“ขออภัยคุณชายเฟิงยาหัวมันของร้านเราขายหมดแล้ว ท่านลองไปดูร้านอื่นเถิด”ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูร้านราวกับเสา ข้างหูเขามีเสียงเ็าของผู้ดูแลร้านวัยกลางคนดังขึ้น
ฝ่ามืออันเน่าเฟะที่ถือตะกร้าไม้ไผ่อยู่พลันกำแน่นความเจ็บแปลบแล่นมาจากใจกลางฝ่ามือ แต่ชายหนุ่มดูเหมือนจะไม่รู้สึกใดๆ
เขาเหลือบมองยาที่วางอยู่บนชั้นวางของแวบหนึ่งยาหัวมันสามอันวางเรียงอยู่บนนั้น
ใบหน้าหน้าเน่าเฟะที่อยู่ภายใต้หน้ากากกระตุกเล็กน้อยมุมปากของชายหนุ่มเผยรอยยิ้มเย้ยหยันตนเองออกมา ก่อนหันกายจากไปอย่างเหม่อลอย
รอให้ชายหนุ่มเดินจากไปไกลผู้ดูแลร้านวัยกลางคนที่มองดูเงาแผ่นหลังอันผ่ายผอมและโดดเดี่ยวของเขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งผู้ดูแลร้านตัวเล็กๆ อย่างเขาจะกล้าฝ่าฝืนคำสั่งที่เถ้าแก่มอบหมายได้อย่างไร
ระหว่างการช่วยเหลือชายหนุ่มกับการรักษาหน้าที่การงานของตนเขาย่อมรู้ตัวว่าต้องเลือกสิ่งใด
ผู้ดูแลร้านวัยกลางคนโคลงศีรษะให้ชายหนุ่มด้วยความเสียดายและสงสารจากนั้นก็หันกายเดินเข้าไปในลานกว้างหลังร้าน ก่อนหยุดอยู่หน้าโต๊ะหินที่วิจิตรงดงามตัวหนึ่งแล้วเอ่ยกับชายหนุ่มคิ้วหนาอย่างนอบน้อมว่า “คุณชาย ข้าน้อยไล่เขาไปตามที่สั่งแล้วขอรับ”
ชายหนุ่มเดินอยู่บนถนนที่คึกครื้นรอบด้านมีฝูงชนเบียดเสียดกันแน่นขนัด ทว่าเมื่อชายหนุ่มเดินผ่าน ผู้คนพลันทยอยกันปิดจมูกอย่างรังเกียจแล้วหลบหลีกชายหนุ่มออกไปให้ไกล จึงทำให้เกิดพื้นที่ว่างรอบตัวชายหนุ่ม
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำยามพลบค่ำสาดส่องเงาร่างที่โดดเดี่ยวและอ้างว่างของชายหนุ่มให้ทอดยาวขึ้นเป็พิเศษดูแปลกแยกจากถนนที่คึกคักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเป็อย่างมาก
“เถ้าแก่ ผักหมีไช่ขายอย่างไร...”เขาจัดการความรู้สึก แล้วเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูร้านขายผักหมีไช่
ใบหน้าของหลันเฟิงเพิ่งจะมีรอยยิ้มเล็กๆกลับถูกน้ำเสียงเ็าและเหยียดหยามขัดเข้า “ขออภัยคุณชายเฟิง ร้านของเราจะปิดแล้ว”ใบหน้าของผู้ที่อยู่ด้านหลังไร้อารมณ์ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลันเฟิงแข็งค้างทันที
หลันเฟิงปากขมุบขมิบเล็กน้อยสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง เปล่งคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก“ขอโทษด้วย ข้าไม่รบกวนแล้ว”
เขาถอยออกมาจากประตูร้านอย่างเชื่องช้ารอยยิ้มเย้นหยันตนเองตรงมุมปากของชายหนุ่มชัดขึ้นหลายส่วน
ผู้จัดการร้านขายผักหมีไช่ปิดจมูกอย่างรังเกียจอีกมือหนึ่งโบกไปมาอยู่ตรงจมูก พลางเหลือบมองชายหนุ่มอย่างรังเกียจแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยพึมพำด้วยเสียงแ่เบาว่า“มารดามันเถอะ ซวยจริงๆ อีกเดี๋ยวต้องไปซื้อใบหอมดับกลิ่นมาวางในร้านแล้วมิเช่นนั้นเกรงว่าสามวันสามคืนกลิ่นเหม็นนี่ก็คงไม่หายไป ใช่แล้วว่ากันว่าพิษผีดิบบนตัวของเ้าตัวไร้ประโยชน์นั่นติดต่อสู่ผู้อื่นได้ แย่แล้วๆเมื่อครู่เขายืนอยู่ตรงประตู ข้าคงไม่ติดพิษหรอกนะ”
ผู้จัดการร้านไม่ได้สังเกตว่าการบ่นพึมพำของตนทำให้ชายหนุ่มที่ยังเดินไปไม่ไกลหยุดชะงักฝีเท้าเล็กน้อยหรือบางทีแม้ว่าเขาจะสังเกตเห็น แต่ก็ไม่ใส่ใจอยู่ดีชายหนุ่มในยามนี้ไม่มีคุณสมบัติพอจะทำให้เขาหวาดกลัวหรือต้องเอาอกเอาใจอีกแล้ว
ชายหนุ่มเดินแทรกตัวไปท่ามกลางฝูงชนที่แออัดไม่นานเงาร่างของเขาก็หายเข้าไปในจวนหลังใหญ่หลังหนึ่ง
ในลานเล็กๆทางทิศตะวันตกของจวน ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังสานตะกร้าไม้ไผ่อย่างเอาจริงเอาจัง ตั้งใจทำอย่างพิถีพิถัน
“แอ๊ด”
เสียงประตูไม้หน้าลานบ้านถูกผลักออกดังขึ้นเงาร่างผ่ายผอมที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าก็สาวเท้าเข้ามาอย่างแช่มช้า “ท่านพ่อ”
ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นเหลือบมองชายหนุ่มแวบหนึ่งแล้วผุดรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา “เฟิงเอ๋อร์ ทำไมกลับมาช้าเช่นนี้รีบไปกินข้าวเย็นเถอะ พ่ออุ่นไว้ให้เ้าแล้ว เ้า”
หลันเฟิงมองรอยยิ้มสดใสที่ประดับอยู่ทั่วใบหน้าของชายวัยกลางคนแล้วพลันเหม่อลอยไปเล็กน้อย
“มัวเหม่ออะไรอยู่รีบไปกินข้าวเถอะ” เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งงัน ชายวัยกลางคนก็เร่งเร้าด้วยรอยยิ้ม
“อือ”
เสียงแหบแห้งเปล่งออกมาจากริมฝีปากของหลันเฟิงมันแหลมสูงเสียดแก้วหูเหมือนกับเสียงโลหะทองคำเสียดสีกันอย่างไรอย่างนั้น
เขาขยับฝีเท้าชักสายตากลับมาจากเรือนร่างของชายวัยกลางคนอย่างแช่มช้า ก่อนที่เงาร่างของชายหนุ่มจะหายเข้าไปในเรือน
ในลานด้านหลังเขาชายวัยกลางคนที่กำลังสานตะกร้าไม้ไผ่อย่างตั้งใจหยุดชะงักเล็กน้อย ถอนหายใจอย่างแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
หลังจากที่หลันเฟิงถูกทำร้ายอย่างโเี้เมื่อสามปีก่อนเขาก็มักจะมีอาการเหม่อลอย เอาแต่ซึมเศร้าทั้งวัน ทว่าโชคดีที่แม้เขาจะถูกทำร้ายอย่างโเี้แต่หลันเฟิงก็ยังเอาชีวิตรอดมาได้อย่างเด็ดเดี่ยวความอึดและความอดทนที่น่ากลัวนั้น แม้แต่ชายวัยกลางคนที่โอ้อวดว่าตนมีประสบการณ์ผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วนก็ยังรู้สึกหวาดกลัวจนสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้
แต่แววตาของชายหนุ่มก็เผยความแค้นใจถึงขีดสุดออกมาเป็ครั้งคราวทำให้ชายวัยกลางคนหวาดผวาเล็กน้อย
“เด็กคนนี้...”แววตาของชายวัยกลางคนดูกังวล เขาโคลงศีรษะพลางทอดสายตามองไปยังทิศตะวันออก สายตาพลันเคร่งขรึมเล็กน้อย“จวนค้ำฟ้ายิ่งใหญ่ขนาดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราจะล่วงเกินได้”มุมปากเขาเผยรอยยิ้มเย้ยหยันตนเองออกมา
ทั้งๆที่รู้ว่าศัตรูที่เกือบจะสังหารบุตรชายของตนอยู่ในจวนค้ำฟ้า แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลยช่างเป็พ่อที่ไร้ความสามารถจริงๆ
หลังจากกินข้าวเย็นอย่างเร่งรีบล้างถ้วยล้างชามจนสะอาด ฟ้าก็มืดแล้ว
หลังเฟิงยืนพิงกรอบประตูอาศัยแสงจันทร์สลัวจ้องมองเงาร่างพล่าเลือนในลาน
ภายในระยะเวลาสั้นๆเพียงสามปี เงาร่างของชายวัยกลางคนกลับแก่ชราลงไปมาก
ความจริงแล้วในใจของหลันเฟิงมีความลับอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่อาจบอกผู้ใดได้นั่นคือเขาไม่ใช่คนของโลกใบนี้ แต่มาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มีชื่อเรียกว่าโลก
ในโลกเดิม เขาเป็แค่สิ่งมีชีวิตธรรมดาคนหนึ่งความปรารถนาของเขาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าบ้าน รถ เงิน แต่งงานมีลูกใช้ชีวิตแบบธรรมดาสามัญ ทว่า์กับเล่นตลกกับเขา ระหว่างที่เขากำลังขับรถไปเที่ยวกลับประสบเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ ‘ูเามั่วก้าน’จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงระดับ AAAA
ยามที่เขาฟื้นขึ้นมาโลกก็เปลี่ยนไปเขากลายเป็เด็กทารกที่กำลังหัดพูดตามผู้ใหญ่อยู่
หลันเฟิงอาศัยความคิดอ่านของผู้ใหญ่รวมทั้งชาติกำเนิดที่ไม่ธรรมดา แสดงความโดดเด่นั้แ่อายุยังน้อยโดดเด่นกว่าอัจฉริยะหลายๆ คน มีชื่อเสียงไม่น้อยในตำบลใหญ่ที่คึกคักและเจริญรุ่งเรืองแห่งนี้
หากพูดกันอย่างจริงจังเขาก็ไม่นับว่าเป็อัจฉริยะอะไร เป็แค่คน ‘รู้ความ’ มากกว่าคนที่อายุเท่ากัน และมุมานะมากกว่าเท่านั้น ถึงได้โดดเด่นราวกับอัจฉริยะอย่างไรอย่างนั้นแม้แต่ในบรรดาอัจฉริยะที่มีคุณสมบัติพิเศษยังถูกความเปล่งประกายของเขาบดบัง
แต่ทว่ายามที่เขากำลังพึงพอใจที่สุดนั้นเองความเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงก็มาหาเขา ผลักเขาให้ตกลงไปในขุมนรกหมื่นจั้ง
สามปีก่อน หลันเฟิงไปต่อสู้กับปีศาจอสูรเทียมอย่าง‘ปีศาจผีดิบ’เพื่อฝึกทักษะการต่อสู้ของตนเองทีู่เาเสวียนหนิวด้านนอกตำบลเฟิงเหมือนทุกวันทว่าวันนั้นเขาเพิ่งจะมาถึงูเาเสวียนหนิวได้ไม่นาน ก็พบบุรุษและสตรีลึกลับที่ยังเยาว์วัยคู่หนึ่ง
มุมปากของสตรีนางนั้นมีคราบโลหิตหลงเหลืออยู่ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ รูปร่างผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกบนหัวไหล่ขาวเนียนของนางมีรูโลหิตที่ดูโหดร้ายทารุณและสะดุดตาอยู่สองรูราวกับว่าถูกอสูรประหลาดสักอย่างกัดมาอย่างไรอย่างนั้น
เทียบกับบุรุษข้างๆแล้ว แม้เขาจะมีาแทั่วร่าง แต่กลับไม่มีค่าใดๆ ให้พูดถึง
หลันเฟิงถูกสตรีผู้นั้นบีบบังคับชิงโลหิตไปจนมีสภาพเหมือนกับนาง ิัแห้งเหี่ยว หน้าซีดขาวร่างกายที่แข็งแรงเหมือนลูกวัวน้อยพลันแห้งเหี่ยวอย่างรวดเร็วจนมีสภาพใกล้ตาย
ส่วนสตรีนางนั้นพอได้รับโลหิตของหลันเฟิงไป ก็กินยาลูกกลอนวิเศษละลายโลหิตเข้าไปเม็ดหนึ่งอาการาเ็ฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและรอดพ้นจากความตาย
ไม่รู้ว่าเป็เพราะยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่หรือว่าเกิดความละอายใจกันแน่สตรีชุดแดงมองหลันเฟิงด้วยสีหน้าสลับซับซ้อนอยู่นาน ก่อนจับปีศาจอสูรเทียมอย่างปีศาจผีดิบในละแวกนั้นแล้วดูดโลหิตของมันมาใส่ในร่างของหลันเฟิง
“หากเ้าอยากแก้แค้นก็ให้มาหาข้าที่จวนค้ำฟ้า ข้ามีนามว่าหงเซียน”
สตรีชุดแดงกัดริมฝีปากโยนแผ่นป้ายไม้สีดำแผ่นหนึ่งออกมา แล้วผลักชายหนุ่มที่หมายจะเข้ามาประคองนางออกไปด้านข้างก่อนบินพลิ้วขึ้นไปกลางอากาศ หายวับไปจากครรลองสายตาของหลันเฟิง
บุรุษหนุ่มจ้องมองหลันเฟิงเขม็งด้วยสีหน้าเดี๋ยวเคร่งขรึมเดี๋ยวสดใสไม่แน่นอนอยู่นานดวงตาสีดำเปล่งแสงอันตรายวาววาบ พลางข่มขู่หลันเฟิงประโยคหนึ่งว่า “เ้าหนู หากเ้าฉลาดพอทางที่ดีก็ควรทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน”
พอสิ้นเสียง เงาร่างของชายหนุ่มก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าไล่ตามสตรีชุดแดงไป
ในที่สุดหลันเฟิงที่ฝืนเผยอเปลือกตาขึ้นก็หมดสติไปหลังจากที่บุรุษและสตรีวัยเยาว์จากไป
ยามที่เขาฟื้นขึ้นมาฝันร้ายก็มาเยือน
โลหิตอันคุ้มคลั่งของปีศาจผีดิบขัดแย้งกับร่างกายของเขาจนเกิดเป็ปฏิกิริยาย้อนกลับอย่างรุนแรงทำให้อวัยวะภายในทั้งห้าของเขาได้รับาเ็ในระดับแตกต่างกันไปรวมทั้งจุดตันเถียน
พลังยุทธ์ที่สั่งสมฝึกฝนอย่างหนักมาสิบกว่าปีพลันมลายหายไปในพริบตาและยิ่งไปกว่านั้นจุดตันเถียนยังถูกทำลาย ไม่อาจสะสมปราณแท้ได้อีกกลายเป็คนไร้ค่า
ซ้ำพิษผีดิบยังรุนแรงมากมันแทรกซึมเข้าไปตามแขนขาทั้งสี่และกระดูกของเขา ทำให้ิัเน่าเปื่อยหน้าตาเสียโฉม และต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษผีดิบทั้งวันทั้งคืน
ชายหนุ่มที่เดิมจิตใจเร่าร้อนฮึกเหิมมองดูสิ่งมีชีวิตทุกจากเบื้องบนพลันตกลงไปในขุมนรกที่ไม่มีทางฟื้นฟูได้ชั่วกัปชั่วกัลป์ภายในวันเดียว
เพื่อรักษาชีวิตของบุตรชายหลันเสียนหลง ในฐานะผู้าุโลำดับที่สามของตระกูลหยาง หนึ่งในสามตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในตำบลเฟิงและเป็ผู้าุโเพียงคนเดียวที่ใช้คนละแซ่เขาเข้าไปในป่าจันทราอสูร ต่อสู้กับปีศาจอสูรระดับดาราเพียงลำพัง
เขาเปิดฉากต่อสู้อย่างดุเดือดสุดท้ายหลันเสียนหลงที่ใจร้อนอยากจะช่วยบุตรชายจึงใช้กระบวนท่าต้องห้ามของตระกูลหยางวิชาผลาญปราณแท้ สังหารปีศาจอสูรระดับดาราตนนั้นแล้วนำสมุนไพรรักษาอาการาเ็อย่างหญ้าต่อชีวิตละลายโลหิตกลับมาทว่าพลังยุทธ์ของเขาก็หายไปจนหมดสิ้นเพราะการต่อสู้ในครั้งนั้น
แม้จะรักษาชีวิตของบุตรชายเอาไว้ได้ชั่วคราวแต่ตำแหน่งผู้าุโลำดับที่สามของหลันเสียนหลงกลับถูกแย่งชิงไป สองพ่อลูกจึงถูกลดขั้นลงมาเป็เพียงญาติสายรองธรรมดาสามัญเท่านั้น
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเปล่งแสงเลือนรางดึงความคิดซับซ้อนของชายหนุ่มกลับมา
เขาทอดสายตามองเงาร่างหลังค่อมในลานความเคียดแค้นสุดแสนฉายวาบผ่านดวงตาสีดำสนิทของเขา
“จวนค้ำฟ้าหงเซียน!”
เสียงพึมพำแ่เบาจนแทบไม่ได้ยินออกมาจากปากของชายหนุ่มแววตาของเขาฉายแววเย็นเยียบที่ทำให้ผู้คนรู้สึกขวัญผวาออกมารางๆ