
“ห๊า!? เขารู้ขนาดนั้นเลยเหรอ” แนชใอย่างคาดไม่ถึง “แล้วเขารู้อะไรอีกบ้างเนี่ย”
“พี่ก็ไม่รู้”เจ๊หลินถอนใจหนักอกแต่ก็ยังยิ้มปลอบ “แต่พี่ว่าเขาก็เป็คนใจดีนะ ไม่จุกจิกเื่มากเหมือนพวกไฮโซอะไรพวกนั้นแถมยังหล่อมากๆ ด้วย” เคยเห็นแต่ในรูปในจอเพิ่งเคยเห็นตัวเป็ๆ ก็วันนี้แหละคนอะไรไม่รู้หล่อละลาย หล่อไม่มีที่ติ
“พอแล้ว!” แนชตีแขนอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อเรียกสติ “แหม๋... เคลิ้มเชียวนะ”
“เอาน่าขอนิดหนึ่ง แค่ได้มองก็ยังดี อิอิ”
สองพี่น้องหยอกกันไปมาก่อนที่โทรศัพท์ของเจ๊หลินจะดังขึ้น...เป็สายจากคุณอนันต์
เขาสบตาแนชแวบหนึ่งแล้วกดรับ
‘ค่ะคุณอนันต์’
[...]
‘ได้ค่ะ วางไว้ที่โต๊ะนั่นแหละค่ะ เดี๋ยวหลินไปหยิบมาให้คุณแนชเอง’
จากนั้นก็กล่าวขอบคุณแล้ววางสายไป
“...?” แนชชี้มือมาที่ตัวเอง
“คุณกวินฝากช่อดอกไม้มาเยี่ยมเธอน่ะคุณอนันต์วางไว้ที่โต๊ะทำงาน” เจ๊หลินพูดบอกพลางลุกขึ้นยืน “เดี๋ยวพี่ไปหยิบมาให้นะ”
แนชนั่งตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะจนกระทั่งเจ๊หลินกลับเข้ามาแล้วยื่นดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่มาให้ตรงหน้า
“พี่พี่หลิน” แนชขนลุกั้แ่ปลายเท้าขึ้นมาถึงศีรษะ “นะ นี่ จริงดิ?”เขารับมันไว้อย่างงงๆ
“...ใช่”เจ๊หลินหยิบกระดาษแผ่นเล็กขึ้นมา “เนี่ย มีการ์ดด้วย ลองเปิดดูสิ”
[หายไวๆ นะครับ แล้วเจอกัน... กวิน]
“พี่นัดเขาไว้ั้แ่เมื่อไร”แนชถามเสียงสั่นทั้งตื่นเต้นทั้งประหลาดใจระคนกันไปหมด
“ยังไม่ได้นัดเลยนะ”เจ๊หลินงุนงง “พรุ่งนี้เขาไม่ว่าง พี่ก็เลยบอกว่าขอเลื่อนไปก่อน”
“แต่เขาพูดเหมือนจะได้เจอกันเร็วๆนี้งั้นแหละ” แนชส่งการ์ดให้ดู
“พี่ว่าคงไม่ได้เจอกันง่ายๆหรอก” คนที่อยู่วงการมานานทำท่าครุ่นคิด “เดี๋ยวแนชก็ต้องเตรียมตัวแคสติ้งซีรีส์ส่วนคุณกวินเขาต้องมีงานเยอะกว่าเราอยู่แล้ว ยากมากที่จะหาเวลาว่างได้อีก”
“อืมช่างเถอะ” แนชไล้ปลายนิ้วลูบดอกกุหลาบแ่เบา “เขาคงพูดไปตามมารยาทน่ะ”แล้วทำไมต้องมีดอกไม้มาให้ด้วยเนี่ย คิดแล้วก็ขนลุกยิ่งนึกถึงรสนิยมของคุณกวินแล้วแนชยิ่งใจสั่นแปลกๆ
แต่แล้วจู่ๆเหมือนแนชคิดอะไรขึ้นได้จึงร้องลั่นออกมา
“เห้ย! หรือเขาคิดจะซื้อโรงแรมผม”
“...!?” เจ๊หลินผงะ ปรายตามองอีกฝ่ายเหมือนคนแปลกหน้า
“พี่คิดดูสิ...ทั้งสืบประวัติโรงแรมและน่าจะประวัติผมด้วย จะรู้มากน้อยแค่ไหนไม่รู้ล่ะแต่ก็เรียกว่ารู้ตัวตนของผมแล้วทั้งให้เงินมาปรับปรุงโรงแรม คนอะไรจะลงทุนขนาดนั้นถ้าไม่คิดว่าเป็ผลพลอยได้ของตัวเองแล้วยังมีดอกไม้ไร้สาระนี่อีก”
“...”
“พี่หลินพี่ไม่เชื่อผมเหรอ”
“พี่ว่าแนชกินยานอนพักดีกว่านะสงสัยยาลดไข้จะหมดฤทธิ์แล้ว” เจ๊หลินปั้นหน้าฉีกยิ้ม “เดี๋ยวดึกๆพี่จะแวะมาดูอีกที”
“โธ่...พี่...” แนชส่งสายตาวิงวอน
“นะเชื่อพี่นะน้องนะ ไม่ต้องคิดมากแล้วนอนซะ”
เจ๊หลินส่ายหน้ากุมขมับแล้วเดินออกไปจากห้องโดยไม่สนใจคนป่วยที่ทำหน้ายุ่งแก้มป่องอยู่บนเตียง
ในที่สุดก็ถึงวันนัดแคสติ้งซีรีส์วาย
กวินขอให้ทุกฝ่ายปิดข่าวเื่ที่เขาจะมารับบทแสดงนำจนกว่าจะวางตัวละครเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยแถลงข่าวเปิดตัวทีเดียว
ตัวละครหลักไม่ได้ยากกวินแทบจะเล่นเป็ตัวเองด้วยซ้ำ เขาไม่ต้องปรับเปลี่ยนคาแรคเตอร์ใดๆ เลย พอได้อ่านบทนายเอกแล้วคิดว่าอีกฝ่ายก็คงเช่นกันบทนี้เหมาะกับแนชมาก
แต่เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาจึงจำเป็ต้องแคสติ้งนักแสดงทุกคนตามขั้นตอน
“ผมว่ามาร์ชก็ไม่เลวนะ”คุณปกรณ์เปรยออกมาหลังจากดาราหนุ่มได้ลองแคสบทแล้ว
กวินเพียงพยักหน้าเบาๆไม่ออกความคิดเห็นใดๆ ผู้กำกับจึงตัดสินใจให้มาร์ชลองแคสบทนายเอกซึ่งอีกฝ่ายทำได้ดีกว่าบทตัวร้ายที่ได้รับไปเสียอีก
“คุณกวินคิดว่าไงครับ”
กวินถอนหายใจก้มมองนาฬิกาข้อมือด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยไม่คิดว่าแนชจะมาสายขนาดนี้...ก็รู้ว่าเขาเป็แบ็คให้อีกฝ่ายอยู่แล้วแต่ถ้าเื่มารยาทเขาเองก็จนใจที่จะช่วย
“สวัสดีครับคุณกวิน”มาร์ชเดินเข้ามาทักทายศิลปินรุ่นพี่ด้วยท่าทีนอบน้อมแฝงรอยยิ้มยั่วยวน
“...ครับ”กวินเพียงยิ้มรับไปตามมารยาท
“ผมแคสติ้งเป็ไงบ้างครับนี่เป็ซีรีส์เื่แรกของผมเลยนะครับ ผมตั้งใจมากๆ”อีกฝ่ายพยายามชวนคุยใส่จริตแพรวพราวจนคนมองรู้สึกรังเกียจ
“ก็ดีครับ”
“งั้นคุณกวินคิดว่าผมรับบทไหนดีครับ เมื่อกี้คุณปกรณ์บอกว่าผมทำได้ดีทั้งสองบทเลย”
“ผมตัดสินใจไม่ได้หรอกครับต้องแล้วแต่คุณปกรณ์” กวินกำมือแน่นพยายามสะกดกลั้นความกังวลอย่างถึงที่สุด...ไม่รู้เคิร์ทไปสืบข่าวถึงไหนแล้ว แนชออกมาจากโรงแรมหรือยัง
คุณปกรณ์สบตากวินอยู่หลายครั้งเพื่อสื่อความหมายบางอย่างที่เขาเองก็เข้าใจหากแนชมาช้ากว่านี้คงต้องยกเลิกแล้วมาคุยเื่สัญญากันใหม่ทั้งทุนสนับสนุนทั้งตัวนักแสดงนำ
เพราะรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ตรงนี้กวินจึงคิดจะออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอก
“ผมขอตัวสักครู่นะครับ”
ร่างสูงลุกพรวดแล้วตรงดิ่งไปที่ประตูอย่างรวดเร็วเป็จังหวะเดียวกับที่แนชเปิดเข้ามาพอดี ทั้งคู่จึงปะทะอกกันอย่างจัง
ปึก!
“อ๊ะ! ขอโทษครับ” แนชรีบกล่าวขอโทษขณะที่ตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจแต่พอจะขยับตัวออกห่างเ้าของวงแขนกลับกอดรัดเอวเขาแแ่จึงต้องเงยหน้าขึ้นมอง
“...?!” คุณ คุณกวิน แนชใจนเข่าแทบทรุด ไม่คิดว่าจะเจออีกฝ่ายที่นี่
ระหว่างที่นักแสดงนำกำลังเผชิญหน้ากันอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นผู้กำกับตาไวหันมาเห็นเข้าพอดีจึงส่งสัญญาณมือให้ทีมงานแพนกล้องไปที่คนทั้งคู่
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”กวินถามเสียงทุ้มทรงเสน่ห์
“ไม่เจ็บครับ”แนชพยายามขืนตัวแต่อีกฝ่ายกลับเพิ่มแรงกระชับแล้วขยับมือลูบเอวเขาเบาๆจนรู้สึกขนลุก
“...คุณ!” แนชตวัดเสียงขุ่นจ้องตาเขม็ง
“ครับ”กวินกดยิ้มเล็กน้อยมองคนในวงแขนด้วยประกายตาวาววับ
“อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นผมไม่ใช่ผู้หญิง... มันไม่อิน!”
“อ้อ...”
“และกรุณาปล่อยมือได้แล้วผมรีบ” แนชก้มมองมือของอีกฝ่ายเป็การเตือน
“อะ! ขอโทษที” กวินแสร้งยิ้มแล้วยกแขนขึ้นทั้งสองข้างเป็การยอมแพ้พร้อมกับปล่อยร่างบางให้เป็อิสระ
แนชมองเขาตาขวางก่อนจะหันไปหาเจ๊หลินที่ยืนตาค้างเอามือปิดปากตัวเองนิ่งเหมือนร่างไร้ิญญา
“พี่หลินไปกันได้แล้ว”
“อะเอ่อ สะ สวัสดีค่ะคุณกวิน พวกเราขอตัวก่อนนะคะ”เจ๊หลินกล่าวทักทายแล้วรีบเดินตามแรงฉุดดึงของแนชไปอย่างทุลักทุเล
กวินเพียงยิ้มรับด้วยสีหน้าแจ่มใสตอนนี้อารมณ์เบิกบานขึ้นมากทีเดียว ยิ่งนึกถึงเอวเล็กเพรียวบางของคนในอ้อมกอดเมื่อครู่ยิ่งทำให้หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก
คุณปกรณ์มองภาพในจอมอนิเตอร์แล้วยิ้มกว้างพออกพอใจกับการแคสติ้งบทพระเอก-นายเอกที่เพิ่งผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและเป็ที่ตกลงใจเรียบร้อยแล้ว แนชเหมาะกับบทนายเอกเื่นี้อย่างที่กวินบอกจริงๆนั่นแหละ... ทั้งงดงามและเย่อหยิ่งเป็เสน่ห์เฉพาะตัวที่แนชมีอยู่ในสายเือย่างแท้จริง
**********
สองพี่น้องผู้มาสายตรงดิ่งเข้าไปยกมือไหว้ขอโทษผู้กำกับอย่างนอบน้อมจริงใจ
“พวกเราขอโทษจริงๆค่ะ คุณปกรณ์” เจ๊หลินละล่ำละลักออกปากพร้อมฉีกยิ้มกลบเกลื่อนความหวาดหวั่นในใจ
“ผมขอโทษครับที่มาสาย”แนชก้มศีรษะโค้งตัวไปรอบๆ ยอมรับผิดด้วยท่าทีองอาจผึ่งผาย
เขาไม่เคยหาเหตุผลใดๆมาใช้เป็ข้ออ้างในการทำผิด เพราะถึงอย่างไรความผิดก็เกิดขึ้นแล้ว ควรยอมรับและกล่าวขอโทษอย่างจริงใจแล้วก็ปรับปรุงตัวสิถึงจะถูก
คุณปกรณ์มองเด็กหนุ่มอย่างนึกชื่นชมในความกล้าหาญผิดก็ยอมรับผิดไม่พูดพร่ำเพ้อหาเหตุผลโทษนั่นนี่เรื่อยเปื่อยเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด
“ครับไม่เป็ไร” ผู้กำกับยิ้มตอบ “พวกเราแคสติ้งกันเสร็จพอดีแม้จะเลยเวลาไปนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าเรียบร้อยแล้ว”
คำพูดของผู้กำกับมือทองทำให้เจ๊หลินใจหายวาบคิดว่าพวกเราคงถูกตัดออกแล้วแน่นอนส่วนแนชเพียงแค่ยิ้มบางๆ ด้วยใบหน้าหม่นเศร้าเล็กน้อย ไม่ได้สงสารตัวเองหรอกสงสารคนข้างหลังมากกว่า...ภาพโรงแรมนราธิปกับใบหน้าคุณอนันต์รวมถึงพนักงานตัวน้อยๆ ลอยขึ้นมาในหัวอย่างรู้สึกผิด
กวินเดินตามมาถึงคุณปกรณ์ก็รีบแจ้งข่าวดีทันที
“เสร็จเรียบร้อยแล้วครับคุณกวินตกลงตามนั้นเลย” คนพูดชี้มือไปที่จอมอนิเตอร์ที่ยังค้างภาพเขาสองคนเมื่อครู่กวินจึงเข้าใจ
“ครับ...ดีครับ”
แม้จะยังไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังสื่อสารกัน แต่แนชคิดว่าคงไม่เกี่ยวกับเขาแล้วจึงขอตัว
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ขอบคุณครับ”
พอแนชพูดแบบนั้นเจ๊หลินจึงรีบกล่าวลาด้วยเช่นกัน
“พวกเราไปก่อนนะคะคุณปกรณ์ขอบคุณค่ะ”
“เดี๋ยวสิครับเดี๋ยว พวกคุณจะไปไหนกัน” ผู้กำกับรีบยับยั้งแล้วแก้ไขความเข้าใจผิดนั้นทันที“เราต้องประชุมกันต่อใน่บ่ายนะครับ”
“...!?” เจ๊หลินสบตาแนชด้วยสีหน้างุนงง แล้วมองที่คุณปกรณ์อีกครั้ง
“ผมแคสติ้งบทนายเอกของแนชเรียบร้อยแล้ว”คนพูดหันจอมอนิเตอร์ให้อีกฝ่ายดู “...นี่ไง”
“ห๊า!” เจ๊หลินใจนตะลึง “เอาอย่างนี้เลยเหรอคะ”
“ครับผมพอใจมาก แนชเล่นได้เป็ธรรมชาติและเข้าถึงบทบาทได้อย่างแท้จริง”
“ขอบคุณครับ”แนชยกมือไหว้รับคำชื่นชมนั้นอย่างเลื่อนลอย
ไม่รู้ควรจะดีใจหรือเสียใจดี...ดีใจที่ได้งานทำ มีเงินมีรายได้เข้ามา แต่เอิ่ม...เขาแสดงบทนายเอกได้สมบทบาทงั้นเหรอ? มันหมายความว่าอย่างไรกัน คือ อย่ามองผมแบบนั้นผมไม่ใช่นะ ผมเป็ผู้ชายทั้งแท่งจริงๆ นะครับคุณผู้ชม
กวินเผลอมองใบหน้าหล่อเหลาที่ออกไปทางสวยของแนชด้วยความหลงใหลเป็ปลื้มอยู่นานจนคนถูกมองรู้สึกร้อนวูบวาบต้องรีบย้ายตัวเองไปยืนอีกฝั่งแล้วใช้ร่างท้วมของเจ๊หลินบังตัวเองเอาไว้กวินยิ้มขำกับท่าทางน่ารักน่าหยิกจนอยากดึงเข้ามากอดให้จมอกอย่างนึกมันเขี้ยว... แล้วเราจะได้เจอกันยิ่งกว่ากอดแน่นอนที่รักหึหึ
....................
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
^_^
สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่
mebmarket ...และ... ธัญวลัย
***แนะนำให้ซื้อ E-book ที่หน้าเว็บ จะได้ราคาถูกกว่าในแอปมือถือค่ะ***
หรือ้าลิ้งค์ซื้อ E-Book สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง
E-mail : oilza24@hotmail.com
ไลน์ : oilza_writer
(ในเว็บไม่สามารถวางลิ้งค์ได้ค่ะ)