"ความจริงบางอย่างซ่อนอยู่ในเวลายิ่งนานยิ่งลึก ลึกจนไม่มีใครอยากขุด
ว่ากันว่า "สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในกระดานหมากไม่ใช่คู่ต่อสู้แต่คือหมากที่ตายไปแล้ว แต่ยังคงส่งผลต่อกระดานอยู่
เขาพลิกหมากตัวหนึ่ง ข้างใต้มีอีกตัวพลิกตัวนั้น ข้างใต้ยังมีอีก
กระดานใหญ่กว่าที่เขาคิด เวลายาวนานกว่าที่เขาคิดและคนที่วางกระดานนั้น คำนวณถึงวันนี้มาั้แ่ต้นแล้ว
แต่เขาก็ตัดสินใจมาั้แ่ต้นเช่นกันว่าไม่ว่ากระดานจะใหญ่แค่ไหน เขาจะเดินไปจนถึงตอนสุดท้าย เพราะมีคนที่คุ้มค่าให้เขาเดินไปจนถึง"
☽ รุ่งสางและสิ่งที่เตรียมไว้☽
ห้องพักของหยูกั๋วกง รุ่งสาง วันที่สิบแปด
เซียวจ้านหยูนอนหลับได้สองชั่วยาม
ไม่ใช่เพราะกังวล แต่เพราะสองชั่วยามนั้นคือเวลาที่ร่างกายของเขา้าหลายปีในสนามรบสอนให้เขานอนเมื่อมีโอกาสและตื่นเมื่อจำเป็
ตีสี่เขาลุกขึ้น ล้างหน้าทำกายบริหารสามสิบนาทีตามที่ทำทุกวัน แต่งตัวเรียบร้อย
บนโต๊ะมีรายการที่เขาเขียนไว้ก่อนนอน สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ เรียงตามลำดับความสำคัญ
อันดับแรก — สืบหาตัวตนของลี่เหวยข้า
อันดับสอง —ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างตระกูลเหอและชายแดนเหลียนหยาง
อันดับสาม — รายงานความคืบหน้าให้เฉินหยาน
อันดับสี่ —สังเกตการเคลื่อนไหวของตระกูลหลิวและเฟิง
อันดับห้า — ตรวจสอบสุขภาพตัวเอง
เขาขีดอันดับห้าออก มันรอได้
"เหลยจัน" เขาเรียก
เหลยจัน อายุยี่สิบแปดทหารที่ฝึกมาจากหมู่บ้านเดียวกับเซียวจ้านหยูรูปร่างที่ดูธรรมดาแต่มือที่สามารถจัดการคนสองคนพร้อมกันได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธเดินเข้ามาไม่มีเสียง
"ขอรับ"
"ข้า้าข้อมูลเกี่ยวกับหญิงที่ชื่อลี่เหวยข้า ทุกอย่างที่หาได้ในสิบสองชั่วยาม ั้แ่ที่อยู่ไปจนถึงว่านางชอบดื่มชาชนิดไหน"
"ขอรับ" เหลยจันพูด ไม่ถามว่าทำไม
"และให้ฮวนเจิ้งมาพบข้าตอนหกโมงเช้าที่ร้านน้ำชาปากซอยตะวันออก"
"ขอรับ"
"อย่าให้ใครรู้นอกจากท่านทั้งสอง"
"เข้าใจ"
ขณะที่เหลยจันออกไป อิงหลาน เดินเข้ามาพร้อมกับรายงานเช้า
"มีอะไรใหม่" เซียวจ้านหยูถาม รับรายงาน
"สองเื่" อิงหลานพูด "เื่แรกตระกูลเหอจัดงานเลี้ยงกลางคืนเมื่อคืนที่บ้านหลัก แขกมาหกคนสี่คนในนั้นเป็ขุนนางระดับกลางจากกรมนครบาลและา"
"ชื่อ"
อิงหลานส่งรายชื่อมาให้ เซียวจ้านหยูดูเร็วๆ
ขุนนางทั้งสี่คนนั้นไม่ใช่คนสำคัญในตัวเองแต่ล้วนอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตำแหน่งที่ดูเหมือนปลีกย่อยแต่ควบคุมข้อมูลสำคัญ
"งานเลี้ยงของตระกูลเหอไม่เคยจัดกลางคืน" อิงหลานพูด "ปกติจัดกลางวัน"
"หมายความว่า้าความเป็ส่วนตัวมากกว่าปกติ" เซียวจ้านหยูพูด "และเื่ที่สอง"
"เื่ที่สองน่าสนใจกว่า" อิงหลานพูดเสียงที่ระวังขึ้นเล็กน้อย "พระนางเ้าเฟิงซื่อหยินส่งคนมาขอนัดพบท่านกุนซือผ่านทางช่องทางที่ไม่เป็ทางการ"
เซียวจ้านหยูวางรายงานลง มองอิงหลาน
"อัครมเหสีฝ่ายซ้าย้าพบข้า"
"ใช่ ผ่านทางโถวจู่ นางสนมาุโซึ่งรู้จักกับคนของข้าทางอ้อมอีกทอดหนึ่ง"
"นาง้าอะไร"
"ยังไม่ทราบ แต่การที่นางผ่านช่องทางที่ซับซ้อนขนาดนั้นแปลว่าไม่้าให้ตระกูลหลิวรู้"
เซียวจ้านหยูนิ่งคิดสักครู่
สองตระกูลที่ดูเหมือนกำลังร่วมมือกันแต่อัครมเหสีฝ่ายหนึ่งกลับส่งสารมาขอพบเขาแบบลับๆ
"นัดพบสามวันข้างหน้า ที่ตำหนักชิงหยุนผ่านช่องทางเดิม"
"จะปลอดภัยไหมถ้าท่านกุนซือเข้าไปในฝ่ายใน"
"ตำหนักชิงหยุนมีทางเข้าจากสวนด้านเหนือที่แพทย์หลวงใช้เยี่ยมไข้ข้าจะเข้าในฐานะผู้ช่วยแพทย์"
อิงหลานมองเขาสักครู่ก่อนพยักหน้า
☁ร้านน้ำชาปากซอยตะวันออกและฮวนเจิ้ง ☁
ซอยตะวันออก ย่านพ่อค้า หกโมงเช้า
ร้านน้ำชาปากซอยตะวันออกเป็ร้านที่เล็กและเงียบกว่าร้านน้ำชาทั่วไปเ้าของเป็ชายชราที่หูตึงและไม่สนใจลูกค้าพอจะจำหน้าใครสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับบทสนทนาที่ไม่้าพยาน
ฮวนเจิ้ง มาถึงก่อนเซียวจ้านหยูนั่งอยู่ที่มุมหลังสุด ใบหน้าที่จำไม่ได้ถ้าไม่ตั้งใจมองเป็พิเศษ
เซียวจ้านหยูเดินเข้ามาแต่งตัวเหมือนพ่อค้าธรรมดา นั่งลงตรงข้าม
"สี่วัน" เซียวจ้านหยูพูด ไม่ทักทาย
"ข้าบอกว่าสี่วันแต่มีบางส่วนที่พร้อมก่อนได้" ฮวนเจิ้งพูด
"บอกมา"
ฮวนเจิ้งดึงกระดาษม้วนเล็กๆออกมาจากใต้แขนเสื้อ วางบนโต๊ะ
เซียวจ้านหยูรับมา กางออก อ่าน
ตัวเลขหลายแถว ชื่อสถานที่ วันที่ จำนวนเงิน
บัญชีการโอนถ่ายเงินของตระกูลเหอในสี่เดือนที่ผ่านมา
เซียวจ้านหยูอ่านสองรอบ แล้วพับเก็บ
"ข้า้าข้อมูลเพิ่มเติมอีกสองอย่าง"
"บอกมาขอรับ"
"หนึ่ง ลี่เหวยข้า นางคือใคร"
ฮวนเจิ้งนิ่งสักครู่ดวงตาที่ปกติเรียบนั้นขยับเล็กน้อย
"ท่านรู้จักชื่อนั้น" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม
"รู้"
"งั้นท่านรู้มากกว่าที่ข้าคิด" ฮวนเจิ้งพูด เงียบสักครู่ "ลี่เหวยข้าเป็คนที่ข้าไม่แนะนำให้สืบหาไม่ใช่เพราะอันตราย แต่เพราะถ้านาง้าให้ท่านรู้ว่านางคือใคร นางจะบอกเองในเวลาที่นางเลือก"
"ท่านรู้จักนาง"
"รู้จักในระดับที่รู้ว่าไม่ควรพูดถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต"
เซียวจ้านหยูมองฮวนเจิ้งสักพัก ประเมิน
"ข้าเข้าใจ และข้อที่สอง ใครในตระกูลเหอที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสมรภูมิเหลียนหยางเมื่อเก้าปีก่อน"
ฮวนเจิ้งคิดอยู่สักพัก
"เก้าปีก่อน" เขาพูดช้าๆ "ตอนนั้นยังเป็สมัยรัชกาลก่อนเหอเทียนเฉิงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งสำคัญในตอนนั้น แต่—" เขาหยุด "มีน้องชายคนหนึ่งของเขาที่ข้ารู้ว่าเคยเป็เ้าหน้าที่ส่งกำลังบำรุงในกองทัพเหนือ"
"ชื่อ"
"เหอเทียนหลัง ปัจจุบันเสียชีวิตแล้วสี่ปีที่แล้ว โรคระบาดที่แคว้นกลาง"
"โรคระบาดหรือวางยา"
ฮวนเจิ้งมองเซียวจ้านหยู
"ท่านถามคำถามที่ข้าถามตัวเองอยู่สี่ปี"
"ยังหาคำตอบไม่ได้"
"ยังขอรับ แต่ถ้าเหอเทียนหลังถูกสังหารผู้สั่งน่าจะเป็คนที่กลัวว่าเขาจะพูดบางอย่างออกมา"
"คนที่กลัวก็คือคนที่เกี่ยวข้องกับเื่ที่เขารู้"
"ใช่ขอรับ" ฮวนเจิ้งพูด "และเื่ที่เขารู้น่าจะเกี่ยวกับเหลียนหยาง"
เซียวจ้านหยูพยักหน้า
"ข้าจะส่งข้อมูลที่เหลือมาภายในสามวัน" ฮวนเจิ้งพูด ลุกขึ้น
"ขอบคุณ"
ฮวนเจิ้งหยุด หันกลับมาเล็กน้อย
"ท่านกุนซือ ข้ามีสิ่งหนึ่งอยากบอกในฐานะคนที่สังเกตสถานการณ์ในพระราชวังมานานกว่าท่าน"
"พูดมา"
"ตอนนี้มีหมากหลายชุดที่เดินอยู่บนกระดานเดียวกันบางชุดที่ท่านเห็น บางชุดที่ท่านไม่เห็น" ฮวนเจิ้งพูด "แต่ที่ข้ากังวลที่สุดไม่ใช่หมากที่เห็นมันคือหมากที่ไม่มีใครสั่งเดิน แต่เดินเอง"
ก่อนที่เซียวจ้านหยูจะถามต่อฮวนเจิ้งก็ออกไปแล้ว
????พระราชวังในตอนเช้าและเื่ราชการที่ไม่หยุด????
ท้องพระโรงเฉิงเต๋อเตี้ยน เก้าโมงเช้า
เฉินหยานนั่งฟังรายงานจากกรมต่างๆ ในตอนเช้า
แต่ต่างจากปกติตรงที่วันนี้เขานั่งฟังด้วยความสนใจมากกว่าปกติสังเกตทุกคนที่พูด สังเกตน้ำเสียง สังเกตคำเลือกใช้ สังเกตว่าใครมองใครก่อนพูด
เพราะตอนนี้เขารู้ว่ามีเส้นใยที่เชื่อมคนในห้องนี้หลายคนเข้าหากันในแบบที่ไม่ควรจะเชื่อม
เฝิงต้าหยวน รายงานเื่กองทัพภาคใต้ที่้างบเพิ่มสำหรับการฝึกฤดูร้อน
"งบที่ขอเท่าไหร่" เฉินหยานถาม
"สามแสนเหรียญทองพะย่ะค่ะ"
"เหตุผล"
"กองทัพภาคใต้ยังขาดม้าสำหรับกองทหารม้าพะย่ะค่ะและการฝึกในฤดูร้อน้าเสบียงเพิ่ม"
เฉินหยานมองเฝิงต้าหยวนดวงตาที่อ่านค่าไม่ออก
"กองทัพภาคใต้อยู่ในเขตที่ไม่มีศึกามาสามปีพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดขึ้น เสียงที่เรียบ"และม้าในกองทัพภาคใต้ตามบัญชีล่าสุดมีสี่พันตัวเพียงพอสำหรับกองทหารม้าสองกอง"
เฝิงต้าหยวนหันมามองเซียวจ้านหยูดวงตาที่ไม่พอใจแต่ควบคุมไว้ได้
"บัญชีนั้นทำไว้ปีที่แล้วพะย่ะค่ะปีนี้มีม้าตายจากโรคไปสองร้อยตัว"
"งั้น้าม้าเพิ่มสองร้อยตัวราคาตลาดอยู่ที่ตัวละสี่ร้อยเหรียญ รวมแปดหมื่นเหรียญ ไม่ใช่สามแสน" เซียวจ้านหยูพูด
ห้องเงียบ
เฉินหยานมองเซียวจ้านหยูมองในแบบที่คนอื่นไม่เห็น
"จัดงบแปดหมื่นเหรียญสำหรับม้าทดแทน" เฉินหยานพูด "เื่การฝึกให้ใช้งบปกติที่มีอยู่ถ้ายังไม่พอให้รายงานมาอีกครั้งพร้อมรายละเอียดที่ชัดเจน"
"พะย่ะค่ะ" เฝิงต้าหยวนพูด เสียงที่แบนราบ
หลังประชุมเสร็จ ระหว่างที่ทุกคนกำลังออกไป
หยางเหวินเต๋าเสนาบดีการคลัง เดินมาข้างๆเซียวจ้านหยู เสียงที่เบาและรวดเร็ว
"ท่านกุนซือ" เขาพูดโดยไม่หยุดเดิน "มีเื่ข้าอยากพูดด้วยแต่ไม่ใช่ที่นี่"
เซียวจ้านหยูไม่หันมามอง ยังเดินต่อไป
"บ่ายสองที่ร้านยาฝั่งตะวันตก" เขาพูดเบาเท่ากัน
หยางเหวินเต๋าพยักหน้าเบาๆแล้วก็เดินออกไปทางอื่น
???? ร้านยาและเสนาบดีการคลัง????
ร้านยาต้าอัน ฝั่งตะวันตก ยามเว่ย
ร้านยาต้าอันเป็ร้านเก่าแก่ที่อยู่มาร้อยกว่าปีกลิ่นของสมุนไพรแห้งและผงยาที่เข้มข้นจนเกือบจะหนักเกินไปสำหรับคนที่ไม่คุ้นลูกค้าส่วนใหญ่เป็ขุนนางระดับกลางและพ่อค้าที่มั่งคั่งที่นี่จึงไม่ใช่ที่ผิดปกติสำหรับคนสองคนในระดับที่เซียวจ้านหยูและหยางเหวินเต๋าจะพบกัน
หยางเหวินเต๋า นั่งอยู่ในห้องเล็กด้านหลังที่เ้าของร้านจัดให้กำลังดูตัวยาอยู่อย่างตั้งใจ ราวกับว่านั่นคือจุดประสงค์ที่มา
เซียวจ้านหยูเดินเข้ามา นั่งลงตรงข้าม
"ท่านเสนาบดีมีเื่อะไร"
หยางเหวินเต๋าวางตัวยาลง มองเซียวจ้านหยูดวงตาที่ผ่านชีวิตในราชสำนักมาหกสิบกว่าปีนั้นอ่านเซียวจ้านหยูอย่างระมัดระวัง
"ข้าทำงานในพระราชวังมาสี่สิบปี" เขาพูด เสียงที่เรียบและช้า "ผ่านสองรัชกาลเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น บางอย่างที่ข้าพูดถึงได้บางอย่างที่พูดถึงไม่ได้"
"ท่านเสนาบดีไม่ใช่คนที่พูดยาว" เซียวจ้านหยูพูดเบาๆ "ถ้า้าบอกอะไรบอกตรงๆ ได้"
หยางเหวินเต๋าพยักหน้า
"เมื่อสองวันก่อนที่ประชุมเช้าท่านพูดถึงเื่ผู้ว่าหนานิ สิ่งที่ท่านพูดนั้นถูกต้อง แต่ยังไม่ครบถ้วน"
"อะไรที่ขาด"
"ผู้ว่าหนานหมินไม่ใช่แค่ลูกชายของจูเหวินโจวเขายังเป็ลูกเขยของเหอเทียนเฉิงด้วย"
เซียวจ้านหยูนิ่ง
"จูเหวินโจวและเหอเทียนเฉิงเชื่อมกันผ่านทางบุตรชาย"
"ใช่ซึ่งหมายความว่าตระกูลสินค้าเหลียนที่ตุนเมล็ดพันธุ์นั้นไม่ใช่แค่เื่ของจูเหวินโจวคนเดียว มันเกี่ยวพันกับตระกูลเหอด้วยและถ้าตระกูลเหอเกี่ยวกับเื่นั้น—"
"แล้วเื่กองโจรชายแดนก็ไม่ใช่เื่ของตระกูลเหอคนเดียวด้วย" เซียวจ้านหยูพูดต่อ
"ตรงขอรับ" หยางเหวินเต๋าพูด
"ท่านเสนาบดีรู้เื่นี้มานานแค่ไหน"
"นานพอที่จะเลือกที่จะไม่พูดมาตลอด" หยางเหวินเต๋าพูดตรง "เพราะการพูดโดยไม่มีพันธมิตรที่แข็งแกร่งพอคือการฆ่าตัวเอง"
"และตอนนี้พันธมิตรที่แข็งแกร่งพอนั้นมีแล้ว"
หยางเหวินเต๋าพยักหน้า
"ท่านกุนซือกลับมาฝ่าาให้ท่านนั่งในประชุม และท่านจัดการเื่จูเหวินโจวต่อหน้าทุกคนในวันแรกนั่นบอกหลายอย่าง"
"ท่านเสนาบดี้าอะไร"
"้าให้ท่านรู้" หยางเหวินเต๋าพูด "ว่ามีคนที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายใดแต่เลือกที่จะบอกข้อมูลกับฝ่ายที่คิดว่าถูกต้อง"
"และท่านคิดว่าเราคือฝ่ายที่ถูกต้อง"
"ข้าคิดว่าฝ่าาเทียนหรงคือฝ่ายที่ถูกต้อง" หยางเหวินเต๋าพูดเสียงที่ไม่มีการตีความเพิ่มเติม "และท่านอยู่ข้างฝ่าาดังนั้นข้าจึงมาหาท่าน"
เซียวจ้านหยูมองชายชราที่อยู่ตรงหน้า
ชายที่ทำงานในพระราชวังมาสี่สิบปีและรอดมาได้โดยไม่เป็ของใคร
"คนนี้ ใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์"
"ข้าจะจำไว้" เซียวจ้านหยูพูด "และถ้ามีข้อมูลอะไรที่ท่านเสนาบดี้าแบ่งปันช่องทางเดิมนี้ใช้ได้"
หยางเหวินเต๋าพยักหน้าลุกขึ้น
ก่อนจะก้าวออกไปเขาพูดสิ่งหนึ่งที่เซียวจ้านหยูจำไว้นาน
"ท่านกุนซือ ข้าดูคนมาสี่สิบปีสิ่งหนึ่งที่ข้าสังเกตคือ คนที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองนั้นแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากที่สุด ก็มักจะเลือกสิ่งที่ถูกต้องในที่สุด"
เขาออกไป
เซียวจ้านหยูนั่งอยู่ในกลิ่นสมุนไพรคิดถึงประโยคนั้น
"เขากำลังพูดถึงใคร"
???? ตำหนักซวงเจ๋อและหวังเหมยเหลียน????
ตำหนักซวงเจ๋อ บ่ายแก่
หวังเหมยเหลียน สนมอันดับสามอายุสามสิบยืนอยู่ที่ระเบียงมองออกไปที่กำแพงพระราชวัง
นางอยู่ในพระราชวังมาสิบปีั้แ่ตระกูลหวางยังยิ่งใหญ่ พร้อมกันกับการที่นางเข้ามา พ่อของนางถูกกล่าวหาเื่คดีทุจริตตระกูลหวางสูญเสียอำนาจเกือบทั้งหมดในชั่วคืน
แต่นางยังอยู่ในพระราชวังไม่ใช่เพราะเฉินหยานรักนางเป็พิเศษ แต่เพราะนางไม่มีปัญหาให้ใครต้องกำจัดและเพราะนางเรียนรู้เร็วมากว่าในพระราชวังนี้การเป็ที่สังเกตน้อยที่สุดคือการอยู่รอดได้ดีที่สุด
"มีคนมาหาท่านหญิงเพคะ" นางสนมใหม่ชื่อิจู พูด
"ใคร"
"คนส่งสารจากตำหนักหรงหัวเพคะ"
เหมยเหลียนหัน ดวงตาที่คมขึ้น
ตำหนักหรงหัว ที่ประทับของอัครมเหสีหลิวฮุ่ยเยิน
"รับเข้ามา"
คนส่งสารเป็นางสนมอายุน้อยที่เหมยเหลียนไม่รู้จักส่งกล่องเล็กๆ ที่ข้างในมีผ้าปักดอกเบญจมาศสีขาวของขวัญธรรมดาที่ไม่มีความหมายพิเศษในสายตาคนทั่วไป
แต่เหมยเหลียนรู้ว่าดอกเบญจมาศสีขาวนั้นหมายถึงอะไร
สัญญาณที่เคยใช้กันในตระกูลขุนนางที่้าสื่อสารแบบลับๆ"ข้า้าพูดคุยโดยไม่มีพยาน"
นางวางกล่องลงบนโต๊ะ ดูดอกไม้สักครู่
สิบปีที่นางอยู่ในตำหนักที่เงียบที่สุดของพระราชวังเฝ้าดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครสังเกต
และตอนนี้มีคนมาขอคุย
"เวลามาถึงแล้ว"
"ตอบรับ" นางพูดกับนางสนมส่งสาร "บอกว่าขอบคุณสำหรับของขวัญและยินดีที่จะไปชมสวนด้วยกันในวันที่สะดวก"
ตำหนักหรงหัว ค่ำ
หลิวฮุ่ยเยินรับสารกลับมาอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำตอบธรรมดาของเหมยเหลียน
"นางรับ" นางพูดกับหยูหลิง
"ดีกว่าที่คาดเพคะ" หยูหลิงพูด "ท่านหญิงคิดว่านาง้าอะไรก่อนที่ท่านหญิงจะถามนาง"
"นาง้าสิ่งเดียวกับทุกคนในพระราชวังนี้" ฮุ่ยเยินพูด เดินไปที่กระจกแตะผมที่มัดเรียบ "อำนาจ หรืออย่างน้อยก็ความปลอดภัย ตระกูลหวางตกต่ำไปสิบปีแล้ว นางอยู่ในพระราชวังโดยไม่มีฝ่ายรองรับสิ่งที่นาง้ามากที่สุดคือคนที่สัญญาว่าจะไม่ทำให้สิ่งที่นางมีอยู่เหลือน้อยลงกว่านี้"
"ท่านหญิงจะสัญญาได้ไหมเพคะ"
"ข้าจะสัญญาในสิ่งที่ข้าทำได้" ฮุ่ยเยินพูด มองกระจก "แต่ที่้าจากนางไม่ใช่เื่ใหญ่แค่้าข้อมูลที่นางน่าจะรู้"
"ข้อมูลอะไรเพคะ"
"หยูกั๋วกงเคยพูดคุยกับใครในฝ่ายในบ้างไหม" ฮุ่ยเยินพูด เสียงที่เบาแต่ชัด "ข้าอยากรู้ว่าเขาสนใจใครในพระราชวังนี้"
"ความภักดีที่แท้จริงไม่ได้หยุดเมื่อเหนื่อย ไม่ได้หยุดเมื่อมืด ไม่ได้หยุดเมื่อไม่มีใครสั่ง
มันหยุดได้เพียงเมื่อเดียว คือเมื่อคนที่รักอยู่ปลอดภัยแล้ว
♥️และจนกว่าจะถึงวันนั้น เสี่ยวจ้านหยูจะยังคงพลิกหน้าต่อไปทีละหน้า ทีละคืน จนกว่าความมืดนั้นจะมีชื่อ และชื่อนั้นจะไม่ใกล้องค์จักรพรรดิอีกต่อไป"♥️
..สุสาส์นราคะ..