แฮ่ก แฮ่ก
“ดูเหมือนจะ..จบแล้ว?”ผู้ฝึกตนในเหตุการณ์คนหนึ่งกล่าวออกมา
“สมกับเป็นเถ้าแก่จริงๆแต่ข้าว่าพวกเราเถ้าแก่เรียกแล้วค่อยเข้าไปจะดีกว่า”หานจุนหมิงกล่าวออกมา
ผู้ฝึกตนฝั่งโรงเตี๊ยมพลบคล่ำหอบหายใจกันอย่างไม่ขาดสายทุกคนต่างใช้พลังลมปราณช่วยยิงสนับสนุนตลอดการต่อสู้แม้มันจะทำอะไรสัตว์ประหลาดตัวนั้นได้ไม่มากนักแต่ก็ก่อกวนได้เป็นอย่างดี
“นี่สินะ หนังสือแห่งมรณา” ชายหนุ่มยกรถเข็นเซียนที่ปักอยู่บนพื้นขึ้นมาวางไว้ด้านข้างบริเวณด้านล่างหลุมมีหนังสือสีดำสนิท ดูเก่าแก่เป็นอย่างมากวางเอาไว้
ดูเหมือนว่าการโจมตีครั้งสุดท้ายด้วยรถเข็นเซียนเสริมด้วยปราณและแรงเหวี่ยงตัวสุดกำลังจะทำให้ร่างเนื้อที่หนังสือแห่งมรณาครอบงำสลายไปในการโจมตีเดียวไม่มีโอกาสให้ฟื้นพลังอีก
“ก็แค่หนังสือเก่า ๆเป็นถึงหนังสือระดับเซียนจริงรึ?”ชายหนุ่มหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาเขย่าไปมา ทันใดนั้นก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้น
[“ไอ้มนุษย์โสโครก เจ้าหลงกลข้าแล้ว!! ข้าจะยึดวิญญาณของเจ้าซะ!!”] เป็นเสียงเย่อหยิ่งถึงขั้นสุดเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของชายหนุ่มฉับพลันนั้นหนังสือในมือก็กลายเป็นละแสงสีดำสนิทพุ่งเข้าสู่ศีรษะของเย่ซี
“นายท่าน!!” ปลาปากเสียที่ตอนนี้มันเริ่มฟื้นฟูร่างกายขึ้นมาได้นิดหน่อยเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี
มันตะโกนออกมาเสียงดังแล้วรีบวิ่งไปหานายท่านของมันด้วยความเร่งรีบสิ่งของวิเศษก็ไม่กินเข้าไป เพราะมันกลับว่าจะเสียเวลาเกินไปที่จะไปชายชายหนุ่มความเป็นห่วงเจ้านายที่เหนือสิ่งอื่นใดทำให้สมองของมันทำงานช้าลงไปหลายส่วนเลยทีเดียว
“อะไรอีก?”ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยความสงสัยหนังสือในมือมันพุ่งเข้าไปในหัวของเขาแบบนี้จะเป็นอะไรไหม?
[“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าเข้ามาในร่างของเจ้าได้แล้วเจ้ามันประมาทเกินไป! ข้าจะดูดกลืนวิญญาณ ยืดร่างของเจ้าซะด้วยร่างที่แข็งแกร่งขนาดนี้ข้าจะกลายเป็นผู้ปกครองของจักรวาลแห่งนี้”] เสียงเย่อหยิ่งจองหองดังขึ้นอีกหน ทำให้ชายหนุ่มอดขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้เขาสัมผัสได้ว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งกำลังพยายามจะแตะต้องวิญญาณของเขาถึงจะบรรยายออกมาเป็นความรู้สึกไม่ได้ก็เถอะ
[“เจ้าจะทำอะไร ออกมาซะเถอะวิญญาณข้าไม่ใช่อะไรที่เจ้าจะยุ่งวุ่นวายได้!”] ชายหนุ่มสื่อจิตตอบกลับไปความจริงเขาก็แค่ขู่ไปเท่านั้น เพราะค่าสถานะในส่วนของจิตวิญญาณของเขามันแสดงคำว่า ????? ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าคงมีบางอย่างแน่ๆ
[“อย่ามาขู่ข้าไปหน่อยเลย! เจ้าจงหายไปเสียเถอะ!!”] มันตอบกลับมาแล้วรีบพุ่งเข้าสู่ทะเลจิตวิญญาณของชายหนุ่มทันที
[“อ๊ากกกกกกกกกกกก”]แต่ผ่านไปไม่นานก็ได้มีเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บถึงขีดสุดดังขึ้นในหัวของชายหนุ่ม
[“เจ้าเป็นใครกัน มันเป็นไปไม่ได้ไม่.........”] เสียงที่เคยเย่อหยิ่งจองหองก่อนหน้านี้กลายเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวมันกรีดร้องออกมาด้วยความไม่ยินยอมก่อนที่จะเงียบหายไป
[“ติ๊ง! จิตวิญญาณของชุดคลุมจักรวาลเก้าภพได้ร้องขอหนังสือแห่งมรณาจากท่าน ท่านต้องการจะยกให้มันหรือจะเก็บไว้เอง”] เสียงของระบบดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อย
ถ้าเขาเก็บหรือเรียกใช้จะกลายร่างเป็นแบบไอ้ตัวประหลาดเมื่อสักครู่รึเปล่า?แต่ถ้ายกให้ชุดคลุมไปก็อาจจะดีกว่า อย่างน้อยเขาก็สวมใส่มันทุกวันส่วนตัวเลือกอย่างการเอาไปขาย เลิกคิดไปได้เลย
[“ยกให้มันไป”]ชายหนุ่มกล่าวตอบระบบในใจ
[“ยกระดับ ชุดคลุมจักรวาล เก้าภพ...สำเร็จ”] พลันสิ้นเสียงของระบบชายหนุ่มก็พบว่าชุดคลุมที่เขากำลังสวมอยู่เหมือนจะมีบางอย่างเปลี่ยนไปมันเริ่มให้ความรู้สึกถึงจิตวิญญาณที่กำลังฟื้นฟู
[“ตรวจสอบ”]ชายหนุ่มเรียกใช้ทักษะทันที
ชุดคลุมจักรวาล เก้าภพ (จิตวิญญาณเริ่มฟื้นฟู(1/9))ชุดคลุมไหมนิลดำ
ระดับ : ระดับจักรพรรดิ(???)
ความสามารถ : -ใช้พลังปราณแห่งความตายได้บางส่วน(ใหม่)
–อื่น ๆยังไม่ปรากฏ(ถูกผนึก)
“นายท่าน!!” มีเสียงตะโกนดังขึ้นเมื่อหันไปก็พบเข้ากับปลาตัวใหญ่ที่สภาพยับเยินกำลังรีบคลานมาหา ทำให้ชายหนุ่มได้แต่ใช้เท้ายันไว้ไม่ให้มันเข้ามากอดเขา
“ข้าสบายดีเจ้ารีบฟื้นฟูตัวด้วยสินค้าของร้านก่อน”ชายหนุ่มกล่าวจบก็โยนสินค้าต่างๆไปให้
“นายท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?ข้าก็เป็นห่วงท่านแทบแย่ นึกว่าจะถูกมันกลืนวิญญาณแล้วเสียอีก!” ปลาปากเสียยังคงปากเสียเหมือนเดิมแต่มันก็กินทุกอย่างที่ชายหนุ่มโยนมาให้จนหมด
ผัวะ!
“ข้าดูเหมือนคนที่ถูกกลืนวิญญาณมากไหมล่ะ?” ชายหนุ่มซัดหมัดเข้าหัวมันไปหนึ่งหมัด ทำให้เจ้าปลาต้องดิ้นพล่านไม่หยุด
“พวกเจ้าเข้ามาได้แล้ว!” ชายหนุ่มตะโกนเรียกคนของฝั่งโรงเตี๊ยมพลบคล่ำให้เข้ามา
เมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มทุกคนก็พากันถอนหายใจดูเหมือนการต่อสู้จะจบลงแล้วจริงๆ แม้ฝั่งพวกเขาจะสูญเสียผู้คนไปบ้างแต่โดยรวมแล้วก็แค่ประมาณสิบคน ไม่เหมือนฝั่งตระกูลฉู่ที่ถูกกลืนหายไปทั้งหมด!
“เถ้าแก่ ท่านจะทำอะไรต่อ” หานจุนหมิงกล่าวถามออกมา
“ข้าอยากจะออกเดินทางให้เร็วที่สุดเจ้ามีความเห็นอะไรไหม?” เย่ซีกล่าวถามกลับ
“ข้าว่าเดี๋ยวคงมีพวกทหารหรือผู้ฝึกตนของทางเขตไม่ก็ผู้แทนเมืองหลวงมาที่นี่พวกเราคงต้องบอกกล่าวเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเขาสักหน่อย”เจ้าของโรงเตี๊ยมพลบค่ำตอบกลับมา
สถานที่เละเทะไปหมดแบบนี้ยังไงก็ต้องมีผู้คนมาตรวจสอบอยู่แล้วที่ตอนแรกไม่มีใครพบเห็นก็เพราะเขตแดนของสัตว์เลี้ยงเถ้าแก่ แต่เมื่อเขตแดนสลายไปการต่อสู้หนักหน่วง คงมีคนสังเกตเห็นได้ไม่ยาก
“ที่เจ้าว่ามาข้าก็เห็นด้วยเช่นกันถ้ารีบจากไปเลยอาจมีปัญหาตามาทีหลัง”ชายหนุ่มกล่าวออกมาหลังจากที่ครุ่นคิดตามที่หานจุนหมิงบอก
ตอนนี้เหลือแต่ฝั่งของพวกเขาที่ยังรอดชีวิตแถมตระกูลฉู่ก็ตายกันไปหมดไม่เหลือแม้แต่ศพถ้าพวกเขารีบร้อนเดินทางทันทีอาจกลายเป็นผู้ต้องสงสัยได้ถึงแม้ตัวเขาจะแข็งแกร่งแต่ก็อาจมีพวกที่เก็บตัว สุ่มซ่อนอยู่อีกก็ได้ไม่ประมาทจนเกินไปจะดีกว่า
“เจ้าไปเรียกทุกคนมาหน่อยใครบาดเจ็บหรือเป็นอะไรข้าจะได้ช่วยเหลือส่วนคนที่เสียชีวิตก็นำผลึกบางส่วนไปมอบให้ครอบครัวหรือคนรักของพวกเขาแทน” ชายหนุ่มกล่าวออกมา คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เช่นกันเขาจะไม่ให้คนเหล่านี้ต้องเสียเปรียบมากนัก
“ไม่จำเป็นหรอกเถ้าแก่ข้าจะออกค่าสินค้าและค่าชดเชยของผู้เสียชีวิตเอง ยังไงข้าก็เป็นคนจ้างพวกเขามาแถมพวกเขาก็อยู่กับข้ามานานแล้วด้วย”หานจุนหมิงรีบกล่าวออกมา เรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นต้องรบกวนเถ้าแก่เลย
“ตามใจเจ้าก็แล้วกัน”ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร
หลังจากที่ผู้คนของโรงเตี๊ยมพลบค่ำเดินเข้ามาหาชายหนุ่มกันครบแล้วชายหนุ่มก็แจกสินค้าไปตามอาการของแต่ละคนโดยเก็บค่าใช้จ่ายจากหานจุนหมิงทุกคนต่างรู้สึกตกตะลึงกับสรรพคุณของสินค้าเป็นอย่างมากแม้จะได้กินแค่ชนิดละหนึ่งอัน แต่มันก็ส่งผลดียิ่งกว่าโอสถใดๆที่พวกเขาเคยกินซะอีก
หลังฟื้นฟูสภาพร่างกายกันได้บางส่วนแล้วพวกเขาก็พากันตรวจเช็คข้าวของที่นำมา พบว่าไม่มีอะไรเสียหายมากนักพร้อมออกเดินทางได้ทุกเมื่อ
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ
หลังเวลาผ่านไปได้สองก้านธูปก็มีเงาร่างมากมายปรากฎตัวขึ้นล้อมรอบขบวนของโรงเตี๊ยมพลบค่ำกลุ่มคนเหล่านี้สวมชุดเกราะสีดำที่ลำตัว ส่วนแขนและขาจะเป็นเกราะสีแดงมีลวดลายมังกรป้องปราสาทประดับอยู่บนเกราะด้านหลัง
“พวกเราเป็นทหารของราชวงศ์ขอสอบถามทุกท่านถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะได้หรือไม่? ”มีหญิงสาวผู้หนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มคนเหล่านั้น กล่าวถามออกมาด้วยเสียงเยือกเย็น
ชุดเกราะของนางเป็นสีขาวดุจหิมะแต่ที่น่าแปลกใจคือผิวของนางซึ่งขาวยิ่งกว่าชุดเกราะซะอีกเรือนผมสีขาวยาวสลวยถูกมัดเป็นมวยไว้ที่ด้านหลังศีรษะใบหน้างดงามแต่แฝงไปด้วยความเย็นชา เหมือนไม่อาจมีสิ่งใดสั่นคลอนนางได้
“พวกข้าคือ...”นางกล่าวออกมายังไม่ทันจบก็มีเสียงอันร่าเริงดังขึ้นขัดจังหวะ
“เถ้าแก่ เถ้าแก่ไหนว่าจะเดินทางไปเมืองหลวงไง ในเมื่อยังไม่ไปก็พาข้าไปด้วยสิเดี๋ยวข้าพาท่านไปหาสมบัติเอง!” เมื่อหันไปมองก็พบเข้ากับแม่นางผมสีฟ้าใบหน้างมงามแต่แฝงด้วยความซุกซน หยางเสียนั่นเอง