เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 184 ขุนนางยังไม่เท่ากับสุนัข

            ติงเหว่ยพิงอยู่บนแผ่นหลังกว้างของกงจื้อหมิงรู้สึกอบอุ่นในใจเหมือนมีเตาไฟอยู่ภายในชายคนนี้อาจมีความทะเยอทะยานเกินไปบ้างในบางครั้ง หรืออาจละเลยรายละเอียดเล็กน้อยแต่เขาก็ปฏิบัติต่อนางด้วยความรักอย่างเต็มที่วันนี้เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อประกาศให้คนในจวนทั้งหมดรู้ว่าเขารักนางมากแค่ไหนแม้ว่าในอนาคตเขาอาจไม่อยู่ข้างกายนางทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ในวันนี้ก็คงจะไม่กล้าปฏิบัติไม่ดีต่อนางแม้แต่นิดเดียว

            เมื่อคิดเช่นนี้นางก็ยื่นหน้าไปจูบแก้มเขาเบาๆ จากนั้นกระซิบที่ข้างหูเขาอย่างแผ่วเบาว่า “ขอบคุณนะ”

            กงจื้อหมิงรู้สึกถึงสัมผัสอ่อนนุ่มที่แก้มในเสี้ยวเวลานั้นริมฝีปากของเขาก็ค่อยๆ โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ไม่ต้องขอบคุณหรอก”

            แม่นมกู่ที่ได้ยินข่าวก็รีบเดินมาหานางยืนอยู่ใต้ชายคาระเบียงในสวนมองไปยังนายน้อยที่เคยเย็นชากำลังแบกหญิงสาวคนหนึ่งบนหลังพร้อมกับพูดคุยหัวเราะกัน นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ สุดท้ายก็กลับไปที่ห้องของตนเองรวบรวมบัญชีและกุญแจห้องเก็บของทั้งหมดแล้วนำไปส่งที่เรือนหลัก

            ขณะที่กงจื้อหมิงกำลังสั่งให้อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆไปเอาน้ำมันยามา เขาก็ได้ยินว่าแม่นมกู่เดินเข้ามา ติงเหว่ยรีบจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อยแล้วพยายามดึงกงจื้อหมิงที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างหน้านางให้ลุกขึ้นนั่งดีๆแต่ก่อนที่จะทำอะไรได้ แม่นมกู่ก็เข้ามาพอดี

            ติงเหว่ยรู้สึกอึดอัดใจไม่รู้เหตุใดทุกครั้งที่เจอแม่นมกู่นางมักจะรู้สึกกังวลใจเหมือนลูกสะใภ้ที่เจอแม่สามีอยู่เสมอ ท้ายที่สุดแล้ว แม่นมกู่เลี้ยงกงจื้อหมิงมาตั้งแต่เด็กๆหากนางไม่ชอบตนเอง ก็คงจะเพิ่มความหม่นหมองให้กับชีวิตในวันข้างหน้าไม่น้อย

            ส่วนกงจื้อหมิงไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษเขาลุกขึ้นต้อนรับแม่นมกู่แล้วเชิญให้นางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ก่อนจะถามว่า“แม่นมทำไมไม่พักสักหน่อย หรือว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า?”

            แม่นมกู่ตบลงบนสมุดบัญชีที่อยู่ข้างๆแล้วแกะพวงกุญแจที่เอวออก พลางยิ้มและพูดว่า “นายน้อยก็รู้ว่าบ่าวแก่แล้วปกติก็รอคอยให้มีนายหญิงเข้ามาดูแลบ้าน จะได้แอบขี้เกียจบ้างตอนนี้แม่นางติงมาแล้ว ก็ให้รับช่วงต่อสมุดบัญชีและกุญแจไปได้พอดีหากนายน้อยไว้ใจข้า หลังจากนี้บ่าวจะช่วยดูแลนายน้อยเอง”

            ติงเหว่ยสบตากับกงจื้อหมิงทั้งสองต่างก็มีแววตาแห่งความดีใจ

            ว่ากันว่าบ้านใดที่มีความสามัคคีบ้านนั้นจะเจริญรุ่งเรือง คนใช้รู้หน้าที่ เจ้าบ้านมีความเมตตาก็นับว่าเป็นลางดีของบ้านที่จะรุ่งเรือง

            “แม่นมท่านดูแลเรือนหลังของจวนอู่โฮ่วมาหลายปี หลายๆเรื่องในอนาคตก็คงต้องให้ท่านช่วยชี้แนะเหว่ยเอ๋อร์ด้วย”กงจื้อหมิงพูดด้วยความจริงใจ พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว ยายของเขาก็จากไปก่อนเขาเกิดถ้าจะพูดว่าท่านอ๋องเป็นตัวแทนของพ่อ แม่นมกู่ก็คงจะเป็นยายที่เมตตาต่อเขาตราบใดที่จวนอู่โฮ่วยังอยู่ ก็จะเลี้ยงดูท่านอย่างสงบจนวาระสุดท้าย

            ติงเหว่ยเองก็รู้เรื่องนี้ดีนางรีบลุกขึ้นแสดงความเคารพและพูดอย่างจริงจังว่า“หลังจากนี้ต้องรบกวนแม่นมช่วยชี้แนะแล้ว ส่วนอันเกอเอ๋อร์เด็กคนนี้ซุกซนมากเกรงว่าท่านจะต้องเหนื่อยมากขึ้นเสียแล้ว”

            แม่นมกู่นึกถึงคุณชายน้อยที่อ้วนๆขาวๆ น่ารัก ก็อดยิ้มตาหยีไม่ได้ นางโบกมือพูดว่า “แม่นางไม่เข้าใจเรื่องเช่นนี้เสียแล้วเด็กยิ่งซุกซนยิ่งฉลาดเฉลียว ตอนที่นายน้อยของพวกเรายังเด็กเขาเล่นกับหินไฟจนเกือบเผาจวนทั้งหลัง มาดูตอนนี้สิทั้งสง่างามทั้งประสบความสำเร็จ!”

            “แค่กๆ”กงจื้อหมิงถูกแม่นมกู่เปิดเผยเรื่องน่าอายตอนเด็กๆ ก็รู้สึกอับอายพร้อมกระแอมออกมาเล็กน้อยแล้วอ้างว่ามีธุระต้องรีบออกไป ปล่อยให้แม่นมกับติงเหว่ยหัวเราะไม่หยุด “นายน้อยคงเขินอายน่ะใครจะรู้ว่าเขาที่ซุกซนขนาดนั้นตอนเด็ก โตขึ้นมาจะกลายเป็นคนเงียบขรึมไป”

            ติงเหว่ยกำลังจะพูดต่อแต่เฉิงเหนียงจื่อกลับอุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่เพิ่งตื่นออกมาเจ้าเด็กอ้วนยังคงงัวเงียอยู่แม่นมกู่ก็รีบรับเขาไปและอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวังเจ้าเด็กอ้วนถูเสื้อของแม่นมไปมาแล้วก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง

            แม่นมกู่เกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาใจของนางอ่อนยวบไปหมด

            “หากว่าฮูหยินอาวุโสและฮูหยินใหญ่ยังมีชีวิตอยู่คงจะดีไม่น้อยหากได้เห็นนายน้อยไม่รู้ว่าจะดีใจมากขนาดไหน?”

            ติงเหว่ยไม่รู้จะตอบอะไรจึงชงน้ำชาให้แม่นมกู่แม่นมกู่กลัวว่าจะรบกวนคุณชายน้อยที่กำลังหลับจึงไม่ยอมดื่มชาแล้วก็พูดพลางบ่นถึงหน้าที่ของแต่ละคนในบ้าน สินค้าต่างๆ ในคลังและแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับครอบครัวต่างๆ ในแต่ละตระกูล เห็นได้ชัดเจนว่านางกำลัง“อบรม” ติงเหว่ยในฐานะนายหญิงของสกุลกงจื้อแล้ว

            ติงเหว่ยฟังอย่างตั้งใจและจำไว้โดยไม่มีท่าทีรำคาญใดๆยิ่งทำให้แม่นมกู่รู้สึกสบายใจขึ้นไปอีกหลายส่วน…

            ไม่ต้องพูดถึงว่าการรวมตัวกันในจวนอู่โฮ่วจะครึกครื้นขนาดไหนทั้งนายและบ่าวทุกคนตื่นเต้นอย่างไรพูดเพียงว่าเหล่าขุนนางกว่าร้อยคนที่อยู่หน้าประตูเจิ้งหยางคุกเข่ากันเกือบทั้งวันทั้งเหนื่อยทั้งหิว โดยเฉพาะเหล่าขุนนางอาวุโสต่างรู้สึกเจ็บปวดกระดูกไปทั้งตัว

            พวกเขามองหน้ากันไปมาแล้วมองไปที่ถนนชิงหลงที่เงียบสงัดและแล้วก็เริ่มรู้สึกไม่ดี เกรงว่าสถานการณ์อาจไม่เป็นไปตามที่พวกเขาคิดไว้

            ในที่สุดก็มีคนนึกถึงกองทัพสามแสนนายที่อยู่นอกเมืองขึ้นได้นึกถึงซือหม่าเชวี่ยนที่อยู่ในสภาพใกล้ตายนึกถึงชื่อเสียงของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่แข็งแกร่ง…

            ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ไม่ใช่ฮ่องเต้ที่สืบทอดบัลลังก์จากบรรพบุรุษอย่างราชวงศ์ซือหม่าที่รู้จักแต่การกินดื่มและเล่นสนุก เขาออกรบตั้งแต่อายุสิบสี่ชื่อเสียงที่โหดเหี้ยมของเขาแพร่กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน จนสามารถทำให้เด็กๆหยุดร้องไห้ในยามค่ำคืนได้

            ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาขวางไว้หน้าประตูวังหลวงเช่นนั้นทำให้อีกฝ่ายเสียหน้าไปไม่น้อยเกรงว่าเวลานี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่คงบันทึกชื่อพวกเขาไว้ในบัญชีแล้วแม้ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจราชวงศ์จะไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้แต่ในอนาคตล่ะ? เมื่อแผ่นดินสงบสุขแล้วพวกเขาอาจถูกข้อหาบางอย่างขึ้นมาอย่างง่ายดาย และทั้งครอบครัวอาจถูกส่งไปทำไร่ที่ชายแดนเหนือหรือไปทำงานหนักที่โรงเกลือทะเลตะวันออกหรือแม้กระทั่งบางทีในคืนหนึ่งเมื่อพวกเขานอนหลับลงก็อาจไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ของวันพรุ่งนี้อีกเลย…

            เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ทุกคนต่างก็ตกใจกลัวพวกเขามองไปที่สองสมุหพระอาลักษณ์ที่คุกเข่าอยู่หน้าประตูด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังหากไม่ใช่เพราะเจ้าพวกคนไม่รู้จักตายพวกนี้ก่อเรื่องพวกเขาจะทำความผิดร้ายแรงเช่นนี้ได้อย่างไร? ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ควรจะเตะพวกเขาตายไปตั้งแต่แรกแล้วพวกเขาจะได้ไม่ต้องมาอับอายอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดีในตอนนี้…

            หวังฉินและหลิวหลี่ที่กำลังพยายามอดทนอยู่ในขณะนั้นสมองของพวกเขาก็กำลังจินตนาการว่าชื่อของพวกเขากำลังจะโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดินและลูกหลานจะยกย่องพวกเขาว่าเป็นตัวอย่างที่ดี แต่ขณะที่พวกเขากำลังดีใจอยู่นั้นจู่ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบรอบๆ ตัว เมื่อเห็นสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากทุกคนพวกเขาก็รู้สึกงุนงง…

            ทุกคนไม่มีอารมณ์มาช่วยพวกเขาคลายข้อสงสัยพวกเขาต่างก็เริ่มทยอยพูดขึ้นมาเพื่อถามขุนนางอาวุโสว่า “ท่านต่ง ท่านซ่งพวกท่านรีบช่วยคิดหาวิธีแก้ปัญหาหน่อยเถิด เราควรจะส่งใครไปที่จวนอู่โฮ่วหรือไม่?”

            ขุนนางอาวุโสหลายคนสบตากันต่างรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรล่าช้าอีกต่อไปแต่เมื่อนึกถึงท่านอัครมหาเสนาบดีฟางซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด พวกเขาก็เพิ่งสังเกตว่าเขาหายไปแล้ว

            “เอ๊ะท่านอัครมหาเสนาบดีฟางล่ะ?”

            “นั่นสิดูเหมือนเขาจะหายไปตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว”

            “ไม่สิท่านอัครมหาเสนาบดีฟางไม่ได้คุกเข่าอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว นี่เขาคงจะไม่ได้กลับไปกับท่านแม่ทัพใหญ่แล้วใช่หรือไม่?”

            เจ้าเฒ่าเจ้าเล่ห์!

            ทุกคนต่างกัดฟันด้วยความแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยากจะตำหนิท่านอัครมหาเสนาบดีฟางที่ไม่เตือนล่วงหน้าและเสียใจที่เมื่อครู่ใจร้อนไปถึงได้ทำเรื่องที่โง่เขลาเช่นนี้ออกมา

            ในขณะที่ขุนนางอาวุโสหลายคนยังคงไม่ได้ข้อสรุปก็มีทหารราชองครักษ์ที่ขี่ม้าเร็ววิ่งเข้ามารายงานว่า “ใต้เท้าทั้งหลาย แย่แล้วแย่แล้ว! กองทัพนอกเมืองเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว!”

            “อะไรนะ?” ทุกคนได้ยินดังนั้นก็หน้าถอดสี ขณะที่พวกเขาพยายามจะลุกขึ้นแต่เพราะว่าหัวเข่าเจ็บจนชาจึงทำให้กระแทกชนกันล้มระเนระนาดไปหมด

            แต่ในตอนนี้ไม่มีใครมีกะจิตกะใจที่จะคร่ำครวญถึงความเจ็บปวดอีกแล้วหากเพราะการยั่วยุของพวกเขาทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่เกิดความคิดจะสังหารขึ้นมาและให้กองทัพสามแสนนายบุกโจมตีเมืองพวกเขาก็จะกลายเป็นคนบาปของซีเฮ่าทั้งหมด ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นแค่ราษฎรในเมืองหลวงก็จะไม่ยอมปล่อยพวกเขาไป

            “ไปลากเจ้าคนโง่เขลาสองคนนี้ไปคุกเข่าขอขมาต่อท่านแม่ทัพใหญ่ที่หน้าประตูจวนอู่โฮ่ว ยังไงก็ต้องให้ท่านแม่ทัพใหญ่คลายโทสะให้ได้”

            เหล่าขุนนางอาวุโสหลายคนตัดสินใจในทันทีพวกเขาไม่กล้าขึ้นนั่งรถม้าและรีบก้าวขาเดินนำหน้าไปยังจวนอู่โฮ่วอย่างรวดเร็ว

            เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างก็รีบติดตามอย่างใกล้ชิดพวกเขาเกรงว่าหากก้าวช้ากว่านี้สักก้าว เมืองหลวงอาจนองไปด้วยเลือด

            หวังฉินและหลิวหลี่ยิ่งตกใจกลัวจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นพวกเขาถูกทหารลากข้ามถนนและลานหน้าบ้าน

            ในตอนนี้การสร้างชื่อให้จารึกในประวัติศาสตร์ถูกโยนทิ้งไปไกลสิ่งใดก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตตนเอง การถูกคนอื่นยกไว้บนแท่นสูงและคำนับให้จะมีเกียรติถึงเพียงไหนก็ไม่สู้การนอนกลิ้งขี้เกียจอยู่ในบ่อน้ำโคลนยิ่งไปกว่านั้นในบ้านของพวกเขายังมีคนแก่และเด็กเล็กอีกหลายสิบชีวิตอยู่อีก…

            แม้ว่าข่าวลือส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งจะเชื่อถือไม่ได้แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันแพร่กระจายเร็วที่สุด

            ข่าวลือที่ว่ากองทัพนอกเมืองเริ่มเคลื่อนไหวและอีกไม่นานจะเริ่มโจมตีเมืองได้แพร่กระจายไปทั่วทุกบ้านเรือนในเมืองหลวงภายในชั่วพริบตาไม่ว่าจะเป็นบ้านของคนมั่งคั่งหรือคนทั่วไปต่างตกใจจนทิ้งชามและตะเกียบในมือพากันวิ่งออกจากบ้านราวกับคนบ้าและพยายามหาที่ซ่อนตัวแต่ในเมื่อเมืองนี้มีพื้นที่จำกัด และถูกกองทัพปิดกั้นทางเข้าออก แล้วจะมีทางหนีรอดได้อย่างไร

            ในขณะที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังจึงมีคนเริ่มถามถึงสาเหตุ เพราะท่านแม่ทัพใหญ่ได้เข้าเมืองแล้วและไม่มีความตั้งใจจะเริ่มการสู้รบใหม่ แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนใจ?

            คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องที่สองสมุหพระอาลักษณ์ขวางประตูเอาไว้และเหล่าขุนนางกว่าร้อยคนร่วมกันแสดงอำนาจข่มขู่ท่านแม่ทัพได้แพร่กระจายไปสู่หูของทุกคนในทันทีโดยมีใครบางคนอยู่เบื้องหลัง

            “พวกขุนนางชั่วสมควรตาย!พวกมันเอาชีวิตของพวกเราไปเล่นเป็นของเล่น!”

            “ใช่แล้วปกติเบ่งอำนาจรังแกพวกเราก็ว่าแย่แล้ว ตอนนี้ยังกล้ารังแกถึงท่านแม่ทัพใหญ่อีกหรือ?”

            “ทุบพวกมันแก้แค้นแทนท่านแม่ทัพใหญ่ บางทีท่านแม่ทัพใหญ่จะได้ไม่บุกโจมตีเมือง!”

            “ใช่ใช่ รีบแก้แค้นแทนท่านแม่ทัพใหญ่กันเถอะ!”

            มนุษย์มักเห็นแก่ตัวโดยธรรมชาติโดยเฉพาะเมื่อเป็นอันตรายต่อชีวิต อำนาจหรือความมั่งคั่งใดๆก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้อีกต่อไป

            สามคนห้าคน หลายสิบคน หนึ่งร้อยคน หลายพันคน…

            ผู้คนทั้งชายหญิงเด็กและผู้สูงอายุจำนวนนับไม่ถ้วนได้รวมตัวกันอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมหาสมุทรแห่งความโกรธแค้น และพากันมุ่งหน้ามารวมตัวกันที่ถนนจู๋เชวี่ย

            เมื่อเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊เดินทางมาถึงหน้าประตูจวนอู่โฮ่วในสภาพหอบแฮ่กๆด้วยความเหนื่อยล้า พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามีราษฎรที่กำลังโกรธแค้นยืนเรียงรายอยู่ตรงข้ามพวกเขา

            “ตีมันฆ่าขุนนางชั่วเหล่านี้ให้ตาย!”

            ไม่รู้ว่าใครในฝูงชนตะโกนออกมาแต่คำพูดนั้นก็เหมือนฉีดเลือดไก่ให้กับทุกคน ทั้งหมดพากันยกใบผักเน่ามันฝรั่งเหี่ยว หัวผักกาดเน่า แม้แต่แผ่นไม้และก้อนหิน ขว้างปาใส่เหล่าขุนนางที่สวมชุดขุนนางซึ่งสังเกตเห็นได้ง่าย

            เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยังไม่ทันรู้ตัวก็ถูกขว้างของใส่อย่างจัง

            “ไอ๊หยาหัวของข้า!”

            “ไอ้พวกชาวบ้านชั้นต่ำพวกนี้คิดจะก่อกบฏกันหรือยังไง!”

            “ทหาร!ทหาร! รีบจับพวกมันให้หมด!”

            บริเวณหน้าประตูจวนอู่โฮ่วที่เงียบสงบมาเป็นเวลานานจู่ๆ ก็กลับมาคึกคักขึ้นทันที แม้ชาวบ้านจะโกรธแค้นเพียงใดแต่ก็ไม่กล้าฆ่าขุนนางเหล่านี้จริงๆ แต่ก็จะไม่ยอมปล่อยให้พวกเขารอดไปได้ง่ายๆเช่นกัน

            ในชั่วพริบตาเดียวเหล่าขุนนางก็เปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิง จากขุนนางอาวุโสกลายเป็นขอทานริมถนนเสนาบดีกลายเป็นชาวนาแก่ที่มีใบผักติดบนหัวขุนนางขั้นสามดูสกปรกยิ่งกว่าสุนัขจรจัดขุนนางขั้นห้ากลายเป็นอันธพาลที่แพ้การต่อสู้สภาพของพวกเขาช่างน่าสมเพชและตกต่ำจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405