ฟิ้ววววววว วืดดดด
สายลมพัดผ่านลมหนาวเข้ามาหิมะโปรยปรายอย่างกับเม็ดฝนที่ไม่มีน้ำหนัก บ้านเมืองถูกกลบไปด้วยสีขาวเหมือนมีคนตั้งใจย้อมให้เป็นโทนเดียวทั้งเมืองความหนาวจับขั้วหัวใจจนมือสั่น ปากซีด ฉันกระชับเสื้อโค้ท ซุกมือกอดอกสร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง
นับตั้งแต่วันที่มาเหยียบที่อเมริกาฉันก็ไม่เคยติดต่อกลับไทยอีกเลยเรื่องราวกิจวัตรทุกย่างก้าวของฉันต่อให้ไม่รายงานพ่อไปก็ต้องมีคนส่งข่าวไปบอกอยู่แล้ว ชีวิตที่เงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวทำให้ฉันชินชาและนิ่งต่อความเจ็บปวด
เจฟก็มาเรียนต่อที่อเมริกาเหมือนกันแต่เราอยู่คนละรัฐและไม่เคยนัดพบหรือติดต่อกันเลย…เช่นเดียวกับภามม์ฉันไม่ต้องการรู้เรื่องราวของเขาอีก ผ่านมานานนับปีแบบนี้เขาก็คงได้เริ่มต้นใหม่กับใครสักคนหรืออาจจะยังเป็นภามม์คนเดิมอยู่ก็ได้
หลินกลับจีนไปช่วยคุมธุรกิจพ่อส่วนเมี่ยงกำลังเดตกับลูกนักการเมืองที่พ่อจับคู่ให้แต่ทางนั้นไปด้วยสวยเพราะอีกฝ่ายก็ถูกตาต้องใจทำให้รักทั้งคู่เบ่งบานจนน่าอิจฉาภวินเรียนต่อโทนิติที่ไทย เขายังโทรมาเล่นกับฉันว่าเจอพี่ทัณณ์และทางนั้นกำลังจะแต่งงานกับสาวผู้พิพากษารุ่นน้องของเขา
ฉันโล่งใจไปเล็กน้อยที่ได้ยินอย่างนั้นเพราะคนดีๆ อย่างพี่ทัณณ์ก็คู่ควรแล้วที่เขาจะพบเจอใครสักคนที่เหมาะสมกับเขาและรักเขาจริงๆ
อย่างที่รู้ชีวิตวัยมหา’ลัยมันจบไปแล้วทุกวันนี้เราคือวัยทำงานและต่างคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเพราะงั้นพวกเราจึงค่อยๆ ห่างเหินกันไป…เหลือแค่ความทรงจำมิตรภาพไว้เบื้องหลัง
..เพราะงี้สินะพวกผู้ใหญ่ถึงชอบพูดว่า วัยเรียน เป็นวัยที่สนุกและมีความสุขที่สุดแล้ว..
ร่างบางก้าวเดินคนเดียวท่ามกลางหิมะที่ล่วงหล่นลงมาจากฟ้าฉันเงยหน้าขึ้นให้หิมะตกลงบนผิว เพื่อย้ำเตือนว่าฉันยังหายใจและมีชีวิตอยู่อีกไม่กี่เดือนฉันก็ต้องกลับไทยแล้ว กลับไป….เผชิญและยอมรับความเจ็บปวดนั้นทั้งชีวิต
-------------------------------------------------------------------------------------------
ภามม์ Said
‘ไม่…. ฉันไม่ได้รักนายแล้ว’
คำปฏิเสธของเธอยังวนเวียนอยู่ในหัวนับร้อยนับพันครั้งอย่างกับมันเป็นลมหายใจของผม ความรู้สึกอกหักและถูกเฉดหัวทิ้งมันเป็นแบบนี้นี่เอง
แม้ผมจะดูแววตาของเธอออกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น เธอยังรักผมอยู่เต็มหัวใจ แต่มันก็ขัดแย้งกับคำพูดที่มีพยานนับร้อยฟังอยู่
ผมยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสความรักของเธอเลยเพียงพริบตา ทุกอย่างก็หายไป เหลือเพียงมือที่ว่างเปล่า หัวใจที่แหลกสลายและโลกที่กว้างแต่ไร้สีสัน สิ่งที่ล้มเหลวในชีวิตผม ไม่ใช่การใช้ชีวิตสนุกอย่างไร้ประโยชน์แต่เป็นการที่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเธอ
...เธอปล่อยมือจากผมไปแล้ว...
ผมไม่เคยเห็นค่าความรักที่เธอมอบให้เลยกว่าจะคิดได้แบบนั้นมันก็สายเกินไป หลังจากถูกปฏิเสธ ผมยังคุกเข่าในท่าเดิมด้วยใบหน้าที่เคล้าไปด้วยน้ำตาของลูกผู้ชาย แม้จะยังหายใจอยู่แต่มันกลับไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าหัวใจยังเต้นอยู่รึเปล่า
ไม่นานผู้คนค่อยๆแยกตัวกันออกไป ทิ้งไว้เพียงผมที่ยังจมลึกในคำพูดของเธอ จนฝนตกลงมาช่วยซ่อนเร้นชะล้างน้ำในดวงตาลุง รปภ. จึงมาเชิญให้ผมกลับไป
ผมนอนเน่าอยู่ในห้องมาเกือบอาทิตย์ทำหน้าที่แค่ตื่น ดื่มจนเมา และหลับอยู่บนพื้นที่เดิม เหมือนคนไม่เหลืออะไรในชีวิตผมได้แต่คิดแล้วคิดอีก ว่าทำไม เพราะอะไร เธอรักผม ผมรักเธอ บ้านเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กแล้วทำไมเธอถึงปฏิเสธผม....สุดท้ายผมก็ได้รู้คำตอบจากปากป๊า
“ไปยินดีกับเพื่อนลื้อรึยัง”
“ยินดี?” ผมถามด้วยความสงสัย พลางตักข้าวจะเข้าปาก
“ลื้อไม่รู้หรอว่าเจฟกำลังจะแต่งงานกับหนูปิ่นมุก”
เพล้ง
“ป๊า... พูดว่าอะไรนะ”
ผมอาละวาดทำลายข้าวของในห้องดั่งคนคุมสติตัวเองไม่อยู่ทำไมต้องเป็นไอ้เจฟ ทำไมเธอถึงไม่เลือกผม ทำไมผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนผมรู้สึกเหมือนไอ้โง่ ทั้งๆ ที่ผมอยู่ใกล้ตัวเธอขนาดนี้แต่ทำไมผมกลับไม่รู้อะไรสักอย่าง
แม้มันจะเจ็บปวดเหมือนคนโดนสวมเขาแล้วเอาไปปล่อยทิ้งอย่างไร้เหตุผลแต่ผมจะไม่ยอม…
‘ผมจะไม่ยอมให้เธอเป็นของคนอื่น’
-------------------------------------------------------------------------------------------
ชายร่างสูงก้าวฉับดั่งคนรีบร้อนใบหน้าคมกดคิ้วขมวดไว้ เจ้าหน้าที่ที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหลีกทางให้จนถึงโต๊ะสาวเลขาหน้าห้อง เขาถอดแว่นกันแดดลงแจ้งความประสงค์ที่เร่งด่วน
“สวัสดีค่ะ ต้องการติดต่อ…”
“ผมต้องพบท่านทูต เดี๋ยวนี้”
“เอ่อ คุณได้ทำการนัดไว้ไหมคะพอดีตอนนี้ท่านทูตกำลัง…”
“ผมบอกว่าเดี๋ยวนี้” เสียงเข้มเน้นหนักบอกด้วยความมาดมั่น เลขาสาวตัวสั่น ยิ้มเจื่อนสู้
“คะ คือตอนนี้ไม่ได้ค่ะท่านกำลัง..”
ปั้ง
เขาใช้มือทุบโต๊ะจนเลขาสาวถอยหลังหนีด้วยความตกใจเธอมองสับระหว่างใบหน้าดุของเขาและประตูบานใหญ่ที่เจ้านายของเธอกำลังคุยกับแขกอยู่ด้านใน
เขาไม่ต่อล้อให้เสียเวลาก้าวเข้าหาประตูโดยไม่ขออนุญาติ และเปิดเข้าไป เลขาสาวตกใจรีบวิ่งไปห้ามแต่ไม่ทันการณ์แล้ว
“ว้าย คุณคะ! เข้าไปไม่ได้นะคะ”
ปั้ง
“คุณอาครับ!”
แขกทั้งสองหยุดชะงักและมองจรดมาที่เขาใบหน้าชราที่คงความหล่อตลอดการณ์นั้นมองเลขาสาวที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอและโบกมือไล่เธอกลับไปทำหน้าที่ตัวเอง
“ออกไปก่อน … ถ้าดำเนินการถึงขั้นตอนไหนฉันจะให้เลขาส่งเรื่องไป”
“ครับท่าน”
แขกผู้นั้นโค้งหัวลงเคารพท่านทูต ก่อนจะคว้าแฟ้มเอกสารปึกหนาและเดินออกไปเขาถอนหายใจทิ้งกับแขกที่มาบุกรุก ยกมือขึ้นกุมขมับ
“นั่งลงก่อนสิ”
แม้จะเหนื่อยหน่ายและหงุดหงิดกับแขกที่มาโดยไม่ได้รับเชิญแต่เขาก็แสดงความเป็นผู้ใหญ่โดยการปฏิบัติต่อแขกเฉกเช่นคนสำคัญอื่นๆ
“ผมจะคุยเรื่องปะ…”
“ฉันตกลงกับบ้านเจฟแล้ว” เขาพูดขัดอย่างรู้ความ
“คุณอารู้เรื่องระหว่างผมกับปิ่นมุกใช่ไหมครับ” เขาถามออกไปตรงๆ
“ถ้าเกี่ยวกับลูกสาวฉันไม่มีเรื่องไหนที่ฉันจะไม่รู้”
“งั้นทำไมอาไม่เลือกผมครับ”
“เลือก? ...ฉันเปล่าเลือก ปิ่นมุกต่างหากที่เลือก”
“ถึงอย่างนั้นคนยื่นเสนอให้แต่งกับเจฟก็เป็นอา”
“ภามม์….”
“…..”
“เพราะในบรรดาผู้ชายที่มี เจฟคือคนที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุด”
“เหมาะสม หรือว่าให้ผลประโยชน์ได้มากสุดครับ”
“ถ้านายยังอยู่ในสถานะที่กำลังจะอ้อนวอนฉันอยู่ก็อย่าเหิมเกริมกับฉัน”
“....”
“ฉันรู้ว่านายทำกับลูกสาวฉันไว้ยังไงแต่ฉันจะไม่โทษนายเพราะมันไม่ใช่การปรบมือข้างเดียว”
“....”
“และคงผิดที่ฉันด้วยที่แกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไล่กับเรื่องที่ควรจะคุม”
“.....”
“เรื่องฉาวพวกนั้นควรให้มันจบไปฉันไม่อยากให้ชื่อเสียงปิ่นมุกกับตระกูลฉันย่ำแย่ตกต่ำไปกว่านี้”
“เพราะผมรู้ว่าอาคิดแบบนั้นผมถึงอยากรับผิดชอบ...”
“ไม่มีอะไรให้รับผิดชอบทั้งนั้นภามม์ทุกอย่างมันจบไปแล้ว กลับไปซะในตอนที่ฉันยังไว้หน้าครอบครัวนาย”
“อาครับ....”
“การแต่งงานจะไปเปลี่ยนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนทั้งนั้น”
“งั้นผมต้องทำยังไง”
“.....”
“ผมต้องทำยังไงอาถึงจะยกปิ่นมุกให้ผม”
“.....”
“ผมแค่ อยากได้เธอคืนมา”
“ภามม์ ฉันเป็นผู้ใหญ่ที่มีหน้ามีตาคำสัจมันออกไปแล้ว นายจะให้ฉันกลืนน้ำลายตัวเองงั้นหรอ”
“ผมรักปิ่นมุกครับ”
“.....”
“ผมรักลูกสาวของอา”
“.....”
“ผมอยากแต่งงานกับเธอ”
“…..”
“และผม ยินดีที่จะทำทุกอย่าง”