อาหารไทยจัดเป็อาหารที่ได้รับความนิยมเป็อย่างมาก มีเมนูมากมายที่ถูกปากชาวโลก จนแทบจะนำมายกอ้าง นับนิ้วกันได้ไม่หมด ไม่ว่าจะเป็ ต้มยำกุ้ง ผัดไท ปูผัดผงกะหรี่ หรือแม้แต่อาหารฟิวชั่นที่นำมาต่อยอดผสมผสาน จนกลายเป็เมนูใหม่ที่มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีอย่างข้าวผัดอเมริกันที่มีชื่อติดอยู่หน้าเมนูอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่มีขายและไม่รู้จักเลยก็ตาม
ทั้งนี้นอกเหนือจากอาหารไทยที่ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วทุกมุมโลกแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามและเป็ข้อที่ดูจะเป็เื่สำคัญมากที่สุดเลยก็คือ
‘ประเทศไทยคือประเทศที่เปิดรับวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาอย่างไม่เคอะเขิน’
อย่างไรก็ตาม การที่ยกอ้างว่าประเทศไทยคือประเทศที่เปิดรับวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาอย่างไม่เคอะเขิน ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่รักในประเทศของตัวเอง
แน่นอนว่าทุกๆ คนทั่วโลกต่างก็รักในประเทศ บ้านเกิดของตัวเองก็ทั้งนั้น หากมีใครมาพูดจาดูถูก ดูแคลนประเทศของตัวเอง...ย่อมไม่มีใครที่จะยอมอยู่เฉยๆ อย่างแน่นอน!!
ซึ่งนั้นหมายถึง คนไทยเองก็รักในแผ่นดินเกิดเช่นเดียวกัน...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนไทยเองไม่ใช่พวกประเทศที่อนุรักษนิยม จนสุดโต่งถึงขนาดปิดกั้นวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ จนเอียนเองไปเสียทั้งหมด
‘คนไทยนั้นรักในความเป็ไทย แต่ก็พร้อมจะอ้าแขนเปิดรับชาติอื่นๆ เข้ามาอย่างเป็มิตร’
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ บรรดาร้านอาหารจากทั่วทุกมุมโลก ต่างพากันเข้ามาเผยแพร่อาหารในชาติของตัวเองที่ประเทศไทยกันเต็มไปหมด
จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ในภาคพื้นเอเชียล้วนได้รับความนิยมชมชอบจากคนไทย
หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันในทิศตะวันออกเฉียงใต้ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ฯลฯ ก็ได้ผสมผสานวัฒนธรรมของอาหารกันมาเสียั้แ่นานนมแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยก็ยังรับเอาค่านิยมการกินอาหารสไตล์ยุโรปและอเมริกา เข้ามาเพิ่มเติมอีกด้วย
ฉะนั้นแล้วเมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาประกอบรวมร่างกัน จะเห็นว่าประเทศไทยคือ ประเทศไม่กี่ประเทศที่เปิดรับวัฒนธรรมจากชาติอื่นๆ เข้ามานั่นเอง
และจากเหตุผลนี้เอง ทำให้คนไทยมีต่อมการกินอาหารที่ค่อนข้างหลากหลายและเป็เอกเทศเหนือกว่าชาติอื่นๆ เผ็ด เค็ม จืด หวาน เปรี้ยว คนไทยไม่เคยหวั่น จนได้ชื่อว่าเป็ลิ้นพระเ้าไปเลยก็ว่าได้
ลิ้นพระเ้า มองดูเผินๆ อาจเป็สิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แต่เหรียญนั้นย่อมมีสองด้านเสมอ
การที่มีลิ้นประดุจเทพพระเ้า ทำให้บางครั้ง การลิ้มรสของอาหารนั้นดีเกินไป จนทำให้หลายๆ ครั้ง คนไทยที่ไปอาศัยอยู่ต่างแดน มักจะเข้าไม่ถึงรสชาติของอาหารพื้นบ้านของประเทศนั้นๆ ไปเลยก็มี
ซึ่งนี้เองทำให้ เชฟที่ชื่อว่า ‘ไลท์’ เชฟหนุ่มฝีมือดี ดีกรีเชฟ WAc ที่โรงแรมห้าดาวต่างพากันหยิบหยิบยื่นข้อเสนอให้พิจารณา กลับยอมละทิ้งข้อเสนอเ่าั้ เพื่อกลับมาเปิดร้านอาหารเป็ของตัวเองที่ประเทศบ้านเกิด
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คนไทยได้ลิ้มรสของอาหารจากนานาประเทศนั่นเอง!!
“รบกวนสอบถามได้ไหมคะ...ว่าสปาเกตตีจานนี้ เชฟคนไหนเป็คนทำ??!!” หญิงสาวในชุดราตรีสุดหรูหรา ได้เอ่ยถามกับบริกรสาว ด้วยใบหน้าที่ยังคงอิ่มเอมกับรสชาติของอาหารที่ยังคงติดยู่ที่ริมฝีปากของเธอ
“สปาเกตตีจานนี้ เป็ฝีมือของเชฟไลท์ค่ะ!” บริกรสาวตอบกลับด้วยคำพูดที่สุภาพ
“ถ้าหากไม่เป็การรบกวน ดิฉันสามารถขอพบและพูดคุยกับเชฟคนดังกล่าวจะได้หรือไม่?”
หญิงสาวในชุดราตรีและแเื่ท่านอื่นๆ ที่ต่างได้ลิ้มรสสปาเกตตีฝีมือเชฟไลท์ ต่างก็เฝ้ารอคำตอบของบริกรสาว ด้วยสายตาที่มีความหวัง พวกเขาต่างหวังที่จะได้พบเจอกับคนที่ทำอาหารจานนี้กันแทบทั้งสิ้น
แน่นอนว่าตามธรรมเนียมของเชฟ ระดับโรงแรมห้าดาวในต่างประเทศ เชฟส่วนใหญ่มักจะออกมาทักทายกับแเื่ยามที่ครัวได้ปิดลงแล้วอยู่เป็ปกติ
ซึ่งหากมีแเื่โต๊ะไหน้าจะพบกับเชฟเพื่อพูดคุยเป็การส่วนตัว ทางโรงแรมก็จะแจ้งเื่นี้ให้กับเชฟ พลางเชิญให้เชฟออกมาพบกับแขก เพื่อเป็การสอบถามถึงรสชาติของอาหารว่าเป็ที่ถูกปากของแขกหรือไม่
แต่ทว่า ในวันนี้มันกลับต่างออกไปจากทุกที...ก็ตรงที่ วันนี้จะเป็วันทำงาน วันสุดท้ายของเชฟไลท์ในโรงแรมแห่งนี้แล้วนั่นเอง
บริกรสาวจึงได้แต่บอกปัดปฏิเสธ พลางแจ้งถึงเหตุผลนี้ให้กับลูกค้าได้รับทราบ
“หากลูกค้า้าพูดคุยกับเชฟไลท์เป็การส่วนตัว เกรงว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการรอมากกว่าปกติ ไม่ทราบว่าลูกค้ายัง้าจะพบอยู่อีกหรือไม่?!”
บริกรสาว ได้ตอบประโยคคำถามนี้กับลูกค้า เพียงแค่วันนี้ก็มากกว่า 10 ครั้งแล้ว
ดังนั้นปฏิกิริยาตอบสนองของลูกค้าที่แต่ละคนต่างแสดงออกถึงความใ หลังจากรับฟังถึงเหตุผล ที่อาจต้องรอนาน
จึงเป็เื่ที่เหล่าบริกรในโรงแรมห้าดาวในวันนี้ ล้วนประสบพบเจอกันจนชาชินแล้วก็ว่าได้
โดยส่วนหนึ่งลูกค้าที่ฟังถึงเหตุผลก็มีบางส่วนที่ยอมโบกมือลา ไม่ขอเสียเวลาไปกับการรอพบเชฟไลท์
แต่ก็มีอีกบางส่วน ที่ต่อให้เสียเวลาไปมากขนาดไหน ก็จะขอยืนกรานพบกับเชฟไลท์คนนี้ให้ได้อยู่อีกมากอยู่ดี!!
เช่นเดียวกับสุภาพสตรีในชุดราตรีก็เป็หนึ่งในคนที่เลือกอยู่ต่อเพื่อพบกับเชฟไลท์ตอนปิดครัว
“ฉัน้าจะพบ รบกวนลงชื่อของดิฉันเอาไว้ด้วยค่ะ!!” สุภาพสตรียืนกรานหนักแน่น ก่อนจะก้มหน้ารับประทานอาหารที่อยู่ตรงหน้าของเธอต่อไป...จวบจนกระทั่งเวลาได้ผ่านล่วงเลยไปถึงเวลาปิดครัว!!
‘ครืน~!’
ประตูที่อยู่ติดกับทางเดินเข้าครัว ได้ถูกเปิดอ้าออก
มีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ลักษณะดูเป็คนใจดี ได้ก้าวเท้าผ่านเข้ามาในห้องอาหารที่เต็มไปด้วยผู้คนที่แน่นขนัด
สายตาที่ดำขลับของเขา ได้ฉายแววที่เต็มไปด้วยความฉงน สงสัยออกมา...คนพวกนี้ มาจากไหนกันเยอะแยะ เขาต้องพูดคุยกับคนเหล่านี้ทั้งหมดเลยเหรอ?!
มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาเต็มไปด้วย เพราะนอกจากบรรดาแเื่ที่เฝ้ารอจะพบกับเขาแล้ว ยังมีกลุ่มบริกรและคนครัว ยืนรอส่งเชฟหนุ่มคนนี้เป็ครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน
เชฟไลท์ คือ เชฟที่เหล่าพนักงานในโรงแรม 5 ดาวแห่งนี้ รักและนับถือ แม้อายุของเขาจะยังเป็เพียงแค่ ชายหนุ่มวัย 28 ปี
แต่ด้วยนิสัยใจคอ ที่เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นอยู่เสมอๆ ผนวกกับการที่เป็คนจากประเทศไทย ที่ได้ชื่อว่าเป็สยามเมืองยิ้ม
ทำให้บรรดาพนักงานและเพื่อนร่วมงานต่างก็รักและให้ความสนิทสนมต่อเชฟไลท์คนนี้เป็อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม...นี้ยังไม่ใช่เวลาแห่งการร่ำลา เหล่าพนักงานต่างรู้หน้าที่ของทุกคนเป็อย่างดี พวกเขาต่างเดินหลีกทางให้กับเชฟไลท์ เพื่อให้ชายหนุ่มได้พูดคุยกับกลุ่มลูกค้าที่อยู่เฝ้ารอพบกับเขา
โดยการพูดคุยกับเหล่าลูกค้าและแเื่ ก็มีั้แ่ไต่ถามถึงรสชาติของอาหาร สอบถามถึงร้านอาหารแห่งใหม่ที่จะเปิดที่ประเทศไทยว่าอยู่แห่งหนใด อยู่ส่วนไหนของโลกใบนี้ หรือแม้แต่มีคนที่อาศัยจังหวะ ยื่นขอเสนอ เพื่อเชื้อเชิญให้เชฟไลท์ผู้นี้ไปทำงานกับโรงแรมของตนอีกด้วย
“ฉันคิดไว้แล้วว่าลูกค้าคนนั้นต้องเป็คนของโรงแรมอื่นส่งมาอย่างแน่นอน ไร้มารยาทจริงๆ ถึงกล้ามาเชิญเชฟไลท์ถึงโรงแรมของเหล่าแบบนี้!!” บริกรที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ต่างก็พากันส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความเอือมระอาแก่แขกคนดังกล่าวที่คาดว่าเป็คนของโรงแรมอื่นส่งมา
“เอาเถอะน่า...ถึงยังไงเชฟไลท์ก็ไม่มีทางตอบรับข้อเสนอของคนนั้นหรอก!!” ผู้จัดการของทางโรงแรมพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่มั่นอกมั่นใจ
ซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่ เชฟไลท์ ที่อยู่อีกฟากหนึ่งได้โบกมือปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่ายพอดิบพอดี
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy