หนิงเทียนทะยานผ่านหมู่ต้นไม้นานาชนิด มันหยุดยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่
เหม่อมองไปบนท้องฟ้าที่มืดมิด เรียงรายไปด้วยหมู่ดาวน้อยใหญ่ แม้จะมีดวงดาวมากมายเพียงใด แต่กลับเป็ความรู้สึกเฉกเช่นค่ำคืนสุดท้ายในชีวิตก่อน เสมือนลางร้ายกำลังจะบังเกิดขึ้น
“อย่าทำตัวเป็ภูตผีิญญาอยู่ตลอดเวลาเลย ออกมาเถอะ”ดวงตาของหนิงเทียนจับจ้องไปบนท้องฟ้าอย่างไม่ละสายตา ทว่าเสียงที่มันเปล่งออกมา ราวกับว่ากำลังพูดอยู่กับใครบางคน
“ข้าน้อยพยายามลบจิตััมากเพียงใด ก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตานายน้อยไปได้”ชายชราหลังค่อมเดินออกมาจากเงามืดพร้อมกล่าวด้วยวาจาชื่นชม
“เ้าไม่ตลกไปหน่อยหรือ?? ลบจิตััของตัวเองเพื่อจะซ่อนตัวจากข้า
แต่กลับขยายมันออกล้อมรอบตัวข้าเป็บริเวณกว้างเพื่อป้องกันอันตราย”
“หามิได้นายน้อย ข้าต้องห่วงความปลอดภัยของท่านเป็อันดับแรก”
เห็นอีกฝ่ายปรากฎตัว หนิงเทียนละสายตาจากท้องฟ้าที่มืดมิด หางตาเหลือบมองไปมองพ่อบ้านมู่ “เ้าคงเห็นเด็กสาวชุดเขียวคนนั้นแล้ว?”
พ่อบ้านมู่นิ่งเงียบไร้คำพูด “…..”
“ข้าคงคาดเดาได้ถูกต้องสินะ” หนิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
พ่อบ้านมู่เหม่อมองไปในทิศทางด้านนอกของป่านรกดำด้วยแววตาคนึงถึง
“เื่มันผ่านมาร้อยปีแล้ว ข้าน้อยไม่ใช่คนของตระกูลมู่อีกต่อไป”
“คำพูดของเ้าช่างเ็าเสียจริงนะ” แม้คำพูดมู่เฉิงจะเ็า แต่น้ำเสียงและแววตาของมันนั้น ไหนเลยจะรอดพ้นสายตาของหนิงเทียนไปได้
“เหตุใด บรรพชนของตระกูลมู่ ถึงมาเป็พ่อบ้านอยู่ในแดนภูตเร้นลับได้ละ??”
“ชีวิตข้าน้อยเป็ของนายท่านใหญ่ ข้าน้อยสาบานว่าจะละทิ้งเื่ราวในพื้นที่ราบภาคกลางทั้งหมดและใช้ชีวิตแก่ๆของข้าน้อยเพื่อรับใช้นายท่านทั้งหมดน้ำเสียงหนักแน่นดังจากปาก
“ช่างเถอะ ทางเดินของเ้า ข้าไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง” เมื่อกล่าวจบหนิงเทียนกำลังจะจากไป หากแต่เสียงของพ่อบ้านมู่นั้น ทำให้หนิงเทียนหยุดเดินและหันกลับไป
“นายน้อย ข้าน้อยขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่??”
“จงเอ่ยมา”
“ในเมื่อนายน้อยมีความสามารถในการถอนพิษให้เด็กสาวผู้นั้นได้ง่ายดาย
แต่แล้วเหตุใดถึงใช้วิธี มอบเกสรผึ้งหยก เพื่อรักษาพิษหนอนหิมะ”
“พิษหนอนหิมะ ของหลานสาวเ้าไม่ใช่พึ่งได้รับมาวันสองวัน แต่ได้รับมานานกว่าหนึ่งปี หนอนหิมะใช้เวลาฝักตัวสามปี ตราบใดที่ยังไม่ถึงระยะฝักตัวผู้ที่ถูกพิษจะไม่รู้สึกเ็ปหรือมีอาการผิดปกติอันใด”
หนิงเทียนกล่าวต่อ “จะใช้พิษหนอนหิมะต้องมีความเชี่ยวชาญกึ่งหนึ่ง เนื่องจากตัวหนอนหิมะอ่อนแออเป็ย่างยิ่ง มันจะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ในวันที่เ้าของร่างอ่อนแอหรือเจ็บป่วยเท่านั้น เด็กสาวคนนั้นเป็ถึงผู้ฝึกตนในดินแดนนักรบ จึงเหลือเพียงทางเดียวคือการเจ็บป่วย เ้าคิดว่าใครกัน ที่สามารถใช้หนอนหิมะในวันที่นางเจ็บป่วยได้
ถ้าไม่ใช่คนที่ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากนาง เ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลาที่นางกลับไปยังตระกูลพร้อมกับร่างที่ปราศจากพิษร้าย??”
“นายน้อยท่านกำลังจะบอกว่า หากคนที่วางยา รู้ว่าพิษหนอนหิมะในร่างของนางถูกจำกัดไปหมดสิ้น มันผู้นั้นจะมอบความตายโดยตรงให้นางอย่างรวดเร็ว” สีหน้าของพ่อบ้านมู่ตกตะลึง ความคิดอ่านของเด็กอายุ15ปีกลับมีความคิดล้ำลึกมากเสียยิ่งกว่ามัน
อีกทั้งนายน้อยมิเคยพบมนุษย์ผู้ใดนอกจากบิดามารดาและตัวมันเลย จะมีความเข้าใจในเล่ห์กลของมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้??
หนิงเทียนกล่าวอย่างไม่แยแสใดๆ “ถ้านางฟังคำเตือนของข้า ไม่ได้คิดเปิดกล่องหยกก่อนเวลา นางอาจจะมีเวลาดูโลกนี้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งถึงสองปี”
ได้ยินเช่นนั้นพ่อบ้านมู่คุกเข่าทั้งสองข้างลงกับพื้น “ข้าน้อยขอขอบคุณแทนเด็กน้อยจากตระกูลมู่ ในความเมตตาของนายน้อย”
“ช่างเถอะ ข้าก็แค่ว่างเกินไปเท่านั้น ลุกขึ้นได้แล้ว พวกเราจะกลับวังภูตกัน”
....
....
ห้องโถงกลางตำหนักภูตกระบี่ ปรากฏบุคคลทั้งห้ากำลังสนทนากันอยู่ หากแต่สีหน้าของแต่ละคน เคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“พี่ใหญ่ท่านเรียกพวกเรามารวมกันอย่างเร่งร้อน เป็เพราะปรากฎการณ์บนท้องฟ้าเมื่อครู่??” จูซ่งถามกล่าวถาม
ซุนเอินพยักหน้าแทนคำตอบ โดยที่ดวงตายังคงจับจ้องไปยังกลุ่มดาวอย่างไม่วางตา “พี่ใหญ่ ท่านดูปรากฏการณ์ฟ้าจะเกิดเื่ ดีหรือร้าย?? ”เทียนไห่ชางเยว่ถามออก
“เกรงว่าจะเป็ร้ายมากกว่าดี”
“ดวงดาราที่ท่านกำลังดูคือดาวจักรพรรดิ ของ กษัตริย์์ ไป๋ต้าเทียน??” เกาฉางกงกล่าวถามเพื่อยืนยันความสงสัย
“ถูกต้อง นั้นคือ ดาวเทพกษัตราของกษัตริย์์”
เทียนไห่ชางเยว่มองไปยังมองดวงดาวด้วยความประหลาดใจ “มันกำลังอ่อนแรงใกล้ดับแสง!!”
ซุนเอินมองไปยังดวงดาวบนท้องฟ้าทั้ง12ดวงที่กำลังเปล่งแสงประจันกัน
“น่าเศร้าดวงดาวที่เคยมีแสงเหนือดาวดวงอื่น สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้นวัฏจักรของเวลา จากที่ข้าคำนวณคาดว่าภายใน10ปี กษัตริย์์จะทิ้งสังขารละจิตสิ้นอายุขัย”
“พี่ใหญ่ท่านแน่ใจ...ปีศาจหมื่นปีเช่นนั้นกำลังจะตาย??” น้ำเสียงยากจะเชื่อดังออกจากปากของจูซ่ง
“ไม่มีผู้ใดหลีกหนีความตายได้ แม้แต่กษัตริย์์เองก็ไม่เว้น” ซุนเอินละสายตาจากท้องฟ้า มองไกลออกไปยังดินแดนทางทิศตะวันออก
เกาฉางกงเอ่ยอย่างแ่เบา เวลานี้ภายในใจบังเกิดความคิดมากมาย “ตาแก่นั้นเป็บุคคลที่อยู่ในยุคเดียวกับอาจารย์ของข้า ในพวกเราจักรพรรดิทั้งสิบสอง มันเป็ผู้เดียวที่ก้าวข้ามผ่านยุคสมัยมาได้”
“พี่ใหญ่ ถ้าเป็อย่างที่คาด เมื่อกษัตริย์์สิ้นลงสัญญาแห่งจักรพรรดิที่เคยทำไว้เมื่อพันปีก่อนจะยุติลง??” หวงหลงมองไปที่พี่ใหญ่ของมันโดยหวังจะได้คำตอบ...
พื้นที่ราบภาคกลางที่เต็มไปด้วยไฟา ทั่วทุกแห่งมีแต่การนองเื การแก่งแย่ง่ชิงดินแดนของฐานอำนาจอื่นๆ ไม่ต้องกล่าวถึงขั้วอำนาจทั้งสี่ แค่เพียงสำนักต่างๆ ตระกูลน้อยใหญ่ หรือชนเผ่าห่างไกล ก็มักจะมีการต่อสู้กันอยู่บ่อยครั้ง
....
ซุนเอินมิได้ตอบคำถามของน้องสาม ทำให้ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ
มีแค่เพียงเสียงระบายลมหายใจเท่านั้นที่ดังออกมา
เฮ้อออ!!!!
จากนั้นพี่ใหญ่ของมันได้เปิดปากขึ้น “เมื่อพันปีก่อน การต่อสู้ที่หุบเขาเหนือราชันย์ ได้ถูกกล่าวขานว่า ‘าจักรพรรดิ’ ในเวลานั้นมีผู้ที่เข้าสู่ระดับขั้นจักรพรรดิเพียง10คน 9ใน10คนได้เข้าร่วมาทั้งหมด ขาดเพียงแต่ ‘แพทย์เทวดา’ ที่หายสาบสูญไปเวลานั้นทวีปทางเหนือและใต้ร่วมมือกันเข้าเปิดศึกกับดินแดนตะวันออก”
“พันธมิตรเหนือใต้ นำทัพโดย จอมมารฟ้าและราชันทมิฬสองจักรพรรดิแดนเหนือและใต้ พร้อมกับอีก3จักรพรรดิที่เหลือ โดยทางดินแดนเทวะ นำโดย กษัตริย์์และนักพรตะ ตัวพี่ใหญ่เองก็เป็หนึ่งในจักรพรรดิของฝ่ายตะวันออก”
“พี่ใหญ่แล้วผลการต่อสู้เป็อย่างไร...??”
“าครั้งนั้นกินเวลาไปถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ตัวข้าได้เองปะทะกับ เทพไรน้ำตา เซียวหลงซาน แม้พวกเราทั้งสองจะเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ทั้งข้าและจิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นไม่มีฝ่ายใดเอาจริงแม้แต่น้อย ตอนกลางวันพวกเราเข้าปะทะ ตกค่ำพวกเรานั่งร่ำสุรา ส่วน
อีกสามจักรพรรดิก็เช่นกัน พวกเขามักจะปะทะคารมกันเสียเป็ส่วนใหญ่
ในเวลานั้นผู้ที่ต่อสู้กันเอาตาย เห็นจะมีเพียง จอมมารฟ้า ราชันทมิฬ กษัตริย์์และนักพรตะ สี่คน การต่อสู้ของทั้งสี่ะเืไปทั่วพื้นที่ราบภาคกลาง ในวันที่เจ็ดของา กษัตริย์์และนักพรตะก็สามารถสยบความบ้าคลั่งของราชันทมิฬและจอมมารฟ้าลงได้
แม้ว่าดินแดนตะวันออกจะเป็ฝ่ายชนะแต่ก็ต้องแลกมาด้วย เมืองหน้าด่านที่ใหญ่ที่สุดของดินแดนเทวะ เมืองรุ่งอรุณหายสาบสูญไปชั่วนิรันดร์”
“พี่ใหญ่เหตุใดฝ่ายตะวันออกที่ชนะา ถึงไม่สังหารกษัตริย์์และราชันทมิฬเข้ายึดเหนือใต้รวมเป็หนึ่งละ??”
เสียงหัวเราะในลำคอดังก่อนจะกล่าวต่อ “หึหึ ถึงแม้มันจะถูกเรียกขานอย่างยิ่งใหญ่ว่าาจักรพรรดิ แต่แท้จริงแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับละครปาหี่แม้แต่น้อย แม้ว่าผลการต่อสู้แดนเทวะจะเป็ผู้ชนะ แต่ผลลัพธ์มันถูกกำหนดมาั้แ่ายังไม่เริ่มขึ้นด้วยซ้ำไป”
“พี่ใหญ่ท่านหมายความว่าอย่างไร??” ทั้งสี่คนแทบจะถามขึ้นพร้อมกัน
“ไม่มีจักรพรรดิคนไหน้าเห็นแดนเทวะมีอำนาจมากเกินไป และก็ไม่มีจักรพรรดิคนใด้าเห็นพันธมิตรเหนือใต้เอาชนะแดนเทวะได้
ทั้งสองฝ่ายจึงถูกกำหนดให้ต่อสู้กันโดยไม่มีผู้ใดแพ้และชนะ เพราะหากผู้ใดชนะและยึดกุมอำนาจ ผู้นั้นเองที่จะต้องเป็ฝ่ายหายไป”
“กษัตริย์์รู้ดีว่ามันไม่อาจสังหารราชันทมิฬและจอมมารฟ้าได้ ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่ร่างสัญญาจักรพรรดิขึ้นมา โดยมิให้จักรพรรดิคนใดทำการต่อสู้กันเองโดยเด็ดขาด เวลานั้นมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ด้วยเหตุที่ราชันทมิฬและจอมมารฟ้าเป็ผู้พ่ายา ฝ่ายที่เห็นด้วยจึงมีจำนวนมากกว่า จักรพรรดิทั้งเก้าคนได้ลงนามในสัญญา เป็เหตุให้พันปีมานี้ ไม่มีาระหว่างดินแดนเกิดขึ้นอีกเลย”
กล่าวมาถึงตอนนี้ น้ำเสียงของซุนเอินแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด “เมื่อสิ้นกษัตริย์์ พี่ใหญ่เกรงว่านักพรตะเพียงคนเดียวจะไม่สามารถหยุดยั้งความทะเยอะทะยานของทั้งสองคนได้ แม้ว่าอ๋องสยบสี่ทิศของ แดนเทวะ จะสามารถก้าวมาเป็จักรพรรดิคนที่11แล้วก็ตามที”
“พี่ใหญ่ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความว่า สัญญาจักรพรรดิจะถูกเมินเฉยและพื้นที่ราบภาคกลางจะกลับสู่กลียุค อีกครั้ง??” น้องสามของมันกล่าวเสียงดัง
“แม้จะคืนสู่ กลียุค แต่พวกเราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับพื้นที่ราบภาคกลางอีกแล้ว พวกเราจะสนใจไปทำไม ผู้ใดฆ่ากันตายก็ช่างปะไร?” เสียงใสกังวานของชางเยว่ดังขึ้น
ฉางกงมีสีหน้าครุ่นคิด “ข้าคิดว่าไฟที่เราไม่ได้จุดจะลุกขึ้นมาเผาพวกเราเองนะสิ
แม้เราไม่อยากยุ่งเื่ภายนอก แต่ภายนอกนั้นจะวิ่งเข้ามาหาเรา”
“พี่รองท่านหมายความว่า?” จูซ่งหดสายตาถามกลับ
“ถูกอย่างที่น้องรองพูด หนามที่คอยทิ่มแทง เย่ชิงอวิ๋น อยู่มิใช่แดนเทวะ แต่เป็ ป่านรกดำแห่งนี้” ซุนเอินกล่าวเสริมในความคิดของน้องรอง
“จอมมารฟ้า มันคงไม่ยอมให้ผู้ใดมาอยู่หลังบ้านมันไปตลอด”
“ถึงเวลานั้นพวกเราคงต้องสู้ แล้วพวกท่านมีแผนการอย่างไร??” น้องสามเอ่ยขึ้น
“ถึงเราจะเป็เป้าหมายของเย่ชิงอวิ๋น แต่เมื่อ9ปีก่อนข้าได้ ก้าวขึ้นเป็จักรพรรดิคนที่12 เย่ชิงอวิ๋นคงไม่บ้าพอจะบุกแดนภูตของเราซึ่งๆหน้า”
“คิดว่าครั้งนี้ ไม่ง่ายเหมือนเมื่อพันปีก่อนนะสิ” เมื่อได้ยินคำพูดของจูซ่ง ดวงตาของคนทั้งสี่หรี่ลงอย่างรวดเร็ว
“น้องสี่ เ้าหมายถึง จักรพรรดิคนอื่นจะเข้าร่วมาอย่างเต็มรูปแบบ โอกาสเช่นนั้นเป็ไปได้งั้นรึ??” ฉางกงถามออก ระหว่างกล่าว หว่างคิ้วได้ขมวดเข้าหากันเป็เส้นเดียว
“ข้าคิดว่าเป็เช่นนั้น”
“มีเหตุผลใดที่จะทำให้พวกมันเข้าร่วมาในครั้งนี้ ในเมื่อสมดุลอำนาจสี่ทวีปไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับพวกมันเลย” หวงหลงกล่าวถามด้วยความสงสัย
“พี่สามท่านลืมไปแล้วหรืออย่างไร ในสุสานจักรพรรดิาครั้งนั้น เราได้ผนึกศิลาทอง ส่วนกษัตริย์์ได้ ลัญจกรัคู่ อาวุธของจักรพรรดิาหวงตี้ ที่ตำนานเล่าว่ามันเป็อาวุธที่มีจิติญญาของอสูรเทวะอยู่ในตัว”
หวงหลงกล่าวแย้งถึงข่าวลือโคมลอย “น้องห้าอสูรเทวะเทียบได้กับระดับจักรพรรดิของมนุษย์ ไม่มีทางที่จะความแข็งแกร่งนั้นจะกลายมาเป็อาวุธจิติญญาได้
และถ้าลัญจกรนั้นแข็งแกร่งจริงๆ เหตุใด กษัตริย์์ที่อยู่ถึงไม่เคยใช้มันออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
“น้องสามเ้าอย่าได้มองข้ามเื่เล่าพวกนี้ พวกเราเองก็ได้ัักับม้วนภาพเทพยุทธ์ด้วยตนเองมาแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ที่พี่รองกล่าวก็มีเหตุผล ม้วนภาพเทพยุทธ์เป็ทักษะที่ท้าทาย์ได้ แล้ว เหตุใด อาวุธของจักรพรรดิาจะเป็แค่เพียงอาวุธจิติญญาทั่วไป” ชางเยว่กล่าวเสริม
“สิ่งที่น้องสี่พูดมา ไม่ใช่เื่ที่เราจะมองข้าม จักรพรรดิที่เหลืออาจจะเคลื่อนไหวในาครั้งนี้เพราะลัญจกรัคู่ก็เป็ได้ และหากสมดุลของแดนเทวะพังทลาย แผ่นดินลุกเป็ไฟอย่างแน่นอน ตัวข้ามีแผนการอยู่ในใจแต่ยัง้าความเห็นของพวกเ้าทั้งสี่คน”
“พี่ใหญ่ท่านกล่าวมาเถอะ พวกเราทั้งหมดพร้อมทำตามอยู่แล้ว”
“เื่นี้เราพอมีเวลาที่จะเตรียมตัว เราทั้งห้าต้องเก็บตัวบ่มเพาะโดยเฉพาะน้องห้า เ้าต้องทะลวงขึ้นมาเป็จักรพรรดิให้ได้ภายในเวลาสิบปี เมื่อนั้นแดนภูติของเราจะมีจักรพรรดิสามและเทียบเคียงจักรพรรดิอีกสอง ไม่จำเป็ต้องไปเกรงอำนาจใดที่จะเข้ามาวุ่นวาย ส่วนเื่เทียนเอ๋อ ข้าจะให้เวลาพวกเ้าหนึ่งปีในการสั่งสอนเคล็ดวิชาที่เหลือ จากนั้นจะส่งเขา ออกไปเผชิญโลกกว้าง ฝึกตนในพื้นที่ราบภาคกลาง ในเมื่อพวกเราต้องบ่มเพาะอย่างจริงจัง ก็อย่าได้ให้เทียนเอ๋อต้องเสียโอกาสก้าวหน้าไปด้วย”
“ข้าเห็นด้วยกับพี่ใหญ่ ความรู้ความสามารถของเทียนเอ๋อจะต้องสร้างชื่อเสียงได้แน่นอน” หวงหลงกล่าวอย่างมั่นใจ
“พี่ใหญ่ แม้เทียนเอ๋อจะเก่งกาจเหนือกว่าผู้เยาว์ในรุ่นเดียวกัน แต่ถ้าเทียบกับพวกตาแก่เ้าเล่ห์ในพื้นที่ภาคกลาง เทียนเอ๋อเป็เพียงแค่แสงหิ่งห้อยสำหรับพวกมันเท่านั้น” ชางเยว่กล่าวออกด้วยความเป็ห่วงในตัวบุตร
“เทียนเอ๋อไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปยั่วยุคนพวกนั้น และข้าคิดว่า พวกมันก็คงคิดเหมือนกับเรา ในระยะเวลาสิบปีนี้ จักรพรรดิหรือเซียน์ คงจะปิดประตูบ่มเพาะฝึกวิชากันอย่างบ้าคลั่งแน่นอน”
“ไม่มีบิดา มารดา คนใดเลี้ยงบุตรได้ตลอดไป การให้เทียนเอ๋อไปเผชิญโลกมันเป็ผลดีแก่ตัว เขาที่สุดแล้ว” ฉางกงกล่าวเสริม
“ถูกต้องแม้จะพบเจอกับอันตรายเพียงใด แต่ข้าเชื่อว่า เทียนเอ๋อ เอาตัวรอดได้แน่”
“น้องห้า เมื่อตอนที่พี่สี่ของเ้าอายุเท่าเทียนเอ๋อ ข้าได้ออกมาเผชิญกับโลกกว้างถึงได้พบพานโชคชะตามากมายและเก่งกล้าอย่างทุกวันนี้ เ้าอย่าได้เป็กังวลไป”
“แต่ว่า.....” แม้ว่าพวกพี่ๆของนางจะกล่าวออกมาเพื่อให้ชางเยว่สบายใจ แต่นางก็ยังไม่อาจวางใจได้
“น้องห้าเ้าอย่าได้ห่วงเกินไป แม้พวกเราทั้งห้าคนจะต้องเก็บตัวบ่มเพาะก็ตาม แต่ข้าจะให้พ่อบ้านมู่ ถือครองหยกจิติญญาของเทียนเอ๋อไว้ค่อยช่วยเหลือในยามจำเป็”
“เช่นนั้นก็เอาตามที่พี่ใหญ่เห็นสมควร” แม้จะยังไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่นางก็เข้าใจในสิ่งที่พี่ๆของนางกล่าวมา ทุกสิ่งเป็หนทางที่ดีที่สุดและจะเป็เส้นทางให้บุตรชายของนางเติบโตต่อไป
.....
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย