(จบแล้ว)จุติลับไข่อสรพิษ เป็นจอมตะกละ

    องค์หญิงมาร มาพร้อมกับกองทัพ



    โชคดีที่ความสว่างหายไป ความมืดมาเยือน ชาวบ้านไม่เห็นสภาพน่ากลัวที่อยู่ตรงหน้า เซียวเหยาปล่อยให้ร่างของพวกเขา สลายหายไปแล้ว ถึงได้ทำลูกไฟออกมา ให้ชาวบ้านได้ช่วยเหลือคนที่บาดเจ็บ


    “พ่อหนุ่มขอบใจเจ้ามาก ที่ช่วยเหลือพวกเรา เจ้าเป็นผู้วิเศษมาจากไหน ถึงได้กำจัดเผามารที่เหี้ยมโหดพวกนี้ ได้เพียงแค่พริบตาเท่านั้น”


    “ข้ามาจากหมู่บ้านตากหมอกที่หนึ่ง พวกท่านเร่งพาคนเจ็บไปรักษาเถอะ ข้าต้องไปตรวจตราที่หมู่บ้านอื่น เผื่อพวกมันแบ่งกลุ่มกันไปที่นั่น ข้าไปคนละพวกมันคงไม่มารบกวน ที่นี่อีกนาน”


    เซียวเหยาไม่ปล่อยให้ใครถามต่อ นางรีบขี่ไม้เท้ากายสิทธิ์หนีออกมาก่อน ‘ถ้าท่านพี่เห็นไม้เท้ากายสิทธิ์ ก็ต้องจำได้ว่าเป็นเราน่ะสิ ช่างเถอะเรื่องแค่นี้ แต่… ตำราคัมภีร์บทที่สอง สามารถสยบมารได้ น่าสนใจมากกว่า’


    ‘หรือว่าเราจะบุกไปที่ทัพมารเลย ข่มขู่พวกมันให้ถอยทัพกลับ’ คิดดังนั้นนางไม่รอช้า ขี่ไม้กายสิทธิ์ตระเวนไปตามหมู่บ้านตากหมอก จนถึงหมู่ที่แปด


    “ผิงผิงเจ้าเห็นอะไรหรือไม่ รอบหมู่บ้านตากหมอกยังมีมารเหลืออีกไหม แล้วที่พ่อครัวต้องมาทำอาหารให้ กับ ทหารได้กินกัน พวกเขาออกมาหาอาหารไม่ได้ หรือว่ามีอะไรมากกว่านั้น”


    “เอาอย่างนี้ผิงผิง เจ้าบินนำหน้าไปค่ายทหาร ไปแอบดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ทำไมถึงขาดแคลนอาหาร ทำให้พ่อครัวหนีมาที่นี่”


    คืนนี้เดือนมืด ทำให้เซียวเหยาใช้อำพรางตัวได้ดี นางขี่ไม้กายสิทธิ์ตามผิงผิงเข้าไปในค่ายทหาร ไม่ได้เข้าไปในฐานทัพใหญ่ แต่ตรงไปที่ห้องครัว


    “ชุดที่ใส่นี้ก็คุ้มกับค่าอสูรวิญญาณที่จ่ายไป กักเก็บกลิ่นและพลังได้ดีเยี่ยม” เซียวเหยาแอบอยู่ข้างห้องครัว โดยไม่มีใครรู้ นางใช้คัมภีร์รับบทที่หนึ่ง เนตรอสรพิษพิพากษา ดวงตามองเห็นเส้นทางพลัง และค่ายกลหรือกับดักได้ ทำให้นางหลบหลีกเข้ามาถึง ห้องครัวได้”


    “ในห้องว่างเปล่าไม่มีสิ่งใด อาหารไม่มีเหลือ แล้วพ่อครัวทั้งสามล่ะไปไหนกัน หรือว่าไปหาอาหาร” เซียวเหยากระซิบกระซาบกับนกสีดำ


    “ดูกระโจมนั้นมีไฟเปิดอยู่ หรือว่าพวกเขาจะอยู่ข้างใน” นางใช้วิชาตัวเบา หลบหลีกไม่นานก็มาถึงกระโจม ที่มีแสงไฟอยู่


    พ่อครัวทั้งสาม รวมถึงคนที่อยู่ในตำหนัก ร่วมยี่สิบคนนั่งพูดคุยกันอยู่ถึงอาหารที่หมดแล้ว ตอนนี้พวกเขาออกไป หาอาหารที่ไหนไม่ได้ เพราะมีกับดักและค่ายกลของเผามาร วางอยู่เต็มพื้นที่ พลาดก็หมายถึงชีวิตพวกเขาต้องดับสูญ


    “อาหารหมดออกไปหาไม่ได้ ในมิติตอนนี้มีไก่หยกระดับสูงอยู่สิบตัว และมีไก่จากแดนหนึ่งอีกยี่สิบตัว พวกเขาน่าจะพอกิน อิ่มไปซักหลายวัน แล้ววันต่อไปล่ะ อาหารสำคัญต่อทหาร”


    เซียวเหยากลับมาที่ห้องครัว เอาไก่หยกทั้งหมดที่เหลืออยู่ในมิติ ออกมาวางไว้ให้ นางจะกลับแล้ว เลยขี่ไม้กายสิทธิ์อยู่เหนือหลังคา ที่ทั้งหมดนั่งประชุมกันนาง โยนกิ่งไม้ลงไป ก่อนจะหลบหนีออกไปด้วยความรวดเร็ว


    “เสียงอะไรข้าศึกบุกอย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้กับดักแน่นหนาขนาดนี้ จะเข้ามาได้ยังไง” พ่อครัวทั้งสอง ทั้งที่รู้ว่าห้องครัวไม่เหลืออะไร แต่ด้วยสัญชาตญาณ ที่อยู่กับครัวมาตลอด พากันเดินกลับมา กลัวข้าศึกจะเอาผงพิษมารวยไว้ในห้อง


    “เฮ้ย!! พวกเราดูอะไรนั้น ข้าไม่ได้ตาฝาดใช่หรือไม่ ไก่หยกอสูรระดับสูงสิบตัว ยังมีนอนเต็มอยู่ในห้องครัว โอ้! แบบนี้เราก็มีอาหารเลี้ยงทหารแล้ว ไก่หยกพวกนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นอาหารอย่างดี อยู่ได้ถึงสิบวันหรอกหรือ แล้วเป็นใครกันที่เอาไก่อสูรมาวางไว้ให้ ทำไมถึงไม่ปรากฏตัวให้เห็น”


    “เจ้าทั้งสองว่าไหม ภาพไก่ที่นอนอยู่เต็มในห้อง ข้าคิดถึงนายหญิง ที่ชอบเอาไก่มากองให้พวกเราทำอาหารให้ แต่จะเป็นไปได้ยังไง นายหญิงไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้ามาพวกเราก็ต้องรู้ ข้อความข้าก็เขียนฝากคนสวนไว้แล้ว ว่าให้อยู่แต่ในตำหนัก”


    “จะเป็นใครเอามาให้ก็ช่างเถอะ พวกเรารีบชำแหละไก่หยก ทำอาหารให้พวกทหารกินกันเถอะ พรุ่งนี้เช้าพอสว่างพวกเขาจะได้กิน และมีแรงออกไปสู้รบ ช่วยนายท่านอยู่แนวหน้า”


    เซียวเหยากลับมาถึงบ้านพักก็ดึกมากแล้ว นางตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะออกไปใหม่


    ตอนกลางวันเป็นผิงผิง ที่ออกบินไปตามที่ต่างๆ เพื่อหาข่าวของกองทัพมาร ว่าตั้งอยู่ที่ไหน รวมถึงกองทัพของเทพอสูร และบินลัดเลาะ ตามชายป่า


    “มารพวกนี้มีฝีมือขนาดไหนกันนะ ขนาดท่านพี่ที่ว่าเก่งยังต้อง ใช้เวลาลบหลายวัน แต่ว่าพวกเขามีจำนวนเยอะกว่า ถ้ายืดเยื้อชาวบ้านจะเดือดร้อน อยู่กันมาได้ตั้งนาน ทำไมถึงคิดจะมาทำศึกสงครามตอนนี้”


    เซียวเหยาไม่ได้ปิดบังฝีมือตัวเองมากนัก นางต้องการให้ชาวบ้านทุกคนรู้ว่า นางเป็นที่พึ่งได้ พวกเขาจะได้ไม่ต้องอพยพไปที่ไหน


    ตั้งแต่มีหนุ่มน้อยร่างบางชุดดำ มาอยู่ที่หมู่บ้านป่าหมอกหนึ่ง และได้ไปช่วยหมู่บ้านป่าหมอกที่สาม ข่าวก็แพ้กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาแค่หนึ่งวัน ทั้งแปดหมู่บ้านก็รู้เรื่องกันหมด


    ครอบครัวไหนที่เตรียมตัวอพยพ เพื่อลี้ภัยสงคราม ต่างเริ่มลังเลใจ ถ้ามีคนคอยตรวจตราและช่วยเหลือ พวกเขาก็สามารถอยู่ได้ การอพยพไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขา ที่ต้องไปหาถิ่นฐานทำมาหากินใหม่


    “ข้าบินสำรวจที่ฝั่งมารมา พวกเขามีจำนวนเยอะมาก เป็นแสนได้ ข้ากะด้วยสายตา นี่ยังไม่รวมที่กำลังสู้กันอยู่ในสนามรบ พวกเขาพักอยู่ไม่ไกลไปจากที่นี่ เจ้าจะไปดูไหม”


    “ไปดูสิว่าพวกเขาเป็นกองหนุน หรือว่าเป็นทัพใหม่ที่ยกเข้ามาเสริม และบุกเข้ามาอีกด้านหนึ่ง ทัพใหญ่ไม่ได้อยู่ที่นี่ พวกเขายกกำลังพลมาที่นี่ ต้องมีเป้าหมาย ไม่ต้องรอมืดค่ำนำทางข้าไป ไม่เกินหนึ่งชั่วยาม พระอาทิตย์น่าจะตกดินแล้ว”


    เซียวเหยาพร้อม ผิงผิงเดินทางไปที่พักของเผ่ามาร ทิ้งให้แมวดำคอยตรวจตราอยู่ที่บ้าน ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ทั้งสองมาถึงที่พักชั่วคราวของเผ่ามาร


    “ดูเหมือนพวกมันจะเยอะเหมือนที่เจ้าว่า เนินหุบเขาเต็มไปด้วยชาวมาร เราเข้าไปฟังพวกเขาคุยกันเถอะ”


    เซียวเหยาใช้วิชาเนตรทิพย์ จากบทเรียนที่หนึ่ง มองเส้นสายค่ายกลและจุดอ่อนของเผ่ามาร ที่วางรอบอยู่ทั้งหุบเขา พวกเขาป้องกันถึงสามชั้น


    “ผิงผิงเจ้าอย่าบินไปเอง มีค่ายกลของเผามาร วางป้องกันไว้ถึงสามชั้น เจ้ามาอยู่ใกล้ๆ ข้าเอาไว้”


    เซียวเหยาเดินลัดเลาะ หลบเลี่ยงเส้นสายของค่ายกล นางจะทำลายทิ้งก็ได้ แต่ยังไม่อยากให้พวกมารรู้ตัว ต้องการข่าวของพวกเขาก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องการสิ่งใดที่ยกทัพมา


    กระโจมตรงกลางหลังใหญ่ มีแสงไฟลอดออกมา ข้างหน้ามีคนเฝ้าเวรยามอยู่ ถึงสิบสองคน เซียวเหยาในชุดสีดำ ปิดอำพรางกลิ่นและพลัง แอบอยู่ตรงมุมมืด ฟังการสนทนา ที่ดังมาจากข้างใน


    “องค์หญิงสบายใจได้ พวกเรายกทัพมากดดันขนาดนี้ ชาวบ้านหรือคนในแดนเทพอสูร จะต้องไปกดดัน เซียวเฉิงซวี ให้แต่งตั้งท่านเป็นราชินีแดนเทพอสูรเป็นแน่”


    “พวกเจ้าจะให้ข้าสบายใจได้ยังไง ไม่ใช่ว่าหน่วยของเราแจ้งมาว่า จะมีการแต่งตั้งราชินีของพวกเขา ในไม่ช้านี้ออกมาหรอกหรือ ข้าแอบหมายปองเข้าไว้ตั้งนาน ไม่เจอกันแค่หนึ่งปี เขากลับมีหญิงอื่น!”


    เสียงหญิงสาวที่ไพเราะเพราะพริ้ง แต่น้ำเสียงเหมือนน้อยใจ ทำให้เซียวเหยาที่แอบฟังอยู่ อยากเห็นใบหน้าของมารสาวผู้นี้ขึ้นมา


    ‘ยกทัพมาเพื่อกดดัน ทหารและชาวบ้าน เพื่อขึ้นเป็นราชินีนางคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่เข้ามาแบบ ส่งทูตเข้ามาเจรจา นี่กลับยกกองทัพมา’


    “ขอแค่เซียวเฉิงซวี แต่งตั้งข้าเป็นราชินี และได้ร่วมหลับนอนกับข้า เขาจะอยู่ในโอวาทของข้า แดนเทพอสูรทั้งหมด จะอยู่ใต้อำนาจของแดนมาร อย่างที่ท่านพ่อต้องการ และเป็นสิ่งที่ข้าต้องการด้วย”


    คำพูดเหล่านี้ทำให้หนุ่มน้อยชุดดำ ตั้งสมาธิใช้วิชาเนตรพิพากษาเพ่งสายตา มองทะลุผนังกระโจมเข้าไปด้านใน


    ภาพที่ปรากฏต่อหน้า หญิงสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะสูง ในชุดสีแดงหน้าตางดงาม ถ้าไม่มีพลังไอมารออกมา แทบจะดูไม่ออกว่านางเป็นมารเพราะหน้าตาที่งดงาม ผิวขาวเรียบเนียนดวงตากลมโต จมูกและใบหน้าเข้ากันอย่างกลมกลืน ไม่มีส่วนไหนที่เป็นมารเลย นางงดงามกว่าเซียนเสียด้วยซ้ำ


    “องค์หญิงตอนนี้ทัพใหญ่ของเรา กำลังได้เปรียบ ในไม่ช้าคนผู้นั้นต้องสยบแก่ท่านแน่นอน ขอแค่เขาได้เห็นหน้าและสบตากับท่านในตอนนี้ เขาน่าจะหลงใหลและยอม แต่งตั้งขึ้นเป็นราชินี เพื่อความสงบสุขของแดนเทพอสูร”


    “ข้าตัดสินใจช้าไปหน่อย คิดว่าเขาเพิ่งใจในตัวข้า ไม่คิดว่าเขาจะแต่งตั้งราชินีขึ้นเร็วๆ นี้ ถ้ามารที่แทรกซึมอยู่ในแดนเทพอสูร ไม่มาแจ้งข้าก็ยังจะไม่รู้ ที่เขาทำตัวเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ไม่สนใจใครเป็นเพราะว่า เขามีนางในดวงใจแล้ว”


    นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาลง แต่มือกำแน่น แต่นั่นเป็นอาการแค่ชั่วครู่เท่านั้น นางเงยหน้าขึ้นพร้อมกับดวงตา ที่สวยงามมีประกายสีม่วงออกมา และพูดด้วยน้ำเสียง ที่แข็งกร้าวผิดกับตอนแรก


    “ข้าจะไม่ยอมให้เขาแต่งกับผู้ใด! นอกจากข้าเท่านั้น แล้วหน่วยสังหารที่ออกไป จัดการกับหญิงสาวทุกคน ที่คาดว่าจะถูกแต่งตั้ง เป็นราชินีของแดนเทพอสูรหมดหรือยัง?”


    “ตอนนี้จัดการไปได้สองคนแล้ว ล้วนแต่เป็นบุตรสาวเจ้าสำนักดังทั้งนั้น หน่วยสังหารยังอยู่ในแดนเทพอสูร หากมีข่าวเรื่องบุตรสาวตระกูลไหน จะถูกแต่งตั้งเป็นราชินี พวกนางจะถูกกำจัดทิ้งทั้งหมด”


    ‘นางช่างโหดเหี้ยมเสียจริง ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ นางต้องมีวิชามนต์สะกดอะไรบางอย่าง ถึงได้มั่นใจว่า ท่านพี่จะตกอยู่ใต้อำนาจของนาง ไม่ได้! ท่านพี่แต่งงานกับข้าแล้ว เจ้ามาช้าไปจริงๆ นั่นแหละ!’


    เซียวเหยาพาผิงผิง ออกมาจากกระโจม แอบไปที่กระโจมเก็บเสบียง มีคนเฝ้าด้านหน้าอยู่ห้าคน ไม่ยากสำหรับนางที่จะเข้าไปแอบส่องดู เสบียงของพวกเขา ทีแรกนางตั้งใจ จะขโมยเสบียงออกมาก่อน แต่…เสบียงที่อยู่ในกระโจมทุกอย่าง มีไอสีดำลอยอยู่ด้านบน


    “เมื่อกินไม่ได้ก็ทำลายทิ้งเสีย เผาเสบียงกระโจมที่พัก คืนนี้ให้พวกเขานอนชมท้องฟ้า ที่ไร้แสงจันทร์ไปก่อน”


    ฟิ๊วว… พรึ่บ!!


    เซียวเหยาโยนลูกไฟเข้าไปใน กระโจมเก็บเสบียง ทหารมารตกใจร้องตะโกน ต่างวิ่งมาช่วยกันดับไฟ นางใช้ความไวช่วงที่พวกเขากำลังสับสนอลหม่าน วางเพลิงอีกหลายที่โดยเฉพาะ กระโจมของเจ้าหญิงเผ่ามาร


    “ไฟไหม้ช่วยกันดับไฟเร็ว!”


    “แบ่งกลุ่มการดับไฟและคุ้มกันองค์หญิง!”


    “คนตั้งมากมาย ทำไมถึงดับไฟได้ยากแบบนี้”


    “เสบียงโดนเผาแบบนี้ พวกเราจะไม่มีอาหารกิน ช่วยกันดับไฟ!”


    “โอ้! กระโจมองค์หญิงก็ถูกไฟไหม้!”


    “พวกเรามีค่ายกล คนเผาต้องอยู่ในนี้!”


    เซียวเหยากอดอก ยืนมองเผามารวิ่งช่วยกันดับไฟ อยู่บนเขาสูง


    “ผิงผิงเจ้าดูสิ พวกเขาวิ่งกันสวนกันไปมา ในพื้นที่ไม่กว้าง เหมือนรังมดโดนน้ำท่วมเลย โอ๊ะ! หรือว่าข้าจะเปลี่ยนใจดี พวกเขาอยู่ในหุบเขา ถ้าโดนน้ำป่าไหลเข้าทะลักท่วมกระโจม พวกเขาจะเป็นอย่างไรนะ!”




    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)จุติลับไข่อสรพิษ เป็นจอมตะกละ ที่คุณอ่าน