คังอิงรู้ดีว่าการใช้วิธี ‘เข้าแถวตามลำดับ’ จะช่วยสร้างความอุ่นใจแก่ผู้บริโภค
สิ่งที่ผู้บริโภคกลัวมากที่สุดคือร้านค้าไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน หากพวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องรอให้ร้านค้ามาส่งและติดตั้งสินค้าให้นานแค่ไหน ก็จะรู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก
ดังนั้นเธอจึงออกแบบวิธีการบริการแบบเรียงลำดับตามหมายเลข เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าจะได้รับบริการเมื่อไหร่ พวกเขาจะได้รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ของคังอิง เพราะในยุคหลังๆ การทำธุรกรรมที่เคาน์เตอร์ของธนาคาร ต่างก็ใช้วิธีการเข้าแถวรอตามหมายเลข เมื่อมีกฎระเบียบแล้ว มนุษย์เราก็ดูมีอารยธรรมมากขึ้น
ครั้นกวนเสี่ยวลงไปจัดการเรื่องนี้ ลูกค้าที่กำลังโวยวายก็สงบลง พวกเขายอมรับวิธีการเข้าแถวตามลำดับหมายเลข
ส่วนพนักงานของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพก็แทบจะเป็นบ้ากันอยู่แล้ว พวกเขาทิ้งพนักงานขายไว้ประจำเคาน์เตอร์แค่คนเดียว เพราะคนอื่นๆ ต้องก็ไปช่วยขนสินค้าที่โกดัง
รถบรรทุกขนาดเล็กไม่เพียงพอ กวนเสี่ยวก็ไปหารถบรรทุกขนาดเล็กมาเพิ่มอีกห้าคัน พวกเขาช่วยกันขนย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้า จนเสื้อเชิ้ตสีขาวของแต่ละคนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ถึงแม้จะเหนื่อยมาก แต่พวกเขากลับรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
ธุรกิจของห้างสรรพสินค้านั้นคึกคักมาก ประธานคังยังบอกอีกว่า หากธุรกิจรุ่งเรือง เธอจะแบ่งผลกำไรให้กับพนักงาน หากแต่เดิมระบบนี้เป็นเพียงข้อตกลงที่เขียนไว้บนกระดาษ ก่อนที่จะเห็นอนาคตของห้างสรรพสินค้า แม้จะเอาหุ้นออกมาให้ซื้อ เกรงว่าคนแปดเก้าส่วนก็คงลังเลใจอยู่ดี
แต่พอเห็นว่าธุรกิจของห้างสรรพสินค้าเฟื่องฟู ในใจของทุกคนก็พลันมีความคิดแวบขึ้นมา ‘เมื่อไหร่ถึงจะได้ซื้อหุ้นของห้างสรรพสินค้าสักที?’ ‘ประธานคังจะปล่อยขายหุ้นเมื่อไหร่?’
คังอิงยืนอยู่บนอาคารสำนักงานมองดูภาพความวุ่นวายที่บริเวณโกดัง จากนั้นก็เดินไปอีกฝั่งหนึ่ง เธอเห็นว่ายังคงมีผู้คนมากมายกำลังเดินมาทางห้างสรรพสินค้า ที่จอดรถหน้าประตูห้างสรรพสินค้าเต็มไปด้วยจักรยานกับมอเตอร์ไซค์จอดกันแน่นพื้นที่ ไม่เหลือที่ว่างเลยสักนิด ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน
คังอิงรีบโทรหาผู้จัดการไช่ เพื่อให้พวกเขานำสินค้ามาส่งเพิ่มเติมในคืนนี้
“ประธานคัง ธุรกิจไปได้ดีขนาดนี้ ผมประเมินคุณต่ำไปจริงๆ คิดไม่ถึงเลยครับว่าอำเภอเล็กๆ อย่างอำเภอหลี่ว์จะมีกำลังซื้อมากมายขนาดนี้!” ผู้จัดการไช่พูดคุยกับคังอิงผ่านทางโทรศัพท์อยู่หลายประโยค
ครั้งที่แล้ว เขาส่งข้อความหวานๆ ให้คังอิง ถึงแม้จะรู้สึกอายอยู่บ้าง แต่เขาเป็นคนหน้าหนา ในใจเขาก็แค่เกรงกลัวสือเจียงหย่วน หากมีโอกาสเขาก็ยังคงอยากพูดคุยกับคังอิงอยู่ดี
ขอเพียงเขาไม่พูดจาแทะโลมหรือเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน คังอิงก็จะไม่ทำตัวเย็นชา ปฏิเสธเขา
ในวงการธุรกิจ คนที่ไม่ใช่ศัตรูก็คือเพื่อน เพียงแต่มีความสนิทสนมมากน้อยต่างกันเท่านั้น
ดังนั้นคังอิงจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “พวกเราใช้วิธีการส่งเสริมการขายน่ะค่ะ นึกไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะดีมากขนาดนี้ รบกวนผู้จัดการไช่ให้การสนับสนุนพวกเรามากๆ ด้วยนะคะ”
ผู้จัดการไช่ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนแล้วว่า ต้องจัดหาสินค้าให้กับคังอิงอย่างเพียงพอ อย่างน้อยๆ ในตอนที่เขาเคยทำให้คังอิงไม่พอใจมาก่อน แต่หากเขาควบคุมสินค้าของคังอิงเอาไว้ได้ในช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้ คังอิงอาจมาร้องขอเขาบางสิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจใช้เรื่องนี้บังคับให้คังอิงทำบางสิ่งที่เธอไม่อยากทำได้
แต่เป็นเพราะคำสั่งจากเบื้องบน ผู้จัดการไช่จึงไม่กล้าเล่นสกปรก เขาทำได้เพียงกล่าวอย่างไม่เต็มใจว่า
“แน่นอนอยู่แล้วครับ ประธานคัง ผมต้องรับประกันเรื่องสินค้าที่นี่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะขาดสินค้าของร้านไหน ก็ไม่มีทางขาดสินค้าของคุณหรอกครับ”
ถึงแม้คังอิงจะรู้สึกว่าน้ำเสียงของผู้จัดการไช่แปลกๆ แต่เธอต้องโทรหาผู้จัดการของว่านเป่าหลงกับฉางหงอีก จึงไม่มีเวลามาคิดอะไรมาก
หลังจากกล่าวขอบคุณผู้จัดการไช่แล้ว คังอิงก็โทรหาผู้จัดการของว่านเป่าหลงกับฉางหง พวกเขาทั้งสองคนต่างก็แสดงความประหลาดใจ จากนั้นก็ตบอกรับประกันว่าจะส่งสินค้าให้เธอทันที รับประกันว่าจะไม่มีปัญหาด้านการจัดหาสินค้าอย่างแน่นอน
คังอิงจึงรู้สึกวางใจ เธอนึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มาอยู่อำเภอหลี่ว์ อย่างน้อยๆ การทำธุรกิจที่นี่ก็ไม่เจอปัญหาอะไร ความวุ่นวายตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น
คังอิงรู้ดีว่า ธุรกิจคงไม่สามารถเฟื่องฟูแบบนี้ได้ทุกวัน นี่เป็นเพียงผลกระทบจากการจัดโปรโมชันในช่วงเปิดร้าน หลังจากที่ไม่มีการลดราคาแล้ว ยอดขายก็ต้องลดลงบ้าง
แน่นอนว่าคังอิงมีแผนรับมืออยู่แล้ว ต้องรู้ว่าวิธีการส่งเสริมการขายนั้นมีมากมาย วิธีการก็แตกต่างกัน ขอเพียงผู้บริโภครู้สึกว่าได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาก็จะติดกับ
คังอิงรู้สึกว่าสิ่งที่ควรเรียนรู้มากที่สุดคือ วิธีการของเถาเป่า ‘หลังจากเทศกาลคนโสดวันที่ 11 พฤศจิกายน ก็ยังมีเทศกาลช้อปปิ้งวันที่ 12 ธันวาคม หลังจากเทศกาลช้อปปิ้งวันที่ 12 ธันวาคม ก็เป็นวันปีใหม่ หลังจากวันปีใหม่ก็เป็นวันตรุษจีน หลังจากวันตรุษจีนก็เป็นวันวาเลนไทน์ ดังนั้นทุกๆ เดือน ย่อมต้องมีเรื่องราวที่สามารถนำมาจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าได้’
ถึงแม้ว่าวิธีการส่งเสริมการขายเหล่านี้จะเป็นวิธีที่นิยมใช้กันบนแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ แต่นำมาใช้กับร้านค้าในตอนนี้ก็ยังคงได้ผลดี
กวนเสี่ยวเดินเข้าไปในห้องทำงานด้วยท่าทางตื่นเต้น แล้วรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพแก่คังอิง เธอบอกว่า
“คุณคัง ในช่วงชั่วโมงที่สอง ยอดขายก็ยังไม่ลดลงเลย ยังคงเท่ากับช่วงชั่วโมงแรก ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานขายบางคนเผลอพูดออกมาว่า สินค้าในโกดังใกล้จะหมด ทำให้ลูกค้ายิ่งรีบร้อนที่จะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
แถมยังมีลูกค้าบางคนบอกอีกว่า ไม่ต้องลดราคา ขอแค่มีสินค้าให้พวกเขา พวกเขาก็จะซื้อ”
คังอิงหัวเราะพลางกล่าวว่า “พวกเขาเป็นบ้าไปแล้วหรือไง มีส่วนลดให้ พวกเขายังไม่เอา?”
จากนั้นเธอก็คิดขึ้นมาได้ เรื่องแบบนี้เป็นผลกระทบทางจิตวิทยาจากเศรษฐกิจแบบวางแผน พวกเขามักจะกลัวว่าสินค้าที่ตนเองต้องการจะซื้อนั้นจะขายหมด หากขายหมด วันหลังก็หาซื้อยาก ดังนั้นเมื่อมีสินค้าวางขาย พวกเขาก็ต้องรีบซื้อไว้ก่อน
คังอิงครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็คิดหาวิธีรับมือได้ “คุณบอกให้พนักงานประกาศทางเสียงตามสายว่า เราขอรับประกันเรื่องการจัดหาสินค้า ส่วนลดที่เราสัญญาไว้ เราจะรักษาคำพูด ขอให้ทุกท่านวางใจได้”
กวนเสี่ยวกล่าวอย่างไม่เข้าใจว่า “ประธานคัง ถ้าคุณเป็นหัวหน้าของรัฐวิสาหกิจ ฉันก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะพวกเขาไม่สามารถขึ้นราคาตามใจชอบได้ แต่คุณเป็นเถ้าแก่เอกชน เถ้าแก่เอกชนแบบคุณ ไม่ใช่ว่ายิ่งได้กำไรมากยิ่งดีหรือไงคะ?”
คังอิงยิ้มพลางกล่าวว่า “หลักการก็ถูกต้อง แต่หากเราเห็นแก่ผลประโยชน์ตรงหน้ามากเกินไป เราก็จะไม่สามารถทำธุรกิจได้นาน รอจนผู้บริโภคที่ใจร้อนรีบซื้อของไป แล้วเขาเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองถูกเอาเปรียบ ไม่ได้รับส่วนลดตามที่สัญญาไว้ ถ้าพวกเขากลับมาโวยวายที่ห้างสรรพสินค้าของเรา ตอนนั้นจะทำอย่างไร? สุดท้ายพวกเราก็เป็นฝ่ายผิดไม่ใช่หรือ?
โฆษณาที่พวกเราแจกจ่ายออกไป ในทางกฎหมายเรียกว่าข้อเสนอ คนที่ถือโฆษณาพวกนั้นมาซื้อสินค้าตามข้อความในโฆษณา เรียกว่าการทำข้อตกลงสำเร็จ นั่นนับว่าเป็นสัญญาอย่างหนึ่งแล้ว หากพวกเราไม่ทำตามข้อเสนอที่ให้ไว้ นั่นก็เท่ากับว่าพวกเรากำลังทำผิดกฎหมาย
เมื่อถึงเวลานั้น หากผู้บริโภคร้องเรียนพวกเรา ไม่เพียงแต่พวกเราต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น แต่ชื่อเสียงของพวกเราก็จะเสียหายด้วย ร้านค้าที่ไม่รักษาคำพูด ใครจะมาซื้อสินค้ากัน?”
กวนเสี่ยวพลันเข้าใจ เธอพยักหน้ารับแล้วกล่าวว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีความรู้มากมายขนาดนี้ แต่ก่อนฉันทำงานอยู่ที่สำนักงาน ทำงานเอกสารเป็นหลัก เรื่องการตลาดฉันเลยไม่ค่อยเข้าใจ ต่อไปฉันคงต้องเรียนรู้จากประธานคังให้มากขึ้นแล้วล่ะค่ะ”
“การเรียนรู้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด พวกเรามาพัฒนาไปพร้อมๆ กันเถอะ!”
คังอิงบอกพลางเขียนข้อความสองสามบรรทัดที่ต้องการให้พนักงานอ่านออกอากาศลงในกระดาษ จากนั้นก็มอบให้กวนเสี่ยว