ตอนที่9 เข้าใจผิด
หลินเฟิงเดินลงไปประจันหน้ากับเสี่ยวเหมยผ้าขาวโบกสะบัดทั้งที่ไม่มีลม ใบหน้าหล่อเหลานิ่งเรียบไร้ความรู้สึกมองไปที่เสี่ยวเหมยอย่างเรียบเฉย
หลินฉีที่ดูอยู่จากชั้นบนหันไปมองเสี่ยวเทียนที่ยิ้มแห้งๆให้ตนก่อนจะมองไปที่หลินเฟิงบุตรของตนพร้อมคิดถึงความหลัง
หลินเฟิงั้แ่ยังเด็กสูญเสียมารดาไปในวันที่เขาเกิดจากการคลอดด้วยร่างมารเถาตี้ที่ทรงพลังเมื่อคลอดจะดูดพลังปราณรอบๆ มารดาจะเสียพลังลมปราณในร่างอย่างรวดเร็วรวมถึงพลังชีวิต เมื่อมารดาร่างกายอ่อนแอลงโอกาสเสียชีวิตก็มีมากขึ้นตอนแรกตน้ายกเลิกการคลอดแต่ภริยาตนยืนยันที่จะให้กำเนิด อนิจจา ภริยาของหลินฉีเสียชีวิตจริงๆแต่ถึงอย่างไรก่อนสิ้นใจก็ยังฝากฝังให้เลี้ยงดูบุตรของตนให้ดีที่สุด
“หนิงเอ๋อ ตอนนี้เฟิงเอ๋อโตมาหน้าเหมือนเธอแล้วนะ”หลินฉีที่มองหลินเฟิงรำพึงเบาๆ
“เสียอย่างเดียวเฟิงเอ๋อโทษตัวเองในการตายของเ้า เฮ้อ...” หลินฉีถอนหายใจตอนแรกข่าวสาเหตุการเสียชีวิตของหนิงเอ๋อแม่หลินเฟิงเป็ความลับ แต่หลินเฟิงก็ยังคงได้ยินโดยบังเอิญจากเด็กร่าเริงจึงเก็บตัวฝึกแต่ในบ้าน มีชีวิตค่อนข้างมืดหม่นแต่ก็ยอมฟังทุกอย่างที่หลินฉีสอน เนื่องจากเป็ครอบครัวคนเดียวที่เหลือ หลินฉีเกรงว่านิสัยเ็ามืดหม่นเก็บกดของหลินเฟิงจะทำให้ร่างมารปะทุขึ้นมาแล้วควบคุมไม่ได้และนิสัยจะสุดโต่งเกินไปจึงทำการหมั้นหมายหญิงงามประจำเมืองอายุรุ่นราวคราวเดียวกันให้ เผื่อว่าผู้หญิงจะสามารถปลอบปะโลมหัวใจอันโดดเดี่ยวของชายหนุ่มได้
“แต่เื่ความสัมพันธ์มันบังคับกันไม่ได้นี่สิ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของเฟิงเอ๋อ” หลินฉีมองเสียวเหมยที่แข็งกร้าวราวกับราชสีห์ตัวเมีย ก่อนจะส่ายหน้า
ตอนนี้เมื่อหลินเฟิงได้มองเสี่ยวเหมยใกล้ๆก็ยิ่งทึ่งในความงามของนางแต่การชื่นชมความงามก็เป็คนละส่วนกับความรู้สึกหลินเฟิงไม่ได้ตกหลุมรักเธอเลยแม้แต่น้อยแต่ตื่นเต้นที่จะได้ลองประลองลมปราณครั้งแรกของตน
ชายหนุ่มเลิกชายเสื้อขึ้นเผยให้เห็นกำปั้นชายหนุ่มตั้งท่ามวยตามคัมภีร์ที่อ่านเมื่อคืน ถามว่าทำไมไม่ใช้กระบี่น่ะหรอ เพราะกลัวเธอได้รับาเ็น่ะสิถึงยังไงชายหนุ่มที่มาจากโลกก็ไม่ชอบใช้ของมีคมอันตรายต่อผู้หญิงหรอกนะ จะบอกว่าเป็การรักถนอมสตรีก็ได้แต่ไม่ได้simpจริงๆนะ
“เหอะ”เสี่ยวเหมยเมื่อเห็นชายหนุ่มจะสู้ด้วยมือเปล่าก็ถอนหายใจสบถเบาๆเก็บกระบี่ก่อนจะกำหมัดใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้าไปหาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
ต้องเข้าใจว่าตอนอยู่บนโลกหลินเฟิงเป็แค่นักศึกษาธรรมดา กลับจากเรียนก็อยู่ในห้องอ่านนิยายเล่นเกมไปวันๆไม่เคยมีประวัติชกต่อยหรือมีเื่กับใครเลย แม้ก่อนวันประลองจะทำความคุ้นเคยกับวิชาตัวเบากระบวนท่าหมัดและกระบี่มาแล้ว แต่ก็เป็ระยะเวลาเพียง1วัน1คืนเท่านั้นแถมยังไม่มีตัวช่วยอื่นโกงๆเหมือนพระเอกคนอื่นๆ สรุปก็คือ Senseในการต่อสู้เป็ศูนย์ ย้ำว่าเป็ศูนย์!!!
เหตุการณ์ต่อมาคือหลินเฟิงมองเห็นเพียงเงาร่างเท่านั้นยังไม่ทันตั้งตัว จากนั้นก็รู้สึกจุกที่ท้อง เมื่อมองลงไปก็ต้องพบกับหญิงสาวในระยะประชิดแย้บหมัดของเธอเข้าที่ท้องน้อยของเข้าเต็มๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อการกระอักเืแบบในนิยายจีนมีจริง หลินเฟิงกระอักเืจากท้องออกปากมาเบาๆก่อนจะมีสีหน้าเหยเกด้วยความจุก “หมัดหนักชะมัด” พูดไปด้วยความยากลำบาก
แต่หลินเฟิงก็เคยดูมวยมาบ้างเมื่อคู่ต่อสู้คลุกวงในเข้ามาสิ่งที่ต้องทำคือ รีบจับกุมอีกฝ่ายให้อยู่หมัดเพื่อไม่ให้โดนโจมตีต่อเนื่องอีกเป็การป้องกันตัวอย่างหนึ่งถึงกรรมการจะคอยเป่าก็เถอะคิดได้ดังนั้นด้วยสัญชาตญานเอาตัวรอด หลินเฟิงรีบจับแขนหญิงสาวที่คาไว้ที่ท้องก่อนจะสวมกอดไปรัดร่างของหญิงสาวทันทีอย่างแแ่เพื่อไม่ให้หญิงสาวโจมตีต่อได้
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เสี่ยวเหมยและคนอื่นที่ชมการประลองเห็นคือเสี่ยวเหมยทำการท้าประลองหลินเฟิงอย่างโมโหเื่บางอย่างเหมือนคู่รักที่งอนกันหลินเฟิงเดินลงไปประจันหน้าอย่างใจเย็น ไม่โกรธกับการท้าทายของคู่หมั้นตนเลยทั้งยังไม่ใช้กระบี่ที่เป็เกณฑ์หลักในการคัดเลือกเข้าสำนักกระบี่เมฆาด้วยความเป็สุภาพบุรุษกลัวพลั้งมือให้คู่หมั้นตนได้รับาเ็ และ เมื่อเสี่ยวเหมยโจมตีเข้ามาหลินเฟิงไม่หลบหลีก ป้องกัน หรือสวนแม้แต่น้อยแต่กลับอ้าแขนรับหมัดนั้นจนได้รับาเ็ พร้อมกับยิ้มบางๆพูดกับเสี่ยวเหมยว่า “เอาให้หนักๆระบายออกมาได้เลย” ก่อนจะกระอักเืออกมาและล้มลงสลบไปท่ามกลางความสับสนของเสี่ยวเหมย
(ถ้าหลินเฟิงรู้สิ่งที่คนอื่นเข้าใจผิดคงจะะโว่า เดี๋ยวๆ ที่ยิ้มนี่คือสีหน้าเ็ปเฟ้ยเพียงแต่ร่างเดิมมันหน้านิ่งตึงเกินจนขยับกล้ามเนื้อบนหน้าได้น้อยอยากหลบหมัดอยู่นะแต่มองไม่ทันเว้ย แล้วคำพูดนั้นใครพูดฟะ) แต่คงไม่ได้ะโเพราะสลบไปก่อนจริงๆหมัดนั้นดาเมจมหาศาลมากเพราะเสี่ยวเหมยคิดว่าหลินเฟิงจะกันจึงใส่ไปเต็มแรงด้วยความโกรธที่หากตรงหน้าเป็ผู้ฝึกตนขั้นหลอมกระดูกระดับ3-4หากรับไปเต็มๆมีท้องแตกแต่หลินเฟิงมีร่างมารที่แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกันมากแม้จะถูกผนึกบางส่วนจึงเพียงแค่กระอักเืเท่านั้น
“เสี่ยวเหมยเป็ฝ่ายชนะ”ศิษย์พี่เมื่อเห็นหลินเฟิงสลบไปก็ประกาศผู้ชนะทันทีผู้คนในลานประลองถึงกับอึ้งกับภาพตรงหน้า
“นายน้อยหลินเฟิงช่างเป็สุดยอดบุรุษยิ่งนัก แม้จะสามารถจัดการเสี่ยวเหมยได้แต่เพราะความรักที่มีต่อนาง จึงยอมเป็ที่ระบายความไม่พอใจของนางทั้งหมด แม้ว่าตัวเองจะเจ็บแต่ก็ไม่เป็ไร” เสียงของใครไม่รู้เป็คนพูด หลังจากที่ทุกอย่างในลานประลองเงียบลงราวกับป่าช้าเสียงนั้นดังเข้าหูทุกคน
“นายน้อยหลิน ช่างเป็คนที่โรแมนติกยิ่งนัด ข้ารักท่าน ให้ข้าเป็สาวใช้ข้าก็ยอม”ลูกคุณหนูตระกูลสูงที่จับกลุ่มกันอยู่ชั้นบนกรี้ดร้องเสียงดัง
“ไม่ได้การ ข้าต้องไปเอาลูกสาวอายุ3ขวบของข้ามาฝากเป็นางสนมให้ท่านเ้าเมืองแล้ว” ผู้นำตระกูลหนึ่งรีบพูดก่อนจะวิ่งออกไปจากลานประลอง
“แต่เ้ามีแต่ลูกชายนะ” เสียงเพื่อนของชายคนนั้นรีบพูด
“….”ชายคนนั้นรีบวิ่งกลับมา ก่อนจะยิ้มแห้งๆ
ท่ามกลางเสียงชื่นชมของคนที่ชมการประลองเสี่ยวเทียนพ่อของเสี่ยวเหมยได้โอกาสก็ไม่รอช้า รีบบอกให้ลูกสาวของตนที่ยืนสับสนให้พาหลินเฟิงไปรักษา
เสี่ยวเหมยเมื่อได้ยินสิ่งที่ทุกคนพูดก็ถึงกับอับอายจนน่าแดงก่อนที่จะมีใครพูดอะไรเว่อร์ๆไปมากกว่านี้ เธอรีบอุ้มหลินเฟิงไหลลงปราณลงฝ่าเท้ารีบวิ่งเข้าไปในห้องว่างบนชั้น 2 ทันที
“ภายนอกแข็งกร้าว ภายในอ่อนโยน เหมือนเขาตอนหนุ่มเลย”ฮุ่ยเหอมองหลังของหญิงสาวที่อุ้มชายหนุ่มไปในท่าอุ่มเ้าหญิงหายลับเข้าห้องก่อนจะหันไปมองหลินฉีแล้วอมยิ้มออกมา
หลินฉีตอนนี้ทำได้แค่ยืนอึ้ง เพราะตนรู้ดีว่าลูกชายตนตายด้านแค่ไหนการกระทำของชายหนุ่มจึงเป็เื่หน้าเหลือเชื่อของเขาที่เฝ้ามองการเติบโตและสอนการต่อสู้ให้ชายหนุ่มมาตลอด
“รักแรกพบสินะ แม้จะเป็เื่ดีแต่มันจะส่งผลกระทบต่อแผนทั้งหมดที่วางไว้มั้ยนะ?” หลินฉีมองทะลุโดมหลังคาไปบนฟ้าอย่างครุ่นคิด “หนิงเอ๋อ..”