ลู่เสียนเดินตามโจวเหรินจงออกมาด้านนอก ก่อนที่เขาจะปลดเสื้อคลุมของเขาลงห่มกายให้นางแทน แม้จะเป็น้ำใจที่ดูแล้วน่าประทับใจแต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้ความแค้นนางลดลงได้ ลู่เสียนมิกล่าวปฏิเสธแต่ก็มิได้ยินดีกล่าวขอบคุณ นางเพียงนิ่งเฉยยืนดูดอกไม้ไฟตรงหน้าเคียงข้างเขาอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่การเฉลิมฉลองจะจบลงนางส่งเสื้อคลุมให้แก่เขาก่อนจะหาทางหลีกเลี่ยงออกมาเอง
แม้จะผ่านการพบหน้าในงานเฉลิมฉลองต้อนรับคณะทูตไปแล้ว แต่ลู่เสียนก็มิอาจวางใจดูเหมือนโจวเหรินจงผู้นี้จงใจที่จะเข้าหานางเสียแล้วจริง ๆ เพราะดูจากที่เขาเทียวมาพบบิดานางที่จวนแม่ทัพนี้ จึงทำให้นางได้พบหน้าเขา บ่อยครั้ง ทั้งบิดายังเอ่ยปากชื่นชมความฉลาดมีไหวพริบของโจวเหรินจงแล้วเห็นทีหากนางยังนิ่งเสียอยู่เช่นนี้ก็คงไม่พ้นชะตากรรมดังอดีต หนทางเดียวที่จะทำให้โจวเหรินจงผู้นี้มิสามารถคิดหวังได้ใจนางดังที่วางแผน นางคงจะต้องหาวิธีรีบอภิเษกกับองค์ชายเจ็ดเท่านั้น
“คุณหนูทำอะไรอยู่เ้าคะ” อู๋ทงมองก้อนแป้งสีขาวนวลที่นางกำลังปั้นขึ้นเป็รูปร่างหน้าตาแปลก ๆ อยู่ตรงหน้าทั้งยังปั้นไปยิ้มไปชวนน่าแปลกตา
“เราก็กำลังจะทำขนมไปให้คู่หมั้นของเรายังไงละ” ลู่เสียนกล่าวทั้งมือเรียวยังบรรจงปั้นก้อนแป้งนั่นให้เป็รูปหัวใจเล็ก ๆ พลางอมยิ้มนึกถึงใบหน้ายามเขาเปิดกล่องขนมนางออกทาน
ลู่เสียนเดินลงจากรถม้าที่มาหยุดด้านหน้าตำหนักส่วนพระองค์ ฮุ่ยหลิงที่กำลังนั่งจดพู่กันวาดภาพอยู่ในศาลาริมสระบัวด้านข้างตำหนัก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการวาดภาพในยามกลางวัน หากแต่ยามราตรีนั้นเขาจะฝึกเพลงดาบอยู่เงียบ ๆ ด้านหลังตำหนักเพียงผู้เดียว ลู่เสียนยกยิ้มเพื่อให้กำลังใจตนเองก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก
“ถวายพระพรองค์ชายเพคะ” ลู่เสียนเดินมาใกล้เขาอย่างระวังเสียงก่อนเอ่ยทักขึ้นเบา ๆ
“เสียนเออร์?” ฮุ่ยหลิงเขม่นตามองกล่องขนมในมือลู่เสียนอย่างสงสัย ก่อนที่นางจะขยับกายเดินเข้าใกล้เขาอีกนิด
“หม่อมฉันทำขนมมาถวายองค์ชายเจ็ดเพคะ” ลู่เสียนมิได้เอ่ยเปล่านางยังรีบเอากล่องขนมที่นางทำเองกับมือไปวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าเขาอย่างถือวิสาสะ ถึงอย่างไรนางก็เป็ถึงคู่หมั้นของเขา เขาคงมิกล้ากล่าวหาระแวงนางได้
“เราไม่ชอบของหวาน” ฮุ่ยหลิงเอ่ยเพียงประโยคเดียว ใบหน้าของนางกลับรู้สึกชาไปทั่วทั้งหน้า
“หม่อมฉันมิได้ทำหวานมากนัก องค์ชายลองชิมหน่อยสิเพคะ” ลู่เสียนอาศัยลูกอ้อนทั้งยังทำแววตาน่าสงสารหวังให้เขาพอเห็นใจเปิดมันออกชิม เหมือน์คงเข้าข้างฮุ่ยหลิงจับกล่องขนมนั้นขยับเข้าใกล้ตนก่อนจะเปิดออกอย่างช้า ๆ หัวใจลู่เสียนตอนนี้กลับเต้นแรงคงเป็เพราะนางคาดหวังให้เขาได้เปิดออกมองเห็นขนมรูปหัวใจที่นางตั้งใจปั้นให้ไว้มาก จึงทำให้หัวใจของนางในยามนี้เต้นแรงราวมีกลองนับสิบใบที่กำลังถูกตี
“นี่เ้าเห็นเราเป็เพื่อนเล่นหรือยังไงกัน กล้าเอาขนมมาทำเป็ของเล่นเช่นนี้” ฮุ่ยหลิงยังมิทันได้หยิบขึ้นชิมดูก็ปิดกล่องขนมลงทันที ลู่เสียนใเสียงนั่นจนรีบคว้ากล่องขนมขึ้นกลับคืนมากอดแล้วรีบเอ่ย
“ขออภัยเพคะ หม่อมฉันหยิบผิดกล่อง” ความจริงนางมิได้หยิบผิดแต่อย่างไร แต่เห็นท่าทางของเขาที่ตำหนินางแล้วก็ช่างน่าอายเกินกว่าจะรีบสารภาพว่าตั้งใจทำมาให้แก่เขา ลู่เสียนกล่าวเพียงเช่นนั้นก็รีบวิ่งออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
‘น่าอาย น่าอายจริง ๆ นี่เรากำลังทำอะไรกันแน่’ ร่างระหงเร่งฝีเท้าออกมาที่รถม้าก่อนสั่งให้คนขับม้ารีบพานางกลับจวน อู๋ทงที่นั่งคอยอยู่ในรถม้านั้นก็พลางถามด้วยความตื่นเต้น “เป็เช่นไรบ้างเ้าคะ องค์ชายแย้มพระสรวลบ้างหรือไม่เ้าคะ”
“แย้มพระสรวลอะไรกัน จะสวนหน้าเราสิไม่ว่า” ลู่เสียนพอได้สงบสติอารมณ์ก็กลับรู้สึกโกรธขึ้นมา นางสู้อุตส่าห์ตั้งใจทำแต่เช้ามืดกล่าวขอบคุณนางสักคำก็ไม่มี แต่ก็ถือว่าโชคดีที่เขามิโยนของนางลงพื้น ลู่เสียนเดินถือกล่องขนมกลับมาที่จวน พอดีกับที่โจวเหรินจงกำลังจะกลับนางจึงย่อกายเพื่อส่งเขาตามมารยาท
“นั่นกล่องอะไรหรือคุณหนูลู่” โจวเหรินจงเลิกคิ้วสูงเป็เชิงถาม แม้จะเอาซ่อนก็คงไม่ทันนางจึงต้องตอบเขาไปอย่างตรง ๆ
“กล่องขนมเ้าคะ มันหวานเกินไป ข้ากำลังจะเอากลับไปให้บ่าวในเรือนทานกันเ้าค่ะ”
“น่าเสียดาย ข้าชอบขนมหวานเป็ที่สุด หากไม่ถือสาข้าขอชิมสักชิ้นได้หรือไม่” โจวเหรินจงกล่าวขออย่างตรงไปตรงมา แต่บิดานางกำลังยืนอยู่ด้านหลังมีหรือที่นางจะกล้าให้เขาเปิดออกได้ในตอนนี้
“หากท่านอ๋องมิรังเกียจ เช่นนั้นขนมกล่องนี้ข้าให้ท่านอ๋องแล้วกันเ้าค่ะ” กล่าวจบกล่องขนมนั่นก็ถูกยัดใส่มือเขาทันที ก่อนที่ลู่เสียนนางจะเลี่ยงเดินออกไป แต่พอโจวเหรินจงเปิดกล่องขนมนั้นออกดูเขาก็ต้องอมยิ้มอย่างอดไม่ได้
ทางด้านฮุ่ยหลิงหลังจากที่ลู่เสียนกลับไปใจเขาก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ ที่ต่อว่านางไปทั้งที่นางมิได้ทำผิดอะไร ครั้นจะวิ่งตามไปเอ่ยขอโทษก็เกรงว่าจะผิดแผนองค์ชายผู้อ่อนแอ เขาจึงสั่งให้เจียวหั่วองครักษ์ข้างกายของเขาไปกล่าวขอโทษและนำขนมนั้นกลับมา แต่เจียวหั่วกลับเดินคอตกกลับมาก่อนกล่าวว่า
“กล่องขนมนั่นคุณหนูลู่ได้มอบให้อันอ๋องไปเสียแล้วขอรับ” เพียงเท่านั้นก็ทำให้เส้นเืในกายเขาสูบฉีดพล่านไปทั้งตัว เขาได้เข้าใจแล้วว่าที่นางกล่าวว่าหยิบผิดกล่องนั้นเป็ความจริง ฮุ่ยหลิงสะบัดพู่กันทิ้งอย่างลืมตัวก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าตำหนักอย่างผิดวิสัย นางกำนัลที่เพิ่งกำลังถือถาดน้ำชาออกมาก็ต้องใรีบหลบกายออกให้พ้นทาง พวกนางกำนัลเพิ่งเคยเห็นท่าเดินองอาจขององค์ชายเจ็ดเป็ครั้งแรก แม้จะเดินไวกว่าทุกครั้งแต่ก็ไม่มีอาการเหนื่อยหอบแต่อย่างใด เจียวหั่วที่เร่งเดินตามก็เหมือนจะสั่งเกตุเห็นได้จึงไล่นางกำนัลพวกนั้นแล้วย้ำ
“หากผู้ใดกล้ากล่าวเื่องค์ชายในวันนี้ออกไป ศีรษะผู้นั้นก็จะมิอยู่บนบ่านั่นเลยพวกเ้าคงรู้นะ” เอ่ยจบเจียวหั่วก็ปรายสายตามองมายังนางกำนัลผู้นั้นจนทำให้พวกนางขวัญกระเจิงรีบเดินหนีกันคนละทิศคนละทาง