3. ขึ้นเขา
อันเหลียนฮวารู้สึกพึงพอใจกับทำเลที่ตั้งของบ้านริมน้ำหลังนี้มากหมู่บ้านแห่งนี้มีลำธารไหลผ่านตลอดเส้นถนนเพราะหัวหน้าหมู่บ้านได้ทำการขุดดินทำทางน้ำจากูเาให้ไหลเข้าสู่คูน้ำภายในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงไม่จำเป็ต้องเดินทางไปใช้น้ำใกล้กับบริเวณบ้านของนางดั่งเช่นแต่ก่อนแล้วบรรยากาศบริเวณอาณาเขตบ้านของนางจึงเงียบสงบ ผืนดินอุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธิ์ล้อมรอบไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร แต่กลับไม่ค่อยมีชาวบ้านอาศัยอยู่แถวนี้มากนักเนื่องจากบริเวณท้ายหมู่บ้านอยู่ค่อนข้างลึกพอสมควรทำให้ไม่สะดวกต่อการเดินทางไปทำไร่ทำสวน ยิ่งบ้านใดไม่มีเกวียนในการสัญจรก็จะทำให้ลำบากกว่าเดิมชาวบ้านที่ทำมาหากินจึงเลือกความสะดวกในการเดินทางเป็หลักจึงทำให้บริเวณบ้านของนางค่อนข้างปลอดคนแม้บ้านของนางจะอยู่ลึกและห่างจากชาวบ้าน แต่ทว่านางกลับชื่นชอบบรรยากาศสงบสุขเช่นนี้ราวกับว่านางมีเซฟโซนส่วนตัว
ปลายยามเหม่า ร่างบางในชุดสีน้ำตาลตุ่นผมยาวสลวยถูกรวบมัดทรงหางม้าสูง ตกแต่งผมด้วยการผูกโบว์เส้นยาวสีน้ำตาลดวงหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีสีระเรื่อแต้มอยู่บนใบหน้าเมื่ออันเหลียนฮวาจัดการตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจึงเดินไปตามบุตรชายที่ยังอยู่ภายในห้องนอน
"เหยียนเอ๋อร์ตื่นหรือยัง" อันเหลียนฮวาเอ่ยเรียกบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลรื่นหู
"เรียบร้อยแล้วขอรับ" อันฮ่าวเหยียนส่งเสียงตอบมารดาพร้อมกับเอื้อมมือเปิดประตู
"เช่นนั้นเราไปกันเถิด" ร่างเล็กเอ่ยกับบุตรชาย มือขาวพลางหยิบสายตะกร้าขึ้นมาสะพายด้านหลัง
"ท่านแม่ทำไมวันนี้ท่านถึงอยากขึ้นเขาหรือขอรับ" บุตรชายเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะมารดาเป็สตรีรูปร่างค่อนข้างบอบบางแค่เดินไปถึงบริเวณเนินเขา...ท่านแม่ก็เหนื่อยเสียแล้วแต่ไฉนเลยวันนี้ท่านแม่ถึงอยากขึ้นเขาไปหาของป่าเสียได้
"แม่ของเ้าอยากมีชีวิตที่ดีนะเหยียนเอ๋อร์แม่เป็ลมหมดสติเพราะแม่ปล่อยให้ร่างกายตนเองต้องหิวโหยจนไร้เรี่ยวแรงแค่แม่เจอลมแรง ๆ เข้าหน่อย แม่ก็คงปลิวไกลไปหลายลี้เลยทีเดียว"อันเหลียนฮวากล่าวตอบบุตรชายตัวน้อยด้วยใบหน้าเจิดจ้าแจ่มใส ถ้อยคำที่กล่าวออกไปนางมั่นใจว่าร่างเดิมคงไม่เคยพูดแน่ๆ แต่ทว่านางอยากให้บุตรชายหมาด ๆ ของนางได้คลายกังวลเพราะนางเห็นบุตรชายมีสีหน้าเช่นนี้มาั้แ่เมื่อวานแล้ว
"อืม...จริงขอรับ ท่านแม่ผอมยิ่งนัก" อันฮ่าวเหยียนเอียงคอครุ่นคิดและเห็นด้วยกับถ้อยคำของมารดา
"แม่อยากมีชีวิตที่ดีและอยากเป็แม่ที่ดีกว่านี้เหยียนเอ๋อร์ของแม่จะได้ไม่ผอมแห้งเช่นนี้อีกต่อไปดีหรือไม่" อันเหลียนฮวากล่าวด้วยรอยยิ้มพลางยกมือเรียวลูบเส้นผมเงางามของบุตรชายอย่างเอ็นดูโชคดีเหลือเกินที่ร่างเดิมยังคงรักใคร่เอ็นดูบุตรชาย ถึงแม้ร่างเดิมจะดูแลเื่การกินการอยู่ของบุตรชายตนเองได้ไม่ดีก็ตาม
"ท่านแม่เป็เช่นนี้ก็ดีขอรับ"
อันฮ่าวเหยียนยิ้มรับคำของมารดามารดาเป็สตรีที่งดงามหากแต่ขาดชีวิตชีวาเขาที่เป็บุตรชายหาคำตอบไม่ได้ว่า...ทำไมมารดาถึงได้ใช้ชีวิตราวกับหมดอาลัยตายอยากยิ่งนัก หากจะให้เขาลองเดาก็คงจะเป็เื่ของบิดาหรือบุรุษผู้นั้นที่ทอดทิ้งมารดาและเขาไปเขารับรู้เื่นี้มาจากท่านลุงฉานปิงและท่านป้าหมู่ตานเพราะมารดาไม่เคยปริปากเอ่ยเื่บุรุษผู้นั้นเลยสักครั้งแต่เขาเชื่อว่ามารดาจะต้องเจอบุรุษที่ดีกว่าบิดาที่ทอดทิ้งพวกเขาไปอย่างแน่นอน
"ทั้งชีวิตของแม่มีเหยียนเอ๋อร์คนเดียวเรามีกันอยู่แค่นี้ก็ต้องดูแลกันให้ดีที่สุด" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
"ดียิ่งขอรับ" อันฮ่าวเหยียนกล่าวกับมารดาด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง
เดินขึ้นเขามาได้ราวหนึ่งเค่อก็พบกับภาพทิวทัศน์ป่าเขาหมู่บ้านอู๋แห่งนี้โอบล้อมไปด้วยูเาลำเนาไพร ป่าไผ่สองข้างทางขึ้นเรียงรายเป็ทิวแถวราวกับกำลังค้อมกายต้อนรับอันเหลียนฮวาและบุตรชาย สายตาพลันทอประกายเมื่อมองปล้องไม้ไผ่ที่อวบอ้วนปล้องไม้ไผ่มีประโยชน์ไม่น้อย ต่อไปการกินการอยู่ของนางคงไม่ลำบากอย่างแน่นอน
"เหยียนเอ๋อร์เดี๋ยวเ้าเก็บชมพูป่าอยู่แถวนี้นะ แต่ไม่ต้องปีนขึ้นไปข้างบนต้นล่ะเพราะต้นชมพู่พวกบุ้งคันเยอะ เดี๋ยวเ้าจะคันเอารู้หรือไม่เ้าเก็บตามพื้นที่มันร่วงหล่นลงมาจากนั้นเลือกดูผลที่ไม่เน่าเสียก็พอ "
"ขอรับ" อันฮ่าวเหยียนตอบรับอย่างขันแข็งทั้งๆ ที่เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่า...ไอ้ผลที่เรียกว่าชมพู่จะกินได้หรือไม่
อันเหลียนฮวาสั่งการบุตรชายเรียบร้อยแล้วนางจึงเดินไปอีกทางหนึ่งเพื่อเก็บเห็ดธรรมชาติที่ขึ้นตามบริเวณที่อับชื้น
"เห็ดโคนหรือนี่...เก็บไปมากหน่อยแล้วกันเห้อ...ข้าวสารในบ้านก็ใกล้หมด วันนี้กินเห็ดมากหน่อยคงพออยู่ท้องกระมัง" อันเหลียนฮวาบ่นกับตนเองเมื่อนึกถึงข้าวสารอาหารแห้งภายในบ้านของนาง นางเก็บเห็ดโคนอย่างเบามือที่สุดและใช้เวลาไม่นานตะกร้าสานของนางก็เต็มไปด้วยเห็ดโคน
"เ้าป่าเ้าเขาคงใแย่ที่เ้าเก็บผลชมพู่เสียจนหมดเกลี้ยงพื้นเยี่ยงนี้" อันเหลียนฮวาเอ่ยหยอกเหย้าบุตรชาย
"แฮร่ ... ขอรับพอดีข้าเก็บเพลินไปหน่อย" อันฮ่าวเหยียนเอียงคอและยกมือเกาหัวเพื่อแก้อาการขัดเขินเล็กน้อย
เรากลับกันเถอะ" อันเหลียนฮวายิ้มรับแล้วเอื้อมมือไปจับจูงบุตรชายตัวน้อยลงเขาระหว่างทางเดินลงเขาก็ไม่ลืมแวะตรงพงกล้วยป่าเพื่อจะเอากาบกล้วยไปทำเป็เชือกไว้ใช้มัดสิ่งของต่างๆ
อันเหลียนฮวาสั่งบุตรชายให้ไปล้างมือให้สะอาดก่อนจะทำสิ่งอื่นส่วนนางเมื่อล้างมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็เดินเข้าไปสำรวจข้าวของภายในเพิงเล็กๆ ข้างบ้านที่เรียกว่า'ครัว'ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงข้าวสารเล็กน้อยเกลือสักสิบหยิบมือ ไข่สองฟอง ชมพู่ที่เก็บมาอีกสิบห้าผล และเห็ดโคนอีกหนึ่งตะกร้า
"วันนี้กินเห็ดต้มกับไข่ไปก่อนแล้วกัน" ร่างบางบ่นพึมพำกับตนเอง
อันเหลียนฮวาเริ่มจากการต้มน้ำดื่มก่อนเป็อันดับแรกเพื่อสุขลักษณะที่ดีของนางและบุตรชาย นางหยิบฟืน เศษกิ่งไม้ ใบหญ้าสุมก่อกองไฟที่ลานดินข้างเพิงครัว นาง้าต้มน้ำดื่มเก็บไว้คราวละมาก ๆเมื่อน้ำเดือดแล้วนางก็ปล่อยให้น้ำเย็นลงสักเล็กน้อยแล้วค่อยนำไปเทใส่ตุ่มน้ำขนาดกลางที่พอจะดูดีที่สุดในบ้าน
ยามนี้อันเหลียนฮวาสั่งให้บุตรชายนำหม้อ กระทะและถ้วยชามที่พอจะใช้ได้ไปล้างทำความสะอาดใหม่อีกรอบส่วนนางก็ตรงเข้าครัวไปทำอาหาร นางต้มน้ำจนเดือดแล้วตอกไข่ใส่ลงไปในหม้อรอให้ไข่สุกจึงตักขึ้นใส่ชามที่จัดเตรียมไว้นางนำเห็ดโคนลงไปต้มในน้ำเดือดแล้วใส่เกลือเล็กน้อยจากนั้นนางจึงตักเห็ดต้มและไข่ใส่ชามสองชาม พร้อมด้วยชมพู่อีกสี่ผลก็เป็อันเสร็จสิ้นสำหรับมื้อเช้านี้
"เหยียนเอ๋อร์มากินข้าวได้แล้ว" อันเหลียนฮวากล่าวเรียกบุตรชายที่อยู่บริเวณด้านหลังเพิงครัว
"ขอรับ" เด็กชายเดินมานั่งที่โต๊ะอาหารดวงตากลมจดจ้องใบหน้างดงามของมารดาอย่างสงสัย
"เหยียนเอ๋อร์มีอะไรหรือเปล่า"มือเรียววางสำรับบนโต๊ะไม้ก่อนที่จะเอ่ยถามบุตรชายซึ่งนั่งทำหน้าสงสัยอยู่ตรงหน้านาง
"ท่านแม่ ท่านแม่ก็เหมือนเดิมทุกอย่างอาจจะเพิ่มความมีชีวิตชีวาขึ้นมาเล็กน้อย แต่ความรู้สึกลึกๆ ของข้ามันบอกว่าท่านแม่มีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิมอย่างเช่นเมื่อครู่ที่ท่านแม้ให้ข้าไปทำความสะอาดถ้วยชามพวกนั้นหากเป็ยามปกติแล้ว...ท่านแม่ไม่มาสนใจเื่หยุมหยิมพวกนี้หรอกขอรับถึงเื่พวกนี้จะเป็เื่เล็กน้อยแต่ทว่าข้าััมันได้นะขอรับแววตาและถ้อยคำที่ท่านแม่ได้แสดงออกมา ราวกับไม่ใช่ท่านแม่ที่ข้าเคยรู้จัก" อันฮ่าวเหยียนตัดสินใจกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจั้แ่เมื่อวานออกมาเพราะเขาไม่ชอบมีสิ่งใดค้างคาใจ
อันเหลียนฮวารู้สึกได้ว่าบุตรชายตัวน้อยคนนี้เป็คนช่างสังเกตและมีไหวพริบใช้ได้เพราะนางมั่นใจว่านางพยายามทำตัวกลมกลืนไปกับร่างนี้ที่สุดแล้วและพยายามไม่แสดงสิ่งใดที่โดดเด่นออกมา เว้นเสียแต่การขึ้นเขาเมื่อเช้านี้ หากพูดกันตามความจริง...การที่บุตรชายรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบ ๆตัวได้ก็ถือว่าเป็ข้อดีในการใช้ชีวิตเช่นกัน แต่ทว่ายามนี้นางจะหาทางออกจากสิ่งที่เรียกว่าข้อดีของบุตรชายเช่นไรดี