เป่ยจินและหยางคงยังคงเดินดูพื้นที่กันไปสักพักใหญ่ จึงตัดสินใจไปยังที่ทำการของเมือง เพื่อพูดคุยเื่การดูพื้นที่ จากแผนที่ ซึ่งง่ายกว่าการเดินไปมามากกว่านัก
“คารวะใต้เท้า ข้าอยากจะมาสอบถามเื่การซื้อที่ดินในเมืองนี้ขอรับ” หยางคงเอ่ยออกมา ส่วนสาเหตุนั้นก็เพราะว่าการให้หยางคงที่เป็พี่ชายเป็ผู้ออกหน้าในการทำสิ่งใด ย่อมสะดวกกว่าอยู่แล้ว ก็นั้นสินะ... การเป็สตรีนะ มิว่าจะยุคไหนก็ยุ่งยากเสียจริง พูดแล้วก็คิดถึงจังเลย...
มิใช่ว่าเ้าี้เีเจรจาหรอกหรือจินเออร์” หยางคงเอ่ยออกมาในใจ
“อืมๆ เชิญนั่งก่อนสิ” เกาลู่ชาง เ้าหน้าที่กรมที่ดินเอ่ยออกมา ส่วนกุนซือข้างกายของเกาลู่ซาง ที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้หน้าที่ของตนเอง โดยมิต้องเอ่ยสิ่งใด ก็จึงเดินไปหยิบแผนที่ ทำเล ที่ดินในเมืองออกมาทันที
“นี่คือแผนที่ที่ดินในเมืองนี้ขอรับ น้ำหมึกสีดำที่กาทับไว้บนตำแหน่งใด หมายถึงพื้นที่มีการจับจองไปแล้ว ส่วนที่ใดมี นั้นหมายถึงยังว่างอยู่ขอรับ” กุนซือเฉินกล่าวออกมา
“ขอบพระคุณขอรับ” หยางคงตอบรับออกไป และหันไปเอ่ยกับจินเออร์
“จินเออร์ น้องดูเถิดอยากได้พื้นที่ตำแหน่งใด”
“จินเออร์น้องดูเถิดอยากได้พื้นที่ตำแหน่งใด”
“คุณชายดูท่าจะรักน้องสาวตนเองมากนะขอรับ ถึงขั้นให้สตรีเป็คนเลือกเองได้” เกาซางอู่เอ่ยออกมา ระหว่างที่ ลอบมองไปยังเปยจินและหยางคง
“ขอรับ มารดา บิดาข้าได้ทำเป็ตัวอย่างมาก่อน ตัวข้าเลยได้รับการปลูกฝังการดูแลน้องสาวมาจากครอบครัวนะ ขอรับ ฮ่าๆ” พอดีว่ามารดาข้าบิดาข้าเป็คนของจวนนี้ การดูแลคุณหนูก็ต้องเป็งานของข้าอยู่แล้วขอรับ
“เ้าค่ะ” จินเออร์มิได้เอ่ยอันใดออกมา ด้วยการให้สตรีมีสิทธิมีเสียงในยุคนี้ก็เป็เื่ที่ยากเช่นเคย แม้จะมีเื่พลังปราณเข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม
เพียงแต่นางมิได้เปิดเผยมันออกมา เ้าหน้าที่ของเมืองแห่งนี้จึงได้ เอ่ยออกมาเช่นนี้ ในระหว่างที่จินเออร์กำลังเลือกดูพื้นที่ทั้งหมดอยู่นั้น หยางคงก็ได้ทำหน้าที่เจรจาสอบถามเื่ราว ต่างๆ ไปด้วย ได้ ความว่า ในเมืองแห่งนี้ จะแบ่งการค้าขายที่ดินออกเป็สองแบบ
แบบแรกคือชาวบ้านที่มีชื่ออยู่ในเมืองแห่งนี้ จะมีสิทธิ์ในการซื้อขายที่ดินก่อนโดยไม่เสียภาษีในการซื้อครั้งแรก แต่ยังคงต้องเสียภาษีรายปีหรือที่เรียกว่าสวยให้แก่ทางการดังเช่นปกติ
ส่วนแบบที่สอง ชาวบ้านต่างเมืองที่้ามาทำกิจการการค้าหรือสร้างที่อยู่ในที่แห่งนี้ จะต้องทำการลงทะเบียน เป็สมาชิกของเมืองแห่งนี้เสียก่อน
หรือหากมิได้้ามีชื่ออยู่ในเมืองแห่งนี้ในฐานะประชาชนของเมือง แต่อาจเข้ามา ด้วยวัตถุประสงค์อื่น อาจต้องมีการเสียภาษีที่มากกว่าเดิม คล้ายกับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทางการ อีกทั้งในกรณีที่ดินพิเศษหรือก็คือติดกับป่าม่านหมอก
ราชสำนักหรือทางการจะมีให้ความคุ้มครองหรือช่วยเหลือใดๆ หากเกิดปัญหาขึ้น ที่เกี่ยวเนื่องมาจากสิ่งใดก็แล้วแต่จากป่าม่านหมอก เพียงแต่เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นก็ยังต้องเสียภาษีเช่นเดิม
“พี่หยางเ้าคะ ข้า้าพื้นถ้า้าพื้นที่รกร้างหลังูเาของหมู่บ้าน ที่ติดกับป่าม่านหมอกที่มีขนาดหนึ่งพันหมู่ เ้าค่ะ"
“พื้นที่รกร้างที่ท่านว่ามาคิดเป็หมู่ละหกตำลึงเงินขอรับ”
“แล้วตรงนี้เล่าเ้าคะ" เป่ยจินชี้ไปยังบริเวณรอบๆ ป่าม่านหมอกทั้งหมดที่ปลายตีนเขาที่นาง้าซื้อด้วยเช่นกัน เพราะอย่างไรเสีย ก็ตัดสินใจจะสร้างกิจการที่นี่ เช่นนั้นก็จัดการเสียทีเดียวให้เป็อาณาเขตของสำนักคุ้มภัยซีจ้าวไปด้วยกันเสียเลย
“ส่วนหากท่าน้าพื้นที่เนินเขาอีกด้านข้างรอบๆ คิดเป็หมู่ละห้าตำลึงเงินขอรับ เพียงแต่พื้นที่รอบเนินเขาที่ว่า เหลือเพียงห้าร้อยหมู่เท่านั้น”
“ห้าร้อยหมู่เท่านั้นหรือเ้าคะ เช่นนั้นข้า้าทั้งหมดเ้าค่ะ”
“พื้นที่ที่พวกท่าน้าต้องใช้เงินเป็จํานวนมาก พวกท่านไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่”
"มิได้ล้อเล่นเ้าค่ะ"
“พวกข้าเป็พ่อค้าต่างเมืองขอรับ้าที่จะมาตั้งกิจการในเมืองแห่งนี้ หากพวกท่านสงสัยพวกท่านสามารถ สอบถามได้”
“เช่นนั้นกิจการของพวกท่านมีชื่อว่าอันใด”
“พวกข้าเป็ตัวแทนจากสำนักคุ้มภัยซีจ้าวขอรับ”
“ข้าพอจะได้ยินชื่อมาบ้างขอรับนายท่าน เป็กิจการคุ้มภัยที่มีการรับคุ้มครองทั้งคนและสิ่งของในแคว้นอีกฝั่งของป่าม่านหมอกขอรับ” กุนซือเฉินผู้รอบรู้เอ่ยออกมา
“เช่นนั้นข้าขอดูป้ายสัญลักษณ์อนุญาตได้หรือไม่”
“ป้ายนี่ใช้ได้หรือไม่ขอรับ” หยางคงหยิบป้ายหยกตัวแทนออกมา ด้วยั้แ่ก่อนออกมา เปียจินได้บอกไว้แล้วว่าเรา จะออกมาในฐานตัวแทนของสำนักคุ้มภัยจ้าว
“ได้ๆ เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ ให้พวกท่านมาเจอที่ริมป่าม่านหมอก เพื่อวัดขนาดพื้นที่และเขียนสัญญาซื้อขายได้เลย” เกาชางลู่นั้นเมื่อเห็นว่าตนเองมีโอกาสสานสัมพันธ์กับตัวแทนตระกูลใหญ่ๆ นั้นก็มิรอช้า ที่จะเอ่ยรับปากในทันที มิว่าอยากไรหากมีอำนาจและเงิน เมื่ออยู่ถูกที่ถูกเวลา มันก็สามารถช่วยได้ทุกอย่างจริงๆ สินะ
“ขอรับ เช่นนั้นพรุ่งนี้ พวกข้าจะไปรอที่ริมป่าม่านหมอก ลาก่อนขอรับ”
“กุนซือไปส่งคุณชายหยางและคุณหนูเป่ยหน่อยเถอะ”
“ขอรับนายท่าน”
เมื่อออกมาจากที่ทําการของเมืองได้ก็เป็ ยามเซิน (เวลา 15.00-16.59 น.) เสียแล้ว เป่ยจินและหยางคงจึงได้พากัน ไปหาของกินต่อ
เมื่อกินอิ่มหนังท้องตึง หนังตาของหยางคงก็ทำท่าจะหนชย่อนเสียให้ได้ แต่เพียงได้ยินประโยคหนึ่งออกมาจากปากของคุณหนูของตนแล้ว ก็อยากจะนอนหลับไม่ตื่นเสียจริง
“พี่หยางเข้าป่ากันเถอะ" เมื่อกินอิ่ม เป่ยจินจึงเอ่ยออกมา
“ห้ะ ตอนนี้นะหรือ
“เ้าค่ะ”
"แต่มันมืดแล้ว"
“มีดแล้วเข้ามิได้หรืออย่างไรกัน"
“มืดแล้วจะนอนไหน”
“มิติของข้าอย่างไรเล่า หรือท่านจะผูกเปลนอนบนยอดไม้ ข้าก็มีว่า”
“เ้า ข้าเหนื่อยจะพูดกับเ้าจริงๆ เห่อ” หยางคงทำได้เพียงถอนหายใจ
“เช่นนั้นเป็อันว่าตกลงนะเ้าคะ”
“ตามใจเ้าเถิด”
เสียงฝีเท้าสองคู่ที่ดังสวบ สาบ กำลังเดินเป็วิ่งมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางป่า ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรียกให้สัตว์ น้อยใหญ่และฝูงนกที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้เล็กใหญ่ เพราะมีมีมนุษย์คนใดกล้าล้วงล้ำเข้าสู่เขตชั้นในมานานนับหลายปี
“อ๊ากกก จินเออร์ช่วยข้าด้วย หมู่ป่ามันไล่ข้าแล้ว” หยางคงที่เท้ากำลังวิ่งและปากก็ะโไม่หยุด
ในขณะที่กำลังวิ่งหนีหมูป่าะโเรียกให้จินเออร์ช่วยเหลือ
“ท่านก็วิ่งตามข้ามาดีๆ แล้วก็ช่วยหุบปากท่านด้วย มันเรียกแขก” เป่ยจินตอบกลับออกไป
หากถามว่าเหตุใดพวกนางถึงมิใช้พลังละก็…ก่อนหน้านี้ในอาณาบริเวณ ได้มีผู้ใช้ปราณมากมายที่ออกมาทำภารกิจของตนเอง จึงตัดปัญหาโดยการหาอันใดทำ
และอันใดที่ว่านั้นก็คือ....การล่อหมูป่าออกมาทั้งฝูงและแสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าตนเองโดนหมูป่าวิ่งไล่เข้าสู่บริเวณป่า หาได้มีพลังปราณสูงส่งแล้วจึงสามารถเข้าป่าชั้นในได้อย่างที่หลายๆ คนคิด
"หึยยย เชอะ"
กึก...
เป่ยจินหยุดนิ่งกะทันหัน เมื่อรู้สึกตัวได้ว่าตอนนี้นั้นทั้งคู่ได้เดินเข้ามาถึงป่าชั้นใน
“เป็อันใดไปจินเออร์เ้าจะหยุดทำไมมีบอกข้าก่อน” หยางคงเอ่ยถามออกมา ด้วยความสงสัยว่าเหตุใดจินเออร์ถึงได้ หยุดกะทันหันเช่นนี้
“พี่หยางท่านรู้สึกอันใดหรือไม่”
“อันใดขอรับ”
“ความรู้สึกแปลกๆ รอบกายอย่างของพวกเราตอนนี้เ้าค่ะ”
“จิตสังหาร คุณหนูระวังด้วยนะขอรับ”
“เ้าคะ พี่หยางก็ด้วยนะเ้าคะ” นี่มันคงงูพิษชัดๆ
งูพิษชนิดนี้ทำหน้าที่ปกป้องสมุนไพรวิเศษหายากชนิดหนึ่ง ที่แม้แต่ในมิติยังมิมี ด้วยมิติของนาง สมุนไพรที่มีนั้นย่อมเกิดขึ้นมาจากการนำเข้าจากข้างนอก
ทั้งจากสัตว์วิเศษข้างกายนางทั้งสองที่ขยันสืบเสาะมาให้นาง อีกทั้ง ยังมีสมุนไพรเก่าๆ ในมิติที่มีมาั้แ่ อดีตจากคนมิติคนก่อนๆ