ตอนที่อันหลินเข้าห้องเรียนก็ดึงดูดสายตาของเหล่าอัจฉริยะทั้งหลายให้จับจ้อง
ไม่ใช่เพราะเขาหล่อเหลาปานนั้นแต่เพราะใบหน้าซีกซ้ายที่บวมเป่งของเขาต่างหาก
“อันหลิน ใครทำเ้า บอกหัวหน้า หัวหน้าจะไปเอาคืนแทนเ้า!”
เมื่อเห็นท่าทางอเนจอนาถของอันหลินแล้วใบหน้าของเซวียนหยวนเฉิงก็ฉายความโกรธเกรี้ยว พูดด้วยความไม่พอใจแทนเขา
อันหลินได้ฟังก็ส่ายหน้ารัวๆ “เปล่า...หัวหน้าข้าแค่ไม่ระวังเลยหกล้มก็เท่านั้น...”
พูดจบ เขาก็เหลือบมองสวีเสี่ยวหลานที่อยู่ข้างหลังด้วยความหวาดกลัว
ใบหน้างดงามของสวีเสี่ยวหลานเฉยชา ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ไม่สนใจอันหลินหาที่นั่งแล้วหย่อนก้นลงไปเพียงลำพัง
เซวียนหยวนเฉิงั์ตาวาวโรจน์ ราวกับเข้าใจตื้นลึกหนาบางของเื่ราว
เขาตบไหล่อันหลิน ปลอบใจว่า “ที่แท้ก็ความรุนแรงในครอบครัวนี่เองสหายอันหลินลำบากจริงๆ...”
“พี่เฉิง...เห็นข้าอนาถเช่นนี้ ทำไมเ้ายังถากถางข้าได้ลงคอ!”
ตอนนี้อันหลินปวดใบหน้าทุกครั้งที่เอ่ยปากพูด
ตอนนี้เขาฝืนเปิดปากคุยกับเซวียนหยวนเฉิงซ้ำยังเป็ท่าทางที่ใบหน้าบิดเบี้ยวอีกด้วย
เซวียนหยวนเฉิงยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจ พูดให้กำลังใจด้วยความอ่อนโยนว่า “สหายอันหลิน เ้าตั้งใจบำเพ็ญเพียร! ทางด้านพลังยุทธ์พยายามเอาชนะสหายสวีเสี่ยวหลานให้ได้ แบบนี้ก็จะไม่ถูกรังแกแล้ว!”
มุมปากของอันหลินกระตุก สุดท้ายก็ทอดถอนหายใจถอดใจกับความคิดที่จะอธิบายต่อ
หลังเขาพยักหน้าให้เซวียนหยวนเฉิงแล้ว ก็หันหลังจากไปตั้งใจว่าจะหาที่นั่งนั่งลง
“อันหลิน รับนี่ไปสิ”
จู่ๆ ก็มีเสียงของเซวียนหยวนเฉิงดังขึ้นข้างหลังอีกครั้ง
อันหลินเหลียวมอง เห็นเซวียนหยวนเฉิงโยนขวดเล็กๆ ใบหนึ่งมาให้เขา
“ใช้ทาหน้า ลดบวมน่ะ” เซวียนหยวนเฉิงพูดต่อ
อันหลินรับขวดไว้นิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นก็ตื้นตันจนน้ำตาปริ่มขอบตา
ความรู้สึกแบบนั้นเหมือนตัวเองถูกฝูงสัตว์วิเศษเหยียบย่ำผ่านไปร่างกายฟกช้ำดำเขียวเดินอยู่ในป่าร้างเพียงลำพัง จากนั้นก็มีทูต์ปรากฏตัวพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่!”
นี่เป็ความอบอุ่นใส่ใจมากปานใดกัน...
หันกลับมาที่โต๊ะ อันหลินทายาในขวดลงบนใบหน้า
เพิ่งทายาเสร็จ ก็มีความเย็นสบายแผ่ออกมาจากใบหน้าอาการปวดแสบปวดร้อนก็ลดลงไม่น้อยเลย
“ยานี่ใช้ได้เลย” อันหลินพยักหน้าเก็บยาไว้อย่างระมัดระวัง เผื่อใช้ยามจำเป็
เฮ้อ...
เพิ่มระดับพลังยุทธ์ผ่านวิธีของระบบไม่ได้อีกแล้วเหรอ
อันหลินกลัดกลุ้มเปิดหน้าจอระบบภายในสมอง เหม่อมองแถบระดับพลังยุทธ์
จริงสิ! วรยุทธ์กับกระบวนท่าสามารถบำเพ็ญเพียรได้เมื่อถึงกายแห่งมรรคขั้นเจ็ดไม่ใช่เหรอ
อันหลินคิดได้ดังนั้นก็รีบเปิดหน้าวรยุทธ์ของระบบทันที วรยุทธ์ที่ปรากฏให้เห็นบนหน้าจอแบ่งออกเป็ ทอง ไม้น้ำ ไฟ ดิน พายุ อัสนี หยิน หยาง บำเพ็ญตบะทั้งหมดสิบหน้า ตอนนี้มีแค่การฝึกวรยุทธ์สายอัสนีเท่านั้นที่สว่าง
‘อัสนีมรรควิถีขั้นหนึ่งบรรลุเงื่อนไข ถูกสายฟ้าที่ก่อตัวตามธรรมชาติในฟ้าดินฟาดหนึ่งครั้ง’
อันหลิน “…”
ให้ตายเถอะ นี่จะให้เราฆ่าตัวตายหรือไง!
อันหลินสะดุ้งตัวโหยงกับเงื่อนไขของระบบ ใบหน้าตกตะลึงพรึงเพริด
อัสนีที่ก่อตัวขึ้นโดยธรรมชาติปกติล้วนมีแรงดันไฟฟ้ากับกระแสไฟมากกว่าแสนโวลต์
หากเขายืนอยู่ตรงนั้น จากนั้นถูกฟ้าผ่า จะมีชีวิตรอดอีกงั้นเหรอ
ชีวิตกับความสามารถ อะไรสำคัญกว่ากัน
จากที่เราดูด้านวรยุทธ์ช่างมันดีกว่า...
อันหลินส่ายหน้าเบนสายตามองหน้ากระบวนท่าของระบบ
หน้านี้ไม่มีอะไรเลยมีแค่ไอคอนอันเดียว
‘หมัดะเืขุนเขา บรรลุเงื่อนไขกินจิติญญาแห่งขุนเขา 10 กรัม’
จิติญญาแห่งขุนเขาคืออะไรอันหลินงงงวย
จะสนใจทำไมว่ามันคืออะไรอย่างไรเสียเงื่อนไขนี้ เขาก็มีความหวังว่าจะทำสำเร็จแล้ว
หลังเลิกเรียนค่อยถามสวีเสี่ยวหลานหน่อยดีกว่า
อันหลินมองไปข้างหน้าสวีเสี่ยวหลานนั่งอยู่ตรงหน้า ท่าทางยังโกรธไม่หาย
เขาปวดหัวนิดหน่อย“ตีก็ตีแล้ว ด่าก็ด่าแล้ว ทำไมยังไม่หายโมโหอีกทั้งที่คนที่อนาถที่สุดคือเราไหมล่ะ”
คาบเรียน่เช้าเป็วิชาค่ายกลมีอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเขาเซียนกระบี่หลิงเซียวเป็ผู้สอน
เซียนกระบี่ชายผู้หล่อเหลาอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัดระหว่างที่กำลังสอน ก็พูดถึงคุณงามความดีของการเป็วีรบุรุษในอดีตของตน
ไม่พูดไม่ได้ว่าเซียนกระบี่หลิงเซียวบอกเล่าได้เป็เื่เป็ราว คุยโวโอ้อวดชนิดที่น้ำไหลไฟดับ
เื่เล่ามีพล็อตที่สะกดกลั้นอารมณ์เช่นตอนที่เขาเป็หนุ่มเคยถูกอัจฉริยะของบางนิกายดูถูกดูแคลน ใส่ร้ายป้ายสีต่างๆนานา
และมีจุดที่ะเิพลังเหมือนกันเช่นห้าปีให้หลัง เซียนกระบี่หลิงเซียวหวนกลับมาอย่างแข็งแกร่ง
แค่กระบี่เดียวก็ข่มขวัญหนึ่งสำนักได้ ทำเอาอัจฉริยะที่เคยเยาะเย้ยเขา ใจนฉี่ราด
เื่เล่าต่างๆมากมาย บอกเล่าได้น่าสนใจยิ่งนัก ทำให้นักเรียนทั้งห้องอุทานออกมาไม่ขาดสายแม้แต่อันหลินก็มีความรู้สึกเหมือนกำลังฟังนิยายบำเพ็ญเซียน
ตอนหลังคล้ายว่าอาจารย์ที่ปรึกษาจะรู้ตัวแล้วว่าคาบเรียนนี้ถูกเขาพาออกทะเลไปไกลหนึ่งหมื่นแปดพันลี้แล้ว จึงรีบใช้คำว่า ‘จะเห็นได้ว่า หนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนลดเลี้ยวเคี้ยวคดเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พวกเราจะหมดกำลังใจง่ายๆ ไม่ได้ อย่าถอดใจง่ายๆ!’ วกกลับเข้าเื่
จากนั้นเซียนกระบี่หลิงเซียวก็ทำหน้าจริงจัง เริ่มพูดถึงวิธีและทักษะในการวางค่ายกล
ข้างล่างมีเสียงโอดครวญดังไม่ขาดสายหลายคนแสดงอาการผิดหวัง
เห็นได้ชัดว่าทุกคนชอบให้อาจารย์ที่ปรึกษาเล่าเื่มากกว่าไม่ใช่สอนหนังสือ...
ถึงเวลาเลิกเรียนโดยไม่รู้ตัว
นักเรียนทยอยออกจากห้องเรียนแต่อันหลินกลับใช้โอกาสนี้ เดินเข้ามายืนข้างสวีเสี่ยวหลานพร้อมกับเผยรอยยิ้มเอาใจ
“เซียนหญิงหลานหลาน วันนี้ข้าทำผิดไปแล้ว ข้าขอโทษ” อันหลินก้มหน้าก้มตาพูดอย่างรู้สึกผิด
สวีเสี่ยวหลานเหลือบมอง ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ “แค่นี้หรือ”
อันหลินสะอึก ะโในใจว่า ‘เ้าอยากให้ข้าทำอย่างไรอีก’
แน่นอนว่า ตอนนี้อันหลินไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดในใจออกมาเป็อันขาด
ใช้สมองโดยไวในที่สุดเขาก็นึกถ้วยคำที่ถูกต้องออกแล้ว
“เซียนหญิงหลานหลาน ข้าตาบอดไม่พอ แถมยังปากหนักพูดไม่เก่งเื่ในวันนี้ เป็ความผิดข้าเอง ข้าไม่ควรไร้จิตสำนึก ใส่ร้ายความงามของเ้า ประโยคนั้นเป็ประโยคที่ไร้จิตสำนึกที่สุดที่ข้าเคยพูดข้าผิดไปแล้ว! หากเ้ายังโมโหอยู่ ก็ตบข้าอีกสักทีเถอะ! มาเลย ข้างขวายังไม่บวม ช่วยตบให้ใบหน้าข้าสมมาตรกันหน่อย!”
อันหลินพูดจบก็ยื่นหน้าอีกด้านหนึ่งที่ยังไม่บวมไปตรงหน้าสวีเสี่ยวหลาน หลับตาลงท่าทางเหมือนยอมรับโทษแต่โดยดี
เมื่อสวีเสี่ยวหลานเห็นอันหลินแสดงกิริยาแบบนี้บนใบหน้าจิ้มลิ้มที่เ็า ก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาสักที
แต่ก่อนที่อันหลินจะลืมตานางก็เก็บรอยยิ้มทิ้งไป แสร้งทำเป็ตีหน้าั์ พูดจาเฉยชาว่า “เอาเถอะ เห็นเ้าขอโทษด้วยความจริงใจแบบนี้ข้าจะยอมให้อภัยเ้า”
ได้ฟังดังนั้นอันหลินก็เหมือนยกูเาออกจากอก
เขาลืมตาขึ้นพบว่าสีหน้าของสวีเสี่ยวหลานอ่อนลงไม่น้อย ทำให้เขาอดโล่งใจไม่ได้
“อันที่จริงข้ายังมีปัญหาอีกอย่าง อยากขอคำแนะนำจากเ้าหน่อยเ้ารู้ไหมว่าจิติญญาแห่งขุนเขาคืออะไร”
อันหลินลังเลครู่หนึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจพูดเื่นี้ออกมาอยู่ดี
“เ้าถามเื่นี้ทำไมมีแผนการอะไรอีกแล้ว” สวีเสี่ยวหลานเท้าคาง ถามเสียงเบา
“ก็แค่เหตุผลบางประการข้าอยากหาจิติญญาแห่งขุนเขาสิบกรัมมาลองชิมเท่านั้น”อันหลินได้ฟังคำพูดของสวีเสี่ยวหลาน ก็รู้ว่ามีหวัง ั์ตาแวววับขึ้นมา
“ลองชิมหรือ”สวีเสี่ยวหลานอ้าปากเล็กน้อย มองอันหลินอึ้งๆ
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของสวีเสี่ยวหลานแล้วอันหลินก็สังหรณ์ใจไม่ดี “ทำไม มีปัญหาอะไรหรือ”
“เปล่าไม่มีปัญหา เพียงแต่ของสิ่งนี้ค่อนข้างหายาก เอาอย่างนี้ข้าจะลองพาเ้าไปหาที่เขาชมจันทร์”
รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าของสวีเสี่ยวหลานแนะนำอันหลิน
เขาชมจันทร์เป็ูเาที่สูงที่สุดของสำนักมีหอชมจันทร์หลังหนึ่งบนยอดเขา
ทิวทัศน์บนเขาสวยเกินบรรยายแหล่งรวมพลังปราณตามธรรมชาติ บุปผานานาพันธุ์มากเหลือคณานับซ้ำยังมีสัตว์มงคลที่น่ารักด้วยเหตุนี้จึงเป็ูเาที่ลูกศิษย์ผู้หญิงชื่นชอบที่สุด
เมื่อได้ยินว่ามีโอกาสไปตามหาจิติญญาแห่งขุนเขาที่เขาชมจันทร์เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เห็นพ้องต้องกันกับสวีเสี่ยวหลานออกเดินทางสู่เขาชมจันทร์ทันที
หมัดะเืขุนเขา...ในที่สุดเราก็มีโอกาสได้ฝึกวิชาเซียนวิชาแรกของเส้นทางการบำเพ็ญเซียนแล้ว!
ใบหน้าของอันหลินเปี่ยมด้วยความคาดหวัง