“ฉันพอรู้อยู่แล้วล่ะว่าเราหยุดยั้งเวลาไว้ไม่ได้”
มาโมรุลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเงาเรือนลางของคนที่เห็นในความฝันกับภาพของฝ้าเพดานทึมทึบซ้อนทับกันอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มกระพริบตา หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ คราวนี้เขาเห็นใบหน้าของโทวะลอยอยู่ห่างจากใบหน้าเขาไม่ถึงฟุต
“ฟื้นแล้วเหรอ?”
โทวะถามเสียงเรียบ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างเตียงเมื่อเห็นเขาได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง
ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อตอนที่เด็กหนุ่มพยายามลุกขึ้นนั่งคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงได้แต่ปรายตามองไม่คิดจะช่วยเหลือหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนหน้าตักในห้องที่มีแต่แสงสลัวของพระจันทร์ส่องลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างคงไม่สว่างพอจะให้อ่านหนังสือได้โทวะคงจะวางไว้อย่างนั้นให้ดูเหมือนตัวเองกำลังอ่านหนังสือแม้ความจริงแล้วหมอนั่นจะแค่เปิดผ่านๆเพื่อฆ่าเวลารอเขาฟื้นขึ้นมา
“นายเป็ยังไงบ้าง?”
โทวะถามอีกครั้งปิดหนังสือเล่มใหญ่ที่ไม่ได้ใช้งานลงก่อนจะสอดมันเข้าในกระเป๋ามาโมรุกระพริบตาปริบๆ ประสาทการรับรู้ทางสายตาของเขายังไม่ค่อยจะคงที่นักหลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อ่หัวค่ำเขาสูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ กวาดตามองไปรอบห้อง สภาพภายในห้องกับกลิ่นที่แสนคุ้นเคยที่นี่เป็ห้องของเขาเอง
“ฉัน... รอดมาได้ยังไง?”
นั่นเป็สิ่งแรกที่มาโมรุนึกได้เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเขายังมีลมหายใจอยู่และโทวะยังคงสบายดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“มีคนมาช่วยพวกเราไว้”
“ใคร?” เด็กหนุ่มถามกลับทันควัน
“ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์” โทวะตอบ
นั่นทำให้คิ้วของมาโมรุเลิกสูงขึ้น
“คนที่ตายก่อนที่าใหญ่จะเกิด?”
“ใช่” โทวะว่า
มาโมรุมองลึกเข้าไปในั์ตาของโทวะเด็กหนุ่มััได้ว่าโทวะกำลังพูดสิ่งที่เขารู้ออกมาไม่หมด
“ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แถมยัง... ความทรงจำสมัยนั้นอีก?”
โทวะถอนหายใจ หันออกไปมองนอกหน้าต่างแทนที่จะสบตากับมาโมรุ
“เพราะ ‘พวกเขา’ รู้จักกัน”
คำบอกเล่าของโทวะนั้นทำให้ใบหน้าที่แทบจะไร้สีเืฝาดของมาโมรุซีดลงไปยิ่งกว่าเก่าแถมยังทำให้เขาเหงื่อแตกพลั่กได้แม้อากาศข้างในห้องจะมีอุณหภูมิเพียงแค่เลขหลักเดียว
“ก็คงพอจะเดาได้แหละว่าผนึกของ ‘เขา’ อาจจะอยู่ได้ไม่นาน แล้วพวกนั้นก็คงต้องย้อนกลับมาเล่นงานเราอีกแน่ตัวนายเองก็น่าจะรู้เื่นี้อยู่แล้ว ไม่งั้นคงไม่หายหน้าจากฉันไปเพราะ ‘ั์ตา’ นั่นหรอก จริงไหม?”
ท่อนท้ายโทวะหันมาถามเขาด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทที่เย็นะเืเสียยิ่งกว่าอากาศภายในห้องมาโมรุพูดอะไรไม่ได้เลยเขาเถียงไม่ออกว่าสาเหตุที่ทำให้เขาหยุดเรียนไปโดยไม่บอกเหตุผลที่แท้จริงกับโทวะเป็เพราะตาของเขาเริ่มเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง
ตาของเขา ั์ตาสีแดงสดคู่นี้มันแปลกประหลาดมาโมรุไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าั์ตาคู่นี้มันจะเชื่อมโยงกับอดีตของเขาเื่ราวของพวกเขาที่เคยเกิดขึ้นบนอีกโลกหนึ่งที่แสนห่างไกล
เขาอธิบายไม่ถูก มันเป็เื่ที่นานแสนนานมาแล้วถ้าจะเรียกง่ายๆก็คงจะบอกว่าเป็ชีวิตเมื่อชาติที่แล้วที่เขาเคยมีชีวิตอยู่ในอีกโลกที่แตกต่างจากที่นี่เป็อีกดาวเคราะห์ อีกจักรวาลอีกมิติเวลาหรืออะไรสักอย่างที่เด็กหนุ่มยังหาคำอธิบายให้กับตัวเองในตอนนี้ไม่ได้เขารู้แค่ว่าโลกที่เขาเคยอยู่เมื่อในอดีตอันแสนห่างไกลนั้นถูกเรียกว่า เอิร์ธซัน
เอิร์ธซันเป็แผ่นดินสีทองที่รุ่มรวยไปด้วยอารยธรรมแห่งแสง ดินแดนของพวกเขาสว่างไสวเรืองรองไปด้วยเวทมนตร์แห่งแสงสว่างในบรรดาเอกภพของดวงดาวทั้งสิบสาม เอิร์ธซันของเขาเป็ดั่งแสงสว่างที่ส่องประกายให้กับดาวทั้งสิบสามดวง
แต่เอิร์ธซันไม่ใช่ศูนย์กลางของระบบในห้วงมิติหรือจักรวาลอะไรเทือกนั้นที่ดวงดาวทั้งสิบสามอยู่ต่างก็แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็เหมือนกลุ่มดาวเคราะห์เล็กๆสิบสามดวงที่ลอยเอื่อยอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศที่มืดมิดมันอยู่อย่างนี้มาได้นานหลายแสนล้านปีมาแล้วั้แ่ตอนที่ดวงดาวทั้งสิบสามกำเนิดและหลายพันปีมาแล้วตอนที่อารยธรรมยุคแรกเริ่มเกิดขึ้นดวงดาวทุกดวงต่างมีเอกลักษณ์เป็ของตัวเองเอิร์ธซันที่เป็แหล่งกำเนิดแสงสว่างของเขาหรือเอิร์ธวอเทอร์ที่ดาวทั้งดวงมีแต่น้ำของโทวะในยุดแรกเริ่มพวกเขาใช้ชีวิตอยู่บนดาวของตัวเองโดยไม่มีการติดต่อสื่อสารกับดาวดวงอื่นแต่หลังจากที่เอิร์ธสตาร์ค้นพบวิธีข้ามระยะทางเมื่อเกือบพันปีก่อนประตูแห่งดวงดาวที่ใช้เป็เส้นทางติดต่อระหว่างดาวก็ถือกำเนิดขึ้นและถูกใช้งานอย่างแพร่หลายผู้คนในสมัยนั้นยกย่องว่าเป็จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแต่ผู้คนในยุคถัดมากลับมองว่ามันคือหายนะเพราะหลังจากที่ประตูแห่งดวงดาวถูกใช้งานได้เพียงไม่นาน าก็เกิดขึ้น
มันไม่ใช่ความผิดของคนที่สร้างประตูแห่งดวงดาวขึ้นมาเลยแล้วก็ไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้คนที่อาศัยอยู่บนดาวดวงนั้นๆด้วยาในยุคแรกเริ่มเมื่อเกือบพันปีก่อนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงและสาเหตุของมันก็ไม่ใช่เพราะ้าล่าอาณานิคมหรือแย่งชิงทรัพยากรความแค้นและการทรยศหักหลังต่างหากที่ทำให้าเกิดขึ้นและที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือจุดเริ่มต้นของามาจากคนเพียงคนเดียว
นั่นเป็เื่เล่าของผู้คนในยุคต่อๆมาว่าาแรกเริ่มเกิดขึ้นเพราะคนเพียงหนึ่งคนและจบลงด้วยการสละชีวิตของคนเพียงคนเดียวเพื่อแลกกับสันติภาพที่ดำรงอยู่มาได้อย่างยาวนานพวกเขาขนานนามผู้เสียสละตนเพื่อยุติาว่า ‘ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง’ คนคนนั้นสละชีวิตของตัวเองเพื่อปิดผนึกชีวิตของผู้กำเนิดาและตายจากไปส่วนร่างของผู้กำเนิดาที่ถูกปิดผนึกไว้กลับหายสาบสูญไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนท่ามกลางความหวาดกลัวและความกังวลใจที่ปกคลุมไปทั่วดวงดาวทั้งสิบสามผู้พิทักษ์ก็ถือกำเนิดขึ้น
ตามตำนานเชื่อว่าผู้พิทักษ์คือผู้ที่สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้พิทักษ์จากแสงสว่างพวกเขาคือผู้ปกป้องดวงดาวทั้งสิบสามจากาที่อาจจะเกิดขึ้นมาอีกครั้งตามคำทำนายในยุคก่อนฟังดูเหมือนเป็ตำแหน่งที่แสนจะยิ่งใหญ่ แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีความหมายใดมากไปกว่าตำแหน่งของผู้ปกครองดวงดาวเลย
เพราะผู้พิทักษ์คือรัชทายาทของราชวงศ์แห่งดาวต่างๆพวกเขาจะเข้าพิธีสืบรัชทายาทเมื่ออายุครบสิบแปดปีและสืบทอดตำแหน่งนั้นต่อจากบรรพบุรุษรุ่นก่อนซึ่งล้วนแต่เป็เครือญาติในยุคที่ไร้าตำแหน่งผู้พิทักษ์เป็แค่ไม้ประดับหรือชื่อเรียกต่อท้ายรัชทายาทองค์โตเท่านั้นแต่หลังจากที่ความสงบสุขดำรงอยู่ได้ไม่นานเค้าลางแห่งความหายนะก็ถือกำเนิดขึ้นตามมา
มันเริ่มจากการหายตัวไปของรัชทายาทองค์โตแห่งเอิร์ธสตาร์คนที่ถูกกำหนดมาั้แ่เกิดว่าจะได้รับเลือกให้เป็ผู้พิทักษ์และได้ปกครองดวงดาวที่มีกองกำลังอันแข็งแกร่งความตื่นตระหนกแผ่ปกคลุมไปทั่วดาวดวงอื่นๆเมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไปแต่สำหรับเอิร์ธสตาร์ผู้เฝ้ารอคอยสัญญาณแห่งความหายนะนี้มาเนิ่นนานได้ป่าวประกาศว่าากำลังจะกลับคืนมาอีกครั้ง
เป็ดังที่เอิร์ธสตาร์คาดไม่เพียงแต่รัชทายาทของตัวเองเท่านั้นที่หายตัวไปดาวดวงอื่นๆก็เริ่มมีข่าวการหายตัวไปของราชวงศ์และบุคคลใกล้ชิดราชวงศ์เพิ่มมากขึ้นเช่นกันไม่มีใครรู้ว่าคนเ่าั้หายไปไหนเช่นเดียวกับที่ไม่รู้ว่าร่างของผู้กำเนิดาที่ถูกปิดผนึกไว้เมื่อเกือบพันปีก่อนไปอยู่ที่ใดเกือบสิบปีที่ทุกดาวตกอยู่ท่ามกลางความสับสนและความหวาดวิตกาเกิดขึ้นหลังจากนั้น
มันเป็าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็าเดียวนับั้แ่เริ่มสร้างอารยธรรมมาเหล่าคนที่หายตัวไปกลับมาใหม่อีกครั้งในฐานะนักรบอเวจีคนเ่าั้เรียกแทนตัวเองว่าเป็ข้ารับใช้ของผู้กำเนิดามีเป้าหมายเพื่อการแก้แค้นแทนผู้กำเนิดาและทำลายล้างดาวทุกดวงาแผ่ขยายความรุนแรงออกไปทุกดาวด้วยฝีมือของคนเพียงสิบสามคนสองปีหลังจากที่าเริ่มปะทุ มันก็สิ้นสุดลงไม่มีใครรอดชีวิตจากาครั้งนั้น นั่นเป็เื่สุดท้ายที่เขารู้หลังจากที่มาเกิดใหม่อีกครั้งบนโลกใบนี้บนดาวเคราะห์ที่แสนห่างไกล
โทวะกำลังจ้องมองเขาอยู่
“นายคิดอะไรอยู่?”
เด็กหนุ่มถามมาจากที่นั่งของตัวเอง
มาโมรุกำลังประมวลผลความคิดของตัวเองอยู่ แม้ว่าในสถานการณ์ปกติแล้วนี่ไม่ใช่นิสัยของเขาเลย
“เื่ตา... กับ...” เด็กหนุ่มเว้นวรรคอย่างชั่งใจว่าจะพูดดีหรือไม่“เื่ของพวกเรากับพวกนั้น”
“มันเป็เื่ที่เรารู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น”โทวะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเหมือนเขากำลังรอให้มาโมรุพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเื่นี้ออกมา
“ที่เราไม่รู้ก็แค่เวลา...”
แล้วมาโมรุก็นึกอะไรได้
“แล้วมินาโยะเป็ยังไงบ้าง!”
นั่นแหละ เขาลืมไปเสียสนิทเลยว่าไม่ใช่แค่โทวะที่อยู่ในเหตุการณ์กับเขาแต่มินาโยะเองก็ด้วยคนที่เขาไม่อยากให้เธอรู้เื่นี้มากที่สุดดันเป็คนที่เห็นเขาอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเข้าเสียได้
“ฉันพากลับไปส่งบ้านแล้ว” โทวะบอก“พรุ่งนี้นายต้องไปขอบคุณเธอด้วยที่ช่วยฉันลากนายกลับมาที่นี่ก่อน รู้อะไรไหมฉันน่ะเกือบคิดไปแล้วเชียวว่านายตายไปแล้วฉันยังไม่ได้เตรียมหาสาเหตุการตายให้นายเลย”
เกือบ คิดไปแล้วที่ไหน คิดไปแล้วต่างหากล่ะ
“ยัยนั่นไม่ถามอะไรนายเลยเหรอ?” มาโมรุถามอย่างเป็กังวล
“คงไม่ทันคิดมากกว่า ก็ในสถานการณ์แบบนั้นอาการของนายน่าเป็ห่วงกว่านี่นา”โทวะว่า พลางเหลือบตามองปฏิกิริยาของมาโมรุเบาๆ
ตามคาด มาโมรุดีใจที่ได้ยินว่ามินาโยะเป็ห่วงเขาแต่ในวินาทีต่อมาเด็กหนุ่มก็ทำหน้าเครียดเพราะมีเื่อื่นที่ทำให้กังวลใจมากกว่า
“ไม่ใช่แค่ตาของนายหรอกที่เริ่มมีปฏิกิริยา” โทวะพูด“ฉันคิดว่ามินาโยะเองก็เริ่มที่จะจำอะไรได้บ้างแล้วเหมือนกัน”
“หมายความว่ายังไง?”
“ก่อนเจอกับนายเมื่อเย็น เธอเล่าให้ฉันฟังเื่ความฝันคงจะเป็เื่สมัยที่เธอยังอยู่ที่เอิร์ธมูน เื่ของเธอกับพ่อฉันกังวลนิดหน่อยว่าเธอจะรู้เื่ของผู้พิทักษ์ไหม เพราะตอนนี้ฉันไม่รู้เลยว่ามินาโยะรู้เื่อะไรเกี่ยวกับพวกเราหรือตัวเองในชาติก่อนบ้าง”
“แล้วเื่อาการนั่นล่ะ?”
มาโมรุถามอีก
คราวนี้โทวะดูกังวลใจ
“เธอได้ยินเสียง...”
นั่นทำให้ความเครียดของมาโมรุเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด
“ตอนนั้นฉันออกไปคุยกับนานะ แล้วเธอก็...”
โทวะหยุดพูดไปเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“เกิดอะไรขึ้นกับยัยนั่น?”
“ไม่มีอะไร ฉันสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง ขอไปเช็คให้ชัวร์ก่อนดีกว่า”
โทวะผลุนผลันลุกขึ้นยืนก่อนจะคว้ากระเป๋าขึ้นมาเด็กหนุ่มหันมาสั่งลามาโมรุ
“พักผ่อนซะ แล้วค่อยมาคุยกันใหม่พรุ่งนี้”
โทวะบอกเขาอย่างนั้นก่อนจะเดินออกไปจากห้อง