“เช่นนั้นเ้าก็เชิญคุณชายใหญ่มาถามไถ่ให้ดีเสียก่อน เผื่อว่าเขาจะมีแผนการอันใดสำหรับคนในหมู่บ้าน” แววตาของหญิงชราเต็มไปด้วยความหวัง แต่อู่หลิงเยว่กลับส่ายหน้า
“เขาอยากมายามไหนก็มา อยากไปยามไหนก็ไป ข้ากำหนดไม่ได้เ้าค่ะ”
“เสียดายนัก..” หญิงชรารำพัน แต่ไม่อาจพูดอะไรต่อได้อีก นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณชายจะส่งอาหารมาให้เมื่อใด แล้วนางจะนำอาหารไปช่วยชาวบ้านได้อย่างไรโดยไม่ให้อู่หลิงเยว่ต้องเดือดร้อน
“ที่เ้าหลบหนีออกมาจากหมู่บ้านก็เป็เพราะกลัวว่าผู้อื่นจะคิดว่าเ้าเป็พวกแม่มดหมอผีสินะ”
หญิงสาวพยักหน้ารับ
หญิงชราถอนหายใจ “ในเมื่อคุณชายใหญ่ยังอยู่ที่นี่จริงๆ ข้าก็จะอยู่กับเ้าเพื่อคอยรับใช้เขา" นางมองไปรอบๆ เรือนสกุลเกาที่เคยยิ่งใหญ่งดงามเป็หน้าเป็ตาของคนในหมู่บ้าน ยามนี้เต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่น
“ข้าไม่ควรทิ้งเรือนให้รกร้างเช่นนี้เลย ตอนนั้นข้าแค่ไม่อยากเห็นที่นี่อีก เพราะมันเ็ปเกินไป”
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ” อู่หลิงเยว่รีบปลอบ เราจะค่อย ๆ ปรับปรุงเรือนนี้ให้กลับมาสะอาดและน่าอยู่กันอีกครั้ง”
หญิงชราพยักหน้าอย่างช้า ๆ แต่ก็อดพูดอย่างเสียดายไม่ได้ “เสียดายที่ไม่ได้พาไป๋เยี่ยนหรูกับซุนเหยา และลูก ๆ ของนางมาด้วยกัน พวกนางก็ลำบากอยู่ไม่น้อย”
"อู่หลิงเยว่ชะงักเล็กน้อย ความรู้สึกผิดตีขึ้นมาในอกทันที
“ข้าไม่รู้ว่าใครจะยอมรับตัวตนของเสี่ยวเป่าได้บ้าง หากมีการเข้าใจผิดกัน ข้าเองก็จะลำบากไปด้วย เลยหนีมาคนเดียวเ้าค่ะ”
นางยกมือแตะอกคล้ายนึกอะไรได้ “แต่ตอนนี้ ข้ามีท่านยายมาช่วยยืนยันว่าข้าไม่ใช่แม่มดหรือผู้ใช้วิชาอาคมแล้วนี่! เช่นนั้น ข้ากจะหาทางไปรับพวกนางมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน!”
หญิงชรานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ “ไม่ได้หรอกหลิงเยว่”
“ทำไมหรือเ้าคะ?”
“ทหารที่อยู่ในหมู่บ้านน่ะ ถึงจะดูเหมือนว่าไม่สนใจเรา แต่แท้จริงแล้ว พวกเขานับจำนวนคนที่อพยพมาอย่างละเอียดทีเดียวเพื่อจะได้แบ่งหน้าที่และแบ่งปันอาหารได้อย่างเหมาะสม”
อู่หลิงเยว่เม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกหนักในอกทันทีกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งรู้ “บางทีพวกเขาอาจจะรู้แล้วก็ได้ว่าเราสองคนหายตัวไป” นางเริ่มหวั่นใจ
“ถ้าหายตัวไปแค่เราสองคน พวกเขาอาจยังพอมองข้ามได้ แต่ถ้าอยู่ ๆ คนที่พักในกระโจมติดกัน หายตัวไปพร้อมกันหมด พวกเขาอาจจะกังวลและส่งคนออกมาตามหา” หญิงชราตอบกลับ
“ข้าจะไม่ยอมแพ้หรอกเ้าค่ะ ทิ้งเวลาให้ผ่านไปสักระยะแล้วข้าจะพาพวกเขามาอยู่ที่นี่กับเราเอง” นางรับปากอย่างมั่นใจ
……….
หน้ากระโจมท้ายหมู่บ้านหานเฉิง ไป๋เยี่ยนหรูนั่งกอดเข่าร้องไห้เงียบ ๆ น้ำตาไหลพรากเป็สาย เสียงสะอื้นแ่เบาแทบกลืนหายไปกับเสียงลม
ข้างกายนาง ซุนเหยาโอบลูกชายหญิงสองคนแน่น เด็กทั้งสองนั่งซบกับอกแม่อย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าซีดเซียวไร้แววตา ทั้งที่ควรเป็วัยสดใสร่าเริง กลับเหมือนถูกความตื่นตระหนกกลืนกินจนหมดสิ้น
สายตาของทุกคนหันไปมองกระโจมว่างเปล่าหลายหลัง กระโจมที่เคยมีคนอาศัยอยู่ บัดนี้กลับกลายเป็เพียงผืนผ้าสีหม่นที่ปลิวไหวตามลม ไร้เงาของเ้าของหลายสิบชีวิต
เหตุการณ์ใน่เช้าเริ่มผุดขึ้นในห้วงความทรงจำอย่างช้า ๆ
มันเริ่มต้นจาก เสียงเป่าแตรจากทหารแคว้นเหยียนร้องเรียกรวมพลหน้าหมู่บ้านในยามเช้า ทำให้ชาวบ้านและผู้ลี้ภัยต้องรีบลุกออกจากกระโจมด้วยหัวใจเต้นระรัว
ไม่มีใครรู้ในตอนนั้นว่า เกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งพวกนางเดินไปถึงบ่อน้ำหน้าหมู่บ้าน
ข้อความถูกส่งต่อกันปากต่อปาก ทหารแคว้นหลัวซานนับร้อยคนเดินเท้าเข้ามาเป็กองสำรวจ แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า ทหารแคว้นเหยียนจำนวนหนึ่งได้ซุ่มคอยจับความเคลื่อนไหวอยู่นอกหมู่บ้านอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อมองเห็นศัตรูเข้ามาแต่ไกลจึงรีบเข้ามาแจ้งเตือนคนในหมู่บ้านให้รับรู้
ชาวบ้านจำนวนมากถูกเรียกให้มารวมตัวกันเพื่อให้รู้ตัวล่วงหน้า คนอ่อนแอต้องรีบหาที่กำบังเพื่อซ่อนตัว ส่วนบุรุษที่แข็งแรงก็ถูกไล่ให้ไปหมอบต่ำอยู่ตามแนวกำแพงไม้และรั้วที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ เพื่อเป็กำลังเสริม
ผ่านไปพักใหญ่พวกนางก็ได้ยินว่า ทหารทั้งสองฝ่ายก็เริ่มปะทะกันนอกชายป่าอย่างดุเดือด แต่ศัตรูจำนวนหนึ่งกลับหลุดรอดเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านบางคนก็ถูกลูกหลง ทหารภายในค่ายจึงต้องเปิดแนวรบใหม่เพื่อป้องกันด้านใน
่เวลานั้นคือความโกลาหลที่แท้จริง กลิ่นเืลอยตลบอบอวลไปทั่ว
ในที่สุดทหารหลัวซานกว่า 100 นายก็ต้านทานกำลังคนที่มีมากกว่าของทหารแคว้นเหยียนไม่ไหว พวกเขาจบชีวิตลงที่นี่ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว
แต่กว่าจะสังหารศัตรูได้หมด ฝ่ายแคว้นเหยียนก็สูญเสียทหารและชาวบ้านไปไม่น้อยเช่นกัน ชาวบ้านบางคนยืนตัวสั่นอย่างพูดไม่ออก บ้างก็ทรุดเข่าลงร่ำไห้
หลังความสงบนั้น ชาวบ้านต้องช่วยกันเก็บกวาดศพทหารทั้งสองฝ่าย รวมถึงศพของเพื่อนบ้านผู้โชคร้าย ทุกร่างถูกฝังกลบอย่างเร่งรีบ
ทหารแคว้นหลัวซานถูกฝังอยู่ในป่านอกหมู่บ้านด้วยความเคารพเท่าที่พวกเขาจะทำได้ ส่วนชาวแคว้นเหยียนร่างของทุกคนจะถูกนำมาฝังไว้ชายป่าท้ายหมู่บ้าน
ชาวหมู่บ้านหานเฉิงดั้งเดิมหลายคนออกมาประท้วงให้ทหารพาผู้อพยพออกไปจากที่นี่ แต่ชาวบ้านอีกกลุ่มก็ยังมั่นใจว่าทหารแคว้นเหยียนจะปกป้องพวกตนได้และไม่ยินยอมจะย้ายออกไป
เสร็จศึกนอก ภายในหมู่บ้านก็ยังมีศึกในระหว่างชาวบ้าน โดยมีทหารคอยควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง พวกเด็กๆ สตรีและคนชราพากันมานั่งจับกลุ่มกันอยู่เงียบๆ บริเวณที่พักด้านหลัง ปล่อยให้กลางหมู่บ้านเป็สถานที่ตกลงกันของพวกบุรุษ
ไป๋เยี่ยนหรูก้มมองมือและเสื้อผ้าที่ยังเปื้อนเืจากร่างผู้เสียชีวิตของตน แล้วก็กลั้นสะอื้นต่อไปไม่ไหว นางหวาดกลัวเหลือเกินว่าครั้งนางอาจเป็คราวของนาง
“พวกนาง..ตายแล้วจริง ๆ ใช่หรือไม่?” เสียงของไป๋เยี่ยนหรูแ่จนแทบเป็เสียงลม นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองซุนเหยาอย่างเลื่อนลอย
ซุนเหยารู้ดีว่าพวกนาง ในที่นี้หมายถึงผู้ใด “ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว หากพวกนางยังอยู่เวลานี้ก็คงกลับมาที่นี่แล้วล่ะ”
“แต่ข้ายังไม่เห็นร่างของนางทั้งสองคนเลยนะเ้าคะ” ไป๋เยี่ยนหรูเถียงอย่างมีความหวัง
“แต่เราก็ไม่สามารถขุดหลุมทุกหลุมออกมาพิสูจน์ได้มิใช่หรือ คงมีคนฝังพวกนางไปแล้วล่ะ” เสียงของซุนเหยาเรียบ เหมือนพยายามบอกให้ไป๋เยี่ยนหรูยอมรับความจริง
ไป๋เยี่ยนหรูส่ายหน้าเบา ๆ “ท่านยายหุย..นางใจดีกับข้าเสมอ แล้วหลิงเยว่..”
หญิงสาวพูดไม่ออกน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง
ทั้งสองเงียบไป ชั่วขณะหนึ่งมีเพียงเสียงลมพัดกระโจมไหวเบา ๆ
……….
กระโจมแม่ทัพเซี่ย
เซี่ยโม่เหวินนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยแผนที่และรายงาน ในกระโจมบัญชาการที่ตั้งอยู่ด้านหน้าหมู่บ้าน กลิ่นเหงื่อ กลิ่นเื ลอยตลบอบอวลอยู่ในอากาศ
แม้ใบหน้าของเขาจะยังคงสงบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ ทว่าภายใต้เสื้อคลุมทหารที่หลวม ๆ นั้น กลางลำตัวกลับมองเห็นรอยเืซึมเป็วง สีแดงคล้ำเปื้อนผ้าพันแผลที่พันไว้อย่างลวกๆ
แผลเก่าจากสนามรบเมื่อหลายวันก่อนยังไม่ทันสมานดี ทว่าการต่อสู้กับข้าศึกในยามเช้า กลับทำให้มันฉีกขาดขึ้นอีกครั้ง
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเหมือนฝืนตัวเองอยู่ลึก ๆ หากแต่ไม่มีผู้ใดกล้าทัก
ซูหลางก้าวออกมาเล็กน้อย “ทหารของเราที่เสียชีวิต มีสามสิบสี่นาย าเ็รวมกันอีกสิบสามคน”
อีกคนเสริมทันที “ฝ่ายข้าศึกตายหมด ไม่มีผู้ใดหนีรอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว พวกเรากลบศพและปกปิดร่องรอยเรียบร้อยแล้วขอรับ”
เซี่ยโม่เหวินพยักหน้ารับ และเงยหน้าขึ้นสบตาทหารคนสนิททั้งสี่ “มีข่าวของกองกำลังอื่นบ้างหรือยัง”
ซูหลางส่ายหน้า “ในระยะห้าร้อยลี้ (ราว 250 กิโลเมตร) ไม่น่าจะมีกองกำลังใหญ่ของแคว้นเหยียนเหลืออยู่เลยขอรับ”
“เช่นนั้นก็ส่งคนออกไปค้นหาให้ไกลกว่าเดิม! และหากเป็ไปได้ก็ให้ประกาศหาคนเข้ามาสมทบร่วมกับพวกเราที่นี่!” น้ำเสียงของเซี่ยโม่เหวินจริงจังกว่าเดิม
“แต่ว่า..ท่านแม่ทัพ..พวกเราไม่มีเสบียงอาหาร เราไม่สามารถรับคนเข้ามาเพิ่มได้แล้วนะขอรับ!” รองแม่ทัพเหวินรีบแย้ง