“เช่นนั้นรึ”
“อืม..มาบอกกล่าวเื่สมรสพระราชทานของข้าว่ามิเหมาะสมและขอให้มีพระราชทานสมรสชายาเพิ่ม”
“อย่าบอกนะว่า.” ฟางซินทำตาโต
“ใช่..ทูลขอให้ไป่เยว่ชิงสมรสร่วมกับข้า..แต่ท่านแม่ฮองเฮามิยินยอม" จบคำเหม่ยเซียนตู้ฟางซินถึงกับนิ่งเงียบ
“สองพ่อลูกนั่นกล้าถึงเพียงนั้นเลยเหรอเนี่ย” ‘ต้องหน้าหนาเพียงใดกัน’ “ข้าเข้าใจแล้ว..ว่าเหตุใดบิดาเ้าถึงมิอยากให้ออกจากจวนใน่นี้”
“เป็เช่นที่เ้าคิด” เดินมาถึงศาลาริมน้ำ ทั้งสองคนจึงขึ้นไปนั่งจิบชารอท่านแม่โดยมีเสี่ยวถงกับจินเมี่ยวสาวใช้ของตู้ฟางซินคอยนั่งรินชาในศาลา ลี่หงและอี้หงคอยดูแลอยู่รอบๆ ศาลา มีบ่าวชายเดินวนไปวนมาตรวจรอบๆ จวน
หนึ่งเค่อผ่านไปฮูหยินเดินมาถึงศาลาริมน้ำมีสาวใช้เดินยกของตามมาสามคน เกาฮูหยินนั่งสอนเหม่ยเซียนและฟางซินบดดอกไม้แห้งตามกลิ่นที่ทั้งสองคนชอบ ดอกไม้หลากหลายชนิดที่ตากแห้งแล้วถูกนำมาให้เลือกมากมายที่นี่มีดอกมะลิ ซึ่งเหม่ยเซียนชอบมากเมื่อบดละเอียดแล้วยังคงมีความหอมของดอกมะลิอบอวลอยู่ ทั้งสามคนช่วยกันบดดอกไม้และแยกใส่โถแก้วขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ฮูหยินนำมาเตรียมไว้พร้อมติดชื่อกลิ่นแต่ละโถเพื่อให้ง่ายต่อการใช้ เกาฮูหยินบอกให้ตู้ฟางซินเลือกกลิ่นที่ชอบไว้สักสองสามกลิ่นเพื่อนนำกลับจวนแบ่งให้ท่านแม่ของนางด้วย ขณะที่ทั้งสามกำลังช่วยกันอย่างสนุกสนามเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ท่านเสนาเอ่ยเตือนก็เกิดขึ้น
เฟี้ยว ๆๆ ฉึกๆๆ!!!! เสียงลูกธนูราวสิบดอกที่พุ่งมาทางสตรีที่อยู่ในศาลาแต่ถูกสกัดไว้ด้วยองครักษ์เงาที่ใส่ชุดสีกรมขลิบทองรอบทิศทาง “ว๊ายยยๆๆๆๆ” เสียงฮูหยิน เหม่ยเซียนและฟางซินรวมสาวใช้ดังขึ้นอย่างใเหลือบมองธนูที่ถูกฟันจนหักตกอยู่เกลื่อนศาลาอย่างไม่อยากจะคิดถ้าหากมันหลุดมาถึงตัวได้
ลี่หงกับอี้หง รีบะโขึ้นมาบนศาลายืนใช้ดาบป้องกันสตรีทั้งหมด ชั่วพริบตาเหล่าชายชุดดำแต่งตัวคล้ายนินจา บุกรุกเข้าจวนอย่างอุกอาจนับสามสิบสี่สิบคน แต่ละคนจ้องมองไปยังสตรีวัยเยาว์ทั้งสองคนที่แต่งกายด้วยชุดราคาแพงในศาลาเขม็ง เหม่ยเซียนคิดในใจ ‘นี่กลางวันแสกๆ พวกนักฆ่ามันยังกล้าขนาดนี้แสดงว่าคงมั่นใจในฝีมือตนเองมากสินะ’ แล้วเหตุการณ์ชุลมุนก็เริ่มขึ้น
เคร้งๆๆ เคร้งๆๆ ฉุบๆ ฉั้วะๆๆ!! เสียงองครักษ์รวมกับบ่าวชายที่เป็วรยุทธ์นับร้อยใช้ดาบและกระบี่ฟาดฟันไล่ต้อนเหล่านักฆ่าที่มีจำนวนน้อยกว่าแต่ก็สู้ไม่ถอย
“พาฮูหยินกับคุณหนูเข้าเรือนไปเร็วเข้า!!!” เสียงของท่านเสนาบดีจูที่มาจากทางใดมิทราบ ดังขึ้น เสี่ยวถง จินเมี่ยว และป้ามู่ (สาวใช้ฮูหยิน) ช่วยกันจับนายของตนลุกขึ้นวิ่งออกจากศาลาไปยังเรือนรับรองที่ใกล้ที่สุดโดยมี ลี่หง อี้หงและเงาอีกห้าคนตามประกบคุ้มครองไม่ห่าง
ภายในเรือนรับรองทั้งนาย ทั้งสาวใช้ต่างพากันนั่งหอบหายใจด้วยความเหนื่อยเนื่องจากใช้แรงวิ่งมาอย่างรวดเร็วแตกต่างจากองครักษ์ที่คอยยืนเฝ้าดูอยู่โดยไม่มีท่าทีอันใด
เหม่ยเซียนพูดขึ้นมา “ท่านพ่อเพิ่งกล่าวเตือนไปเมื่อยามซื่อ มิคิดเลยว่าเพียงแค่หนึ่งชั่วยามพวกมันกลับลงมืออย่างอุกอาจ”
“นักฆ่าพวกนี้ทำงานตามใบสั่งมิเคยกลัวตายขอเพียงให้สังหารเป้าหมายได้ก็ถือว่าสำเร็จลุล่วง บ่าวคิดว่าพวกมันคงได้รับคำสั่งให้ลงมือวันนี้ อาจจะเห็นว่าคุณหนูมิได้ออกจากจวนไปที่ใดจึงเลือกที่จะบุกเข้ามา” ลี่หงเอ่ย
“เหตุใดถึงมิเลือกมาตอนกลางคืนเล่า จะไม่ง่ายกว่ารึ?” ฟางซินถาม
“พวกมันอาจจะอยากประเมินกำลังคนของเรา ว่ามีจำนวนเท่าใดหากมาตอนกลางคืนอาจจะคำนวณไม่ได้..ไม่แน่ตอนนี้พวกมันอาจส่งข่าวออกไปแล้วและรอเวลา” องครักษ์เงาคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาถึงความเป็ไปได้ เสียงฟาดฟันด้านนอกยังมีขึ้นมาเรื่อยๆ
ผ่านไปสองเค่อทุกอย่างจึงเงียบสงบลง ทุกคนที่อยู่ในห้องรับรองเปิดประตูก้าวออกมาด้านนอกเหล่าองครักษ์เงาเร้นกายหายไปอย่างไร้ร่องรอยทิ้งไว้เพียงบ่าวชายที่ช่วยกันจัดการเก็บกวาด
“ท่านพ่อ…” วิ่งไปหาท่านเสนาบดี “าเ็หรือไม่เ้าคะ” ใช้สายตาสำรวจท่านพ่อของนางเพื่อหาร่องรอย เหม่ยเซียนทราบดีว่าท่านพ่อของนางเป็วรยุทธ์แม้จะไม่เก่งกาจเท่าขุนนางฝ่ายบุ๋นแต่ก็สามารถป้องกันตนเองได้
“พ่อมิเป็อันใดหรอกเ้าอย่าได้ห่วง” ยกมือลูบหัวบุตรสาวเบาๆ
“ท่านพ่อเก่งมากเ้าค่ะ” ยิ้มหวานแล้วถามความต่อ “จับตัวพวกมันได้หรือไม่เ้าคะ”
“ได้มาสองคน ที่เหลือตายหมด" ท่านพ่อของนางบอกพลางพยักหน้าไปทางซ้ายมือ ตอนนี้ภายในจวนของนางกลาดเกลื่อนไปด้วยซากศพนับสี่สิบชีวิตจนนางต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก “พ่อจะอยู่จัดการตรงนี้เ้าพาท่านแม่กับสหายไปอยู่เรือนใหญ่ก่อนเถิด..อีกครู่ก็รับสำรับกลางวันซะเพราะเลยเวลามาแล้ว" ‘ผู้ใดจะทานลงเ้าคะท่านพ่อ’
“เ้าค่ะ” ประคองท่านแม่ที่หน้าซีดจะเป็ลมและชักชวนฟางซินที่กำลังเสียขวัญกลับเข้าเรือนใหญ่ ‘ที่เหลือให้เป็เื่ของบุรุษเถิด’
อี้หงเป่าปากเป็สัญญาณเรียกนกสื่อสารมาเช่นเคย นางมั่นใจว่าพวกมันจะกลับมาในคืนนี้แน่นอนเื่ใหญ่เช่นนี้นางต้องรายงานโอรสทั้งสองพระองค์ได้ทรงทราบโดยด่วน พึ่บๆๆ รัดจดหมายแ่าแล้วปล่อยนกบินจากไป
๑------------------------๑
วังหลวง:ตำหนักอี้หลง
“ลงมือแล้วสินะ?” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นยามเห็นหวังป๋อปรากฎกาย
“พะยะค่ะ”
“มีผู้ใดาเ็หรือไม่”
“ไม่มีพะยะค่ะ กระหม่อมคิดว่าพวกมันมาแค่สังเกตการณ์ตอนนี้ท่านเสนาบดีจูจับตัวพวกมันได้สองคน พระองค์อยากให้กระหม่อมไปร่วมฟังความหรือไม่พะยะค่ะ”
“ไม่ต้อง…จัดเงาไปเพิ่มด้วยเราคิดว่าคืนนี้พวกมันคงลงมืออีก..มีคนส่งข่าวให้โอรสทั้งสองของเรารึยัง”
“ลี่หงจัดการแล้วพะยะค่ะ”
“อืม..” เมื่อไม่มีรับสั่งใดเพิ่มหวังป๋อจึงเร้นกายหายไป
๑-------------------------๑
สำนักศึกษาบนเขาไท่ซาน ยามเว่ย (14.00) ่เวลาที่ศิษย์ร่วมสองร้อยคนกำลังฝึกวรยุทธ์และประลองกำลังกันเต็มพื้นที่ตรงลานกว้าง สององค์ชายที่นั่งพักตรงพื้นหญ้าทอดมองศิษย์รุ่นน้องและสหายทั้งหลายประลองฝีมือกัน ในบรรดารุ่นน้องที่กำลังฝึกซ้อมอยู่นั้น มีจำนวนเกินกว่าครึ่งที่ตกลงยอมติดตามทั้งสองพระองค์เพื่อเป็กองกำลังในภายภาคหน้าเมื่อสำเร็จจากการศึกษา บนเขาแห่งนี้ทั้งสองพระองค์ถือว่าเป็ผู้นำทั้งด้านบู๊และบุ๋น อาจารย์ทุกผู้ต่างก็ยอมรับ
ขณะที่กำลังนั่งพักอยู่นั้น นกตัวน้อยแต่มีความว่องไวเป็เลิศบินตรงมาหาหย่งเจี้ยนด้วยความรวดเร็วและหยุดลงตรงพื้นหญ้าด้านหน้า หย่งเจี้ยนก้มมองและจับนกขึ้นมาแกะจดหมายออกอ่านสีหน้ามืดครึ้ม พร้อมยื่นจดหมายส่งต่อให้หย่งเซิงเนื้อความว่า
‘นักฆ่าลอบเข้าจวน ท่านเสนาบดีจูจับไว้ได้สองคน คาดว่าคืนนี้คงจะลงมืออีกครั้ง ทุกคนปลอดภัยเ้าค่ะ’
เ้าหย่งเจี้ยนลุกขึ้นยืนเดินนำหย่งเซิงไปตรงกลางลานฝึก พร้อมกล่าวขึ้นเสียงดังลั่น
“สหายและศิษย์น้องทุกคนจงฟัง” ในลานกว้างเงียบเสียงลง “หากผู้ใดคิดติดตามข้า..นับจากนี้หนึ่งเค่อ (15นาที) ให้ไปรวมตัวกันที่หน้าเรือนพัก!!” หันมองทุกคนนิ่งพร้อมกล่าวย้ำเสียงเข้ม “ข้าจะลงเขาไปจัดการเสี้ยนหนามสกุลไป่!!!!” จบคำหย่งเจี้ยนเสียงคลื่นลมหลายสายพัดผ่านไปทิศทางเดียวกันอย่างรวดเร็วเหลือทิ้งไว้เพียงลานกว้างว่างเปล่ากับรุ่นน้องฝ่ายบุ๋นที่นั่งเดินหมากล้อมข้างลานเพียงสี่คน