ตอนที่13 ลืมเลือน
รุ่งเช้า
จิ่งเหวินรุ่ยตื่นขึ้นมาก็รู้สึกไม่สบายตัว และปวดหัวอย่างที่ไม่เคยเป็น นางพยายามเปิดตาที่หนักอึ้งทว่าก็ไม่เป็นผล และรู้สึกว่าตนกำลังถูกโอบกอดอยู่ เพราะว่าได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอดังอยู่ข้างๆ หู
“ท่านปล่อยข้านะ” จิ่งเหวินรุ่ยใช้แรงอันน้อยนิดพยายามดึงแขนที่เหมือนกับเหล็กหนาให้ขยับออกจากร่างกายของตนเอง พร้อมทั้งพยายามลืมตาขึ้นมองคนที่นอนอยู่ข้างๆ
“ท่าน…!” พอเหวินรุ่ยลืมตาขึ้นมาได้และปรับวิสัยทัศน์ในการมองเห็นดีแล้ว นางก็ถึงกับอุทานออกมาอย่างตกใจที่เห็นว่าคนผู้นั้นเป็นเฟิงหาน
นางมองใบหน้าที่หลับพริ้มของกั๋วเฟิงหานก่อนจะค่อยๆ นำตัวเองออกมาจากอ้อมกอดนั้นอย่างระมัดระวัง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!” เหวินรุ่ยพูดกับตนเองเสียงเบา
(เมื่อคืนข้าจำได้ว่า ข้ากับเขามากินอาหารกันที่โรงเตี๊ยม ข้าอยากรู้ว่าสุรารสชาติเป็นเช่นไรจึงได้เผลอชิมไปหนึ่งจอก หลังจากนั้น… มันเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นกันนะ)
เหวินรุ่ยสังเกตเห็นว่ากั๋วเฟิงหานเปลือยท่อนบนเล็กน้อย นางจึงรีบสำรวจตนเอง แต่เสื้อผ้าทุกชิ้นของนางยังคงอยู่ครบสมบูรณ์ดีจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“สงสัยข้าจะคิดมากไปเองสินะ มีแต่หวังต้าฟ่งเท่านั้นแหละที่จะทำเรื่องชั่วร้ายกับคนเมาได้ลงคอ” จิ่งเหวินรุ่ยพึมพำออกมา แต่ทุกอย่างที่นางพร่ำบ่นนั้นเฟิงหานก็รับรู้และได้ยินมันทั้งหมด
ก่อนหน้านี้…
กั๋วเฟิงหานลืมตาขึ้นมาและพบว่าตนกำลังนอนกอดคนรักตัวน้อยเอาไว้ เฟิงหานจึงกระชับอ้อมกอดที่คลายตัวออกไปให้กลับเข้ามาอีกครั้ง เขาพรมจูบแก้มบางของนางอย่างละมุนละไม พอรับรู้ได้ว่านางเริ่มขยับตัวเขาจึงแสร้งทำเป็นหลับต่อ แต่เขาก็ได้รับรู้อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ… นางจำเรื่องราวเมื่อคืนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
(ดีแล้วล่ะที่ข้าข่มใจเอาไว้ได้ และไม่ทำเรื่องอย่างว่าลงไป หากข้าทำเช่นนั้นแล้วละก็วันนี้ข้าคงจะมองหน้ากับนางไม่ติดอย่างแน่นอน)
เฟิงหานแอบถอนหายใจออกมาเมื่อได้ยินเหวินรุ่ยก่นด่าหวังต้าฟ่งผู้ชายระยำต่ำตมผู้นั้น โชคดีที่เขาไม่ใช่ผู้ชายฉาบฉวยโอกาสเช่นนั้น เขาถึงได้รอดตัวมาได้และครองความบริสุทธิ์เอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
“ฮึบ..” กั๋วเฟิงหานแสร้งลุกขึ้นมาแล้วเหยียดแขนเพื่อให้ร่างกายตื่นตัว เขาหันไปทักทายนางแมวยั่วสวาทที่จำเรื่องราวอันใดไม่ได้เลย
“เจ้าตื่นแล้วหรือ” เฟิงหานลุกขึ้นนั่ง สวมใส่รองเท้าพร้อมกับกล่าวถามไถ่ว่านางยังปวดหัวอยู่ไหม
“ข้าปวดหัวนิดหน่อย” เหวินรุ่ยไม่กล้าที่จะสบตาเขา นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ส่วนเฟิงหานก็รีบจัดการกับเสื้อผ้าที่ไม่เข้าที่ของตน
“เมื่อคืนนี้…” เหวินรุ่ยอ้าปากถามเฟิงหาน แต่ไม่ทันที่นางจะได้พูดต่อเฟิงหานก็ได้ชิ่งอธิบายเสียก่อน
“เมื่อคืนท่านเมาและหลับไป ข้าจึงพาท่านมาพักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ อย่าห่วงไปข้าเป็นสุภาพบุรุษมากพอ” เฟิงหานหันไปทางคู่หมั้นของเขาก่อนจะส่งยิ้มอย่างละมุนอุ่นใจให้กับนางจนนางต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“เช่นนั้นก็ดีแล้วล่ะเจ้าค่ะ งั้นเรารีบกลับบ้านกันเถอะนะเจ้าคะ ป่านนี้…ท่านพ่อคงจะเป็นห่วงข้าแล้วอย่างแน่นอน”
“ไม่ต้องกังวลไป เมื่อคืนข้าวานให้คนของทางโรงเตี๊ยมไปบอกที่บ้านของพวกเราแล้วว่าพวกเราจะค้างกันที่โรงเตี๊ยม”
“…เจ้าค่ะ” เหวินรุ่ยตอบกลับไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ข้าได้เปิดห้องไว้สองห้อง ดังนั้นเจ้าก็บอกท่านลุงจิ่งได้ว่าเรานอนคนล่ะห้องกัน”
“เปิดสองห้องนอนหรือเจ้าคะ แล้วเหตุใดท่านไม่นอนห้องของตัวเองล่ะเจ้าคะ” เหวินรุ่ยมองค้อนคนตัวโตที่เดินมานั่งข้างๆ อย่างเคืองโกรธ
“ก็เมื่อคืนใครก็ไม่รู้บอกว่าไม่อยากนอนคนเดียว แถมดึงเสื้อข้าเอาไว้แน่น ข้าจึงจำใจต้องทำเช่นนี้”
“จำใจ? แต่ที่ข้าเห็นไม่ใช่ว่าท่านกอดข้าอยู่หรอกหรือ” เหวินรุ่ยเลิกคิ้วขึ้นถาม
“เรื่องนั้น…” เฟิงหานชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง เขาเพียงแค่อยากพูดแกล้งนางไปก็เท่านั้น แต่พอนางถามเอาความจริงจากเขา เขาเองก็ไม่กล้าที่จะตอบไปเพราะกลัวนางจะอับอายจึงได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ
“เอาเถอะเจ้าค่ะ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้วและข้ากับท่านก็เป็นคู่หมายกัน ข้าจะไม่ถือสาเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ดังนั้น…พวกเรารีบกลับบ้านกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ” เหวินรุ่ยเห็นว่าเขากระดากปากที่จะพูดมันออกมา นางจึงเลือกที่จะจบเรื่องยุ่งๆ ในครั้งนี้ไป เพราะส่วนหนึ่งที่เรื่องนี้เกิดขึ้นก็เป็นเพราะนางที่คิดอยากจะลองดีดื่มสุราเข้าไปทั้งๆ ที่ตนก็ไม่เคยดื่มมันมาก่อน
หลังจากที่เหวินรุ่ยกลับมาถึงบ้าน นางก็พบว่าคนของบ้านกั๋วได้มารอนางกับเฟิงหานอยู่ก่อนแล้ว และได้พูดคุยเรื่องการแต่งงานกันอยู่พอดี
“ในเมื่อพวกเจ้าก็กลับมาแล้ว เช่นนั้นก็มารับฟังเรื่องตบแต่งของพวกเจ้าเสียเถอะ” จิ่งจงอี้กวักมือเรียกบุตรสาวที่ทำหน้างวยงงอย่างไม่เข้าใจให้มานั่งข้างตน
“แต่งงานหรือเจ้าคะ” จิ่งเหวินรุ่ยทำหน้าเหมือนคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เช่นนั้นเราจัดการให้มันเรียบร้อยกันเถิดเจ้าค่ะ” กั๋วอ้ายหลานยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลาย
(เรื่องมันมาถึงขั้นนี้… พวกเขาหมายความว่าเช่นไรกันแน่) เหวินรุ่ยหันไปมองหน้าท่านพ่อของตน แต่ท่านพ่อของนางก็เพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วลูบหัวนางอย่างห่วงใย
“ไม่ต้องกังวลไป พ่อจะจัดการให้เรื่องนี้เป็นไปตามที่มันควรจะเป็น” จิ่งจงอี้ส่งยิ้มให้บุตรสาวก่อนที่จะตกปากรับคำออกไปว่าจะเร่งรัดเรื่องงานแต่งให้เร็วยิ่งขึ้น
จิ่งเหวินรุ่ยเขม่นคิ้วใส่เฟิงหาน แต่เฟิงหานก็แสร้งทำเป็นเมินเฉย
(จะให้ข้าพูดอันใดได้เล่า เรื่องที่เรานอนค้างอ้างแรมสองต่อสองคงจะถึงหูท่านแม่ของข้าแล้ว อีกอย่างท่านพ่อของเจ้าก็คงจะรับรู้แล้วเช่นกัน) เฟิงหานยิ้มอ่อนออกมา ทว่า ใบหน้าของเขากลับแสดงถึงความสุขที่เขาไม่เคยอาจเอื้อมมาก่อนออกมาด้วย
(จะว่าไปเมื่อคืนนางก็ร้อนแรงมากจริงๆ) เมื่อเฟิงหานคิดถึงเรื่องลับๆ ของเขากับนางเมื่อคืนกลางลำตัวของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ เขาทำได้แค่อะแฮ่มออกมาเล็กน้อย และเบนสายตามองไปทางอื่นเพื่อเลี่ยงสายตาของผู้คน
“เหตุใดท่านถึงไม่คัดค้านเล่าเจ้าคะ” เมื่อทั้งสองฝั่งตกลงกันเสร็จสิ้น จิ่งเหวินรุ่ยที่มาถึงที่ทำงานแล้วก็มองค้อนคู่หมั้นของตน ก่อนจะถามเขาออกไปในขณะที่มือของนางก็ทำเครื่องประดับในร้านไปด้วย
“ข้าไม่มีอันใดให้ต้องคัดค้าน เพราะข้าก็ยินดีที่จะเข้าหอเคียงรักกับเจ้าอยู่แล้ว” เฟิงหานยิ้มเบาๆ แล้วเดินไปนั่งยังตำแหน่งเดิมของเขา
“ท่านนี่มันไร้ยางอายเสียจริง”
(หากข้าไร้ยางอายแล้วได้ร่วมเตียงเคียงหมอนกับเจ้าโดยสมัครใจ เหตุใดข้าจะไม่ทำล่ะ) เฟิงหานยกยิ้มมุมปาก
“ท่านไม่มีงานการที่ต้องไปทำเลยหรืออย่างไร วันๆ เอาแต่ตามติดข้าอย่างกับปาท่องโก๋อยู่ได้” เหวินรุ่ยรู้สึกหมั่นไส้เขานัก แต่ก็ทำอันใดเขาไม่ได้เลย นางจึงแสร้งถามออกไปเผื่อว่าเขาจะได้กลับบ้านช่องไปทำงานทำการเสียบ้าง
“บ้านข้ามีคนงานนับร้อยที่คอยช่วยงาน ข้าเป็นนายจ้างเพียงแค่รอรับเงินเพียงเท่านั้น ดังนั้นแล้ว ข้าจึงมีเวลาที่จะตามติดเจ้าอย่างกับเงาเช่นนี้”
“ท่านจะบอกว่าท่านร่ำรวยมากสินะ” เหวินรุ่ยเบ้ปากแล้วใช้สายตามองเฟิงหานอย่างประชดประชัน
“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ภายภาคหน้าเจ้าจะได้นั่งกิน นอนกินอย่างสุขสบาย” เฟิงหานยิ้มกว้างออกมาแล้วมองร่างบางที่หันมายักษ์เขี้ยวยิงฟันใส่ตนอย่างน่าเอ็นดู
(ในยามปกตินางก็ชอบทำตัวทะเล้นน่าถนอม ทว่าในยามที่เร่าร้อนนางก็เปรียบดั่งไฟที่พร้อมละลายใจกายของข้า เหวินรุ่ย.. เจ้าช่างร้ายกาจเหลือเกิน)