หลายวันล่วงผ่านไปอย่างรวดเร็วบนเส้นทางการเดินทางอันยาวไกล นับั้แ่สองแม่ลูก เฉินหลิวและเฉิน ฮ่าวหราน ออกจากกำแพงนครฉางเฟิงอันคุ้นเคย รถม้าโดยสารคันเดิมยังคงเคลื่อนที่ไปเบื้องหน้าอย่างต่อเนื่อง หากแต่ในระยะหลังนี้ ความเร็วในการเดินทางกลับลดลงอย่างสังเกตได้ ทิวทัศน์สองฟากฝั่งแปรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากทุ่งนาอันกว้างใหญ่และป่าโปร่งที่ดูสงบสุข บัดนี้กลายเป็เนินเขาสูงต่ำที่ทอดตัวสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และผืนป่าที่ทวีความรกทึบและดูลึกลับยิ่งขึ้น เส้นทางที่รถม้าใช้อยู่ก็แคบลง กลายเป็เพียงทางดินอันขรุขระ และในบาง่ก็เป็เพียงรอยเกวียนโบราณที่เลือนราง ทำให้การเดินทางเต็มไปด้วยความทุรกันดาร ความเชื่องช้า และความเหนื่อยล้ากว่าที่ได้ประเมินไว้ในตอนแรก
เฉิน ฮ่าวหราน นั่งอยู่ในส่วนหลังของรถม้าที่ค่อนข้างคับแคบ ทอดสายตามองออกไปนอกช่องหน้าต่างเล็กๆ อย่างไร้จุดหมายและเหม่อลอย ความรู้สึกตื่นเต้นระคนประหม่าในระยะแรกของการเดินทางได้จางหายไปเกือบหมดสิ้นแล้ว ถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่ไม่คุ้นเคย และความจำเจของทิวทัศน์ที่ดูซ้ำซาก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทบทวนตำราสมุนไพรที่นำติดตัวมา พยายามจดจำชื่อและสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ หรือบางครั้งก็เพียงเฝ้ามองทิวไม้สูงใหญ่และโขดหินรูปร่างแปลกตาที่เคลื่อนผ่านไปอย่างซ้ำซากจำเจ บางคราวเขาก็ลองหลับตาลง ทำสมาธิ โคจรพลังลมปราณตามเคล็ด "ชำระกายา" ที่มารดาเคยสอนสั่ง พยายามััและทำความเข้าใจกับพลังงานสายฟ้าสีครามทองที่ยังคงหลับใหลและซ่อนเร้นอยู่ภายในกาย หากแต่ก็แทบไม่รู้สึกถึงความก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ มันยังคงเป็เช่นเดิม ดื้อรั้น พยศ และพร้อมที่จะสำแดงฤทธิ์เดชออกมาหากเขาสูญเสียการควบคุมสมาธิหรืออารมณ์
เฉินหลิวยังคงนั่งอยู่เบื้องหน้า เคียงข้างกับชายขับรถม้า สายตาอันคมกล้าดุจเหยี่ยวของนางกวาดสำรวจสภาพแวดล้อมรอบกายอย่างต่อเนื่องไม่วางตา แผนที่เดินทางอย่างง่ายที่นางจัดทำขึ้นเองถูกคลี่วางอยู่บนตัก ใช้สำหรับตรวจสอบเส้นทางและลักษณะภูมิประเทศเป็ระยะๆ นางยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งและเยือกเย็นไว้ได้เสมอ หากแต่ภายใต้ความสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความระมัดระวังและความตื่นตัวอย่างถึงที่สุด ทุกครั้งที่ปรากฏเสียงผิดปกติเล็ดลอดออกมาจากพงไพรหนาทึบข้างทาง หรือเมื่อเห็นฝูงสกุณาป่าบินแตกตื่นขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างกะทันหัน นางจะหันไปพิจารณาถึงสาเหตุด้วยความตื่นตัวในทันที
เมื่อดวงตะวันสีส้มดวงใหญ่เริ่มคล้อยต่ำลงสู่ทิวเขาเบื้องทิศตะวันตก บ่งบอกว่าเวลาใกล้จะเข้าสู่ยามพลบค่ำแล้ว ชายกลางคนผู้ทำหน้าที่ขับรถม้า ก็หันมาเอ่ยกับเฉินหลิวเป็ครั้งแรกในรอบหลายชั่วยามที่ผ่านมา "แม่นาง ข้าดูจากแผนที่และลักษณะภูมิประเทศแล้ว เบื้องหน้าโน้นมีลำธารสายเล็กๆ และที่ราบพอจะให้พวกเราได้หยุดพักแรมในคืนนี้ได้ ค่ำคืนนี้เราคงจำต้องพักกันที่นี่เสียก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางกันต่อ คาดว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกราวๆ สองวันเต็ม ก็น่าจะถึงเมืองการค้าเล็กๆ เมืองหน้าแล้วขอรับ"
เฉินหลิวพยักหน้ารับเบาๆ "ก็ดีเหมือนกัน เดินทางมาทั้งวันแล้ว ควรจะได้พักผ่อนบ้าง ตามนั้นเถิด"
รถม้าจึงค่อยๆ เบนออกจากเส้นทางหลักที่ไม่ชัดเจนนัก ลัดเลาะเข้าไปตามทางเล็กๆ จนกระทั่งไปถึงบริเวณที่ชายขับรถกล่าวถึง มันเป็ลานดินเล็กๆ ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่โบราณหลายต้น ตั้งอยู่ใกล้กับลำธารที่น้ำใสไหลเย็น มองเห็นกรวดทรายใต้น้ำได้อย่างชัดเจน ชายขับรถหยุดรถม้าลง จัดการปลดอาชาที่เหนื่อยล้าทั้งสองตัวออกจากเทียม นำไปผูกไว้กับลำต้นไม้ใหญ่ ปล่อยให้พวกมันได้พักผ่อนและเล็มหญ้าอ่อนๆ ที่ขึ้นอยู่ริมลำธาร ส่วนเฉินหลิวก็เริ่มลงมือจัดแจงตั้งค่ายพักแรมอย่างรวดเร็วและชำนาญราวกับเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน
"ฮ่าวหราน ไปช่วยแม่เก็บฟืนแห้งมาให้สักหน่อยนะลูก เอาเท่าที่พอจะหาได้ในบริเวณใกล้ๆ นี้ก็พอ อย่าได้ออกไปไกลนักเล่า" นางสั่งบุตรชายขณะที่กำลังเริ่มก่อกองเพลิงเล็กๆ โดยใช้หินเหล็กไฟและเชื้อเพลิงที่เตรียมมาจุดไฟอย่างคล่องแคล่ว
ฮ่าวหรานรับคำอย่างว่าง่าย เขาเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบกองพักแรม เก็บรวมรวมกิ่งไม้แห้งที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นดินใส่ลงในห่อผ้า อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็วเมื่อแสงสุดท้ายของวันได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว สรรพเสียงของเหล่าแมลงกลางคืนเริ่มบรรเลงขับขานบทเพลงแห่งรัตติกาล เขาเงยหน้ามองท้องนภาที่บัดนี้เริ่มประดับประดาไปด้วยดวงดาวนับล้านดวง ความกว้างใหญ่ไพศาลและความเงียบสงัดของพงไพรยามค่ำคืน ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองนั้นช่างเล็กน้อยและโดดเดี่ยวเหลือเกิน
ขณะที่เขากำลังรวบรวมฟืนได้มากพอและกำลังจะเดินกลับไปยังกองเพลิงที่มารดาก่อไว้นั้น สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นร่องรอยประหลาดขนาดใหญ่ผิดปกติบนพื้นดินอ่อนนุ่มใกล้กับริมฝั่งลำธารเข้าโดยบังเอิญ มันมิใช่รอยเท้าของอาชาหรือวัวควายที่คุ้นเคย หากแต่มีลักษณะคล้ายคลึงกับรอยเท้าของสัตว์ป่ากินเนื้อขนาดใหญ่ มีกรงเล็บแหลมคมจิกลึกลงไปในดิน! เขารู้สึกเย็นวาบไปทั่วสันหลังทันที! รีบหันหลังวิ่งกลับไปแจ้งมารดาโดยเร็วที่สุด!
"ท่านแม่! ท่านแม่! ข้าพบร่องรอยประหลาดที่ริมลำธารขอรับ! มันดู... ดูใหญ่มากทีเดียวขอรับ!" เขารายงานเสียงเบาแต่ก็เจือความตื่นเต้นเล็กน้อย
เฉินหลิวเงยหน้าขึ้นจากกองเพลิงทันที ดวงตาคมกริบมองไปยังทิศทางที่บุตรชายบ่งชี้ นางลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปยังจุดที่พบร่องรอยนั้นด้วยตนเอง นางก้มลงพิจารณาร่องรอยนั้นอย่างละเอียด ใช้กิ่งไม้เล็กๆ ที่อยู่ใกล้มือวัดขนาดและประเมินความลึกของรอยเท้า ก่อนจะเดินกลับมายังกองเพลิงด้วยสีหน้าที่ยังคงเรียบเฉยเช่นเคย ราวกับไม่มีสิ่งใดน่ากังวล หากแต่ฮ่าวหรานผู้สังเกตมารดามาตลอด สังเกตเห็นว่านางขยับมือไปจัดตำแหน่งมีดสั้นเล่มงามที่ซ่อนไว้แนบเอวเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
"น่าจะเป็เพียงร่องรอยเก่าที่สัตว์ป่าเคยเดินผ่านเมื่อหลายวันก่อน ไม่น่าจะมีอะไรต้องกังวล" นางกล่าวกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูปกติที่สุด "แต่ถึงกระนั้น คืนนี้เราก็สมควรจะเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม" นางสรุป ก่อนจะหันไปจัดการเื่อาหาร "มาเถอะ มาทานอาหารเย็นกันเสีย จะได้รีบพักผ่อน เดี๋ยวคืนนี้แม่จะอยู่ยามผลัดแรกให้เอง"
อาหารมื้อค่ำอันแสนเรียบง่ายของสองแม่ลูกในค่ำคืนนี้ ประกอบไปด้วยเนื้อแห้งปรุงรสที่เตรียมมาจากบ้านกับหมั่นโถวสองสามลูก และน้ำสะอาดที่ตักมาจากลำธาร แม้จะห่างไกลจากคำว่าโอชะหรือเลิศรส แต่ด้วยความหิวและความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ก็ทำให้ทั้งสองแม่ลูกรับประทานจนหมดสิ้น หลังจากนั้น เฉินหลิวจึงให้ฮ่าวหรานเข้าไปพักผ่อนในรถม้าที่พอจะใช้นอนได้ ส่วนนางนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ข้างกองเพลิงที่ลุกโชน ดวงตาแม้จะปิดลง แต่ประสาทััทั้งหมดกลับตื่นตัว สดับฟังทุกสรรพเสียงและความเคลื่อนไหวรอบกายอย่างตั้งใจ
ฮ่าวหรานพยายามข่มตาให้หลับอยู่ภายในรถม้าที่มืดสนิท หากแต่เสียงกิ่งไม้ที่หักดังเป๊าะแป๊ะ หรือเสียงสัตว์ป่ากลางคืนที่ร้องหวิวๆ ดังมาจากในความมืด ก็ทำให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาเป็ระยะๆ เขามองลอดช่องหน้าต่างเล็กๆ ออกไป เห็นเงาร่างของมารดาที่ยังคงนั่งนิ่งสงบอยู่ข้างกองเพลิงไม่ขยับเขยื้อนราวกับรูปสลักหิน ความรู้สึกปลอดภัยก่อตัวขึ้นมาในใจบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็อดที่จะสงสัยใคร่รู้ไม่ได้ว่า อดีตของมารดาผู้แสนธรรมดาของเขานั้น แท้จริงแล้วเป็เช่นไรกันแน่? เหตุใดนางจึงดูเชี่ยวชาญต่อการเดินทางในป่าเขา การเอาตัวรอด และการระวังภัยถึงเพียงนี้?
รัตติกาลอันยาวนานค่อยๆ คลี่ผ่านไปอย่างเชื่องช้าและแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดเล็กน้อย เมื่อแสงอรุณแรกเริ่มจับขอบฟ้าอีกครั้ง เฉินหลิวจึงปลุกฮ่าวหราน ทั้งสองช่วยกันเก็บสัมภาระอย่างรวดเร็ว ดับกองเพลิงจนแน่ใจว่ามอดสนิทและไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางในวันต่อไป
ชายขับรถม้าซึ่งดูเหมือนจะนอนหลับไม่สนิทนักตลอดทั้งคืน แสดงท่าทีกระตือรือร้นที่จะออกเดินทางต่อมากกว่าปกติเล็กน้อย หลังจากที่เฉินหลิวได้แจ้งให้เขาทราบถึงร่องรอยประหลาดที่พบบริเวณริมลำธารเมื่อวานนี้ รถม้าคันเล็กค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากจุดพักแรมอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าต่อไปตามเส้นทางอันทุรกันดารที่ยังคงทอดอยู่อีกยาวไกล เบื้องหน้าคือผืนป่าที่ดูเหมือนจะทวีความหนาทึบและลึกลับยิ่งขึ้น และทิวเขาที่สูงชันกว่าเดิม การเดินทางสู่สถาบันเทียนซวนยังคงห่างไกล และภยันตรายที่มองไม่เห็นก็อาจจะรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้าได้ทุกขณะจิต
(จบตอนที่ 5)