เมื่อกล่าวลาเสร็จเฟยซิ่วก็ทำหน้าที่สารถีเริ่มควบรถม้าออกเดินทางไปยังป่าลมหวนในทันทีซึ่งทิศทางที่ไปอยู่ทางด้านทิศเหนือของเมืองแสงอรุณ มันอยู่ห่างออกไปนับ 10,000ลี้หากใช้รถม้าเดินทางต้องใช้เวลาไปกลับร่วมเดือน
เมืองแสงอรุณที่จูเยว่อยู่เป็เมืองชายขอบดินแดนอย่างแท้จริง ทิศใต้กับตะวันออกล้อมรอบด้วยหุบเขาสูงชันมีเพียงทิศตะวันตกและทิศเหนือนั้นที่สามารถเดินทางได้
แต่ผู้คนส่วนมากจะเดินทางไปทางตะวันตกเสียมากว่าเพราะเป็เส้นทางปลอดภัยกว่ามากหากเดินทางไปยังทิศเหนือยิ่งเข้าใกล้พื้นที่ป่าลมหวน ก็ยิ่งมีโอกาสพบเจอสัตว์อสูรมากยิ่งขึ้นหากไม่มีพลังฝีมือที่เพียงพอ คงทำได้แค่เพียงเอาชีวิตไปทิ้ง
การเดินทางไปป่าลมหวนต้องผ่านทั้งป่าเขาและที่ราบเนื่องจากไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรจึงทำให้ธรรมชาติระหว่างทางนั้นแลดูน่าชมเป็อย่างมากต้นไม้เขียวขจีขึ้นปกคลุมไปทั่ว ทอดยาวตลอดสองข้างทางไกลสุดลูกหูลูกตาเสียงแหลมของนกร้องดังขึ้น เสมือนเสียงดนตรีขับกล่อมระหว่างเดินทาง ได้ยินเสียงสายน้ำไหลบ้างเป็ครั้งคราวจากแหล่งน้ำธรรมชาติตามป่าเขา
ระหว่างทางมีจุดแวะพักเป็โรงเตี๊ยมเล็กๆแต่ไม่มีเมืองใหญ่ตั้งอยู่แต่อย่างใด เพราะหากเกิดฝูงสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งขึ้นมาและบุกโจมตีเมืองคงเป็เื่ที่น่าเศร้าสลด
จูเยว่ที่นั่งอยู่บนรถม้าในตอนนี้ได้นึกถึงทักษะบ่มเพาะที่มารดาทิ้งไว้ให้แก่ตนซึ่งอยู่ในแหวนมิติตามที่บิดาบอกกล่าว เมื่อหยิบตำราทักษะออกมา ก็พบว่าทักษะนั้นมีนามว่าทักษะบ่มเพาะวิหคเพลิง์
เมื่อจูเยว่เริ่มหมุนเวียนลมปราณตามเคล็ดบ่มเพาะก็รู้สึกได้ว่าเืในร่างกายเริ่มร้อนระอุขึ้นมาคล้ายกับยามที่ััจี้หยกดำในคราแรก ธาตุไฟที่ตัวเขาไม่สามารถรวบรวมได้ เพราะสูญเสียดวงจิตธาตุไฟไป กลับเริ่มถูกรวบรวมเข้าสู่ตันเถียนตามเคล็ดบ่มเพาะควบรวมเป็เปลวไฟดวงเล็กสว่างเจิดจ้าอยู่ภายใน
เวลาผ่านไปชั่วครู่เปลวไฟดวงนั้นเริ่มค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างทีละน้อยจนในที่สุดได้เปลี่ยนไปจนมีลักษณะคล้ายกับวิหคเพลิง ที่มีหางห้อยยาวลงมา 1 เส้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายหางของนกยูง เมื่อสังเกตุภายในตันเถียนวิหคเพลิงตนนั้นได้สยายปีกบินอยู่ภายในเสมือนมีชีวิต
ไม่กี่อึดใจต่อมาวิหคเพลิงที่บินอยู่เริ่มหยุดเคลื่อนไหวพร้อมกับปลดปล่อยพลังธาตุไฟจากภายในตันเถียน ไปยังเส้นลมปราณทั่วทั้งร่างหลอมรวมเข้ากับปราณธาตุทั้งสองที่มีอยู่ กลายเป็เส้นลมปราณสามธาตุขึ้นมาด้วยขนาดเส้นลมปราณที่ได้ขยายขึ้น จากลมปราณธาตุไฟทำให้ลมปราณเวทย์ของจูเยว่ตอนนี้ มีขนาดใหญ่กว่าผู้ฝึกลมปราณทั่วไปถึงสามเท่า!!
จูเยว่ได้สังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นภายตันเถียนด้วยความตกตะลึงราวกับไม่เชื่อในภาพที่เห็น เพราะตัวเขาที่เคยคิดว่าไม่มีทางฝึกฝนธาตุไฟได้กลับสามารถที่จะฝึกฝนมันได้อีกครั้ง! อีกทั้งทักษะบ่มเพาะนี้กลับไม่สร้างความเ็ปในการขยายขนาดเส้นลมปราณเหมือนในยามที่ตนได้สร้างเส้นลมปราณ ธาตุไม้และธาตุทองขึ้นมาอีกด้วย
“มันเป็ทักษะบ่มเพาะเช่นใดกัน?!กลับสามารถทำให้ข้าควบคุมธาตุไฟได้อีกครั้ง!หรือว่า... นี้จะเป็ทักษะที่คนในโลกแห่งนี้ สามารถใช้ได้ทั่วไป?”
“หากเป็เช่นนั้นข้าเพียงหาทักษะที่มีธาตุอื่นมาฝึกฝน ก็สามารถฟื้นคืนพลังธาตุที่เคยสูญเสียให้กลับคืนมาอีกครั้ง?!
จูเยว่ได้คาดเดาขึ้นมาอย่างตื่นเต้นเมื่อมองเห็นหนทางที่เขาจะสามารถกู้คืนพลังธาตุที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาแต่เมื่อครุ่นคิดดีๆทักษะเช่นนี้จะหาได้ง่ายดายเช่นนั้น?
ตัวของจูเยว่ยังไม่ค่อยมีความรู้ในเื่ของการฝึกฝนลมปราณในโลกใบนี้มากนัก เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาจึงเกิดความสงสัยเป็อย่างมากจึงเรียกเฟยซิ่วที่ทำหน้าที่สารถีอยู่ภายนอกเพื่อกล่าวถาม
“เฟยซิ่ว! หยุดรถม้าก่อนข้ามีอะไรจะถามเ้า”
เมื่อเฟยซิ่วได้ยินเสียงนายน้อยของตนเอ่ยสั่งออกมามันจึงรีบหยุดรถม้าแล้วเดินไปหานายน้อยที่ด้านข้างของรถม้า ซึ่งตอนนี้จูเยว่ได้ก้าวเดินลงจากรถม้าพอดี
“ข้าอยากจะถามเ้าว่าทักษะบ่มเพาะของเ้าสามารถควบรวมลมปราณให้กลายเป็สิ่งมีชีวิตในตันเถียนได้หรือไม่?”จูเยว่เร่งกล่าวสิ่งที่สงสัยออกมา
“สิ่งมีชีวิต?”เมื่อได้ฟังคำกล่าวของนายน้อยสีหน้าประหลาดใจก็แสดงออกมาในทันทีถึงแม้มันจะประหลาดใจแต่ยังคงก็กล่าวตอบกลับไป
“ทักษะบ่มเพาะของข้าไม่สามารถกระทำเื่เช่นนั้นได้ แต่หากใช้ทักษะยุทธแล้วแปรเปลี่ยนลมปราณเป็รูปร่างของสิ่งมีชีวิต เพื่อโจมตีนั้นเป็ไปได้แต่การที่ควบรวมให้อยู่ในตันเถียนแล้วยังมีชีวิต ทักษะในระดับมนุษย์ ปฐี และนภาทั้ง 3 ระดับนั้น ชั่วชีวิตของข้าไม่เคยได้ยินเื่เช่นนี้มาก่อน”
“เป็เช่นนั้นหรอกรึ?”เขากล่าวพึมพำกับตนเองเมื่อได้ยินคำตอบจากนั้นก็สั่งให้เฟยซิ่วกลับไปทำหน้าที่สารถีเช่นดังเดิม เพื่อออกเดินทางต่อ
“เห้อ...ดูท่าคงไม่ง่ายดายอย่างที่คิดไว้ ช่างเถอะ”
เมื่อได้ฟังคำตอบของข้ารับใช้จูเยว่ก็เข้าใจว่า มันคงเป็เื่ยากที่จะได้รับทักษะเช่นนี้มาจึงเริ่มหมุนเวียนเคล็ดบ่มเพาะเพื่อฝึกฝนต่อ
แต่กลับต้องประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้งเพราะตอนนี้คล้ายกับเืภายในร่าง ได้เชื่อมโยงวิหคเพลิงเข้ากับพลังลมปราณเวทย์ให้หลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียว ทำให้สามารถควบคุมวิหคเพลิงภายในตันเถียนเสมือนกับการควบคุมลมปราณเวทย์
เมื่อจูเยว่หมุนเวียนเคล็ดบ่มเพาะจนพลังลมปราณ ได้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนอย่างสมบูรณ์ ทันใดนั้น!ก็เกิดแสงสีแดงสว่างจ้าขึ้นมาภายในตันเถียน มันแผ่กระจายออกมาจากร่างวิหคเพลิง
หลังจากนั้นไม่นาน ขนเส้นหนึ่งที่ปลายหางของมันที่ละม้ายคล้ายคลึงกับขนหางของนกยูงแต่มีสีแดง ก็ค่อยๆร่วงหลุดออกมา มันลอยออกจากตันเถียนพุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของจูเยว่อย่างรวดเร็ว!
“กะเกิด... อะไรขึ้น?!”
ตัวเขาผงะไปยามเมื่อขนนกเส้นนั้นพุ่งเข้ามาแต่ด้วยความรวดเร็วของมัน จึงไม่สามารถหลบหลีกได้ทัน
ความรู้สึกตกตะลึงได้ฉายบนใบหน้าของจูเยว่แต่ในตอนนี้ตัวเขาเริ่มรับรู้ได้ว่าขนหางของวิหคเพลิงได้ถ่ายทอดความรู้บางสิ่งเข้าสู่สมองโดยตรงเขาจึงไม่พยายามขัดขืนมันอีกต่อไป เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 ก้านธูป ขนหางเส้นนั้น ก็ค่อยๆลอยออกมาจากหว่างคิ้ว แล้วกลับเข้าสู่ภายในตันเถียนของจูเยว่อีกครั้งหลวมรวมเข้ากับวิหคเพลิง ทำให้มีหางที่ยาวลงมาเช่นดังเดิม
จูเยว่ค่อยๆลืมตาขึ้นมาด้วยดวงตาที่เป็ประกาย เพราะสิ่งที่เขาได้รับมา มันคือทักษะยุทธ!ไม่ใช่เพียงหนึ่งแต่เป็ 2 ทักษะ! ซึ่งเป็ทักษะเคลื่อนไหวย่างก้าววิหคเพลิงมายา และทักษะโจมตีเพลิงทลาย์!
“นี่คงเป็ทักษะประจำตระกูลของมารดาข้า? อย่างที่ท่านพ่อกล่าวไว้... หากไม่มีสายเืของมารดาไม่มีทางที่จะสามารถฝึกเคล็ดบ่มเพาะนี้ได้ ทำให้ไม่ทางที่จะได้รับทักษะยุทธทั้ง 2 นี้มา”
ด้วยการสืบทอดทักษะยุทธที่แปลกประหลาดและลึกลับเช่นนี้ตระกูลมารดาคงหาได้ง่ายดายอย่างที่คิด แต่ตอนนี้เขารีบสลัดความคิดนี้ออกไปก่อนเพราะอย่างไรหากไม่มีพลังเพียงพอ ก็คงไม่สามารถที่จะกระทำสิ่งใดได้