กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปราวกับสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับภายในถ้ำศิลาเร้นลับหลังม่านน้ำตกที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ฤดูกาลผันเปลี่ยนจากเหมันต์อันหนาวเหน็บสู่คิมหันต์ที่ร้อนระอุทว่าความเปลี่ยนแปลงภายนอกเ่าั้หาได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กหนุ่มนาม"หลินเทียน" ไม่
นับั้แ่วันที่เขาได้รับสืบทอด"เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์" และก้าวเข้าสู่วิถีแห่งผู้ฝึกตนหลินเทียนก็อุทิศเวลาทุกลมหายใจเข้าออกให้กับการฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติถ้ำแห่งนี้กลายเป็โลกทั้งใบของเขาเป็ทั้งสนามฝึกซ้อมและสถานที่หล่อหลอมจิติญญาอาหารประทังชีวิตมีเพียงปลาตาบอดในแหล่งน้ำใต้ดินและตะไคร่น้ำเรืองแสงที่ขึ้นอยู่ตามผนังถ้ำรสชาติของมันจืดชืดและฝาดเฝื่อนจนแทบกลืนไม่ลงแต่มันก็เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงร่างกายที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวะโของเขา
เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นที่หนึ่ง'รวบรวมปราณจากความว่างเปล่า'ดูเหมือนจะเป็เพียงรากฐานแต่แท้จริงแล้วมันมีความลึกล้ำเกินหยั่งถึง การจะเปลี่ยนพลังฟ้าดินให้กลายเป็ปราณกระบี่ที่แหลมคมนั้นผู้ฝึกต้องละทิ้งความยึดติดในรูปแบบหลินเทียนใช้เวลาหลายเดือนในการทำความเข้าใจปรัชญาข้อนี้เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินริมแอ่งน้ำใต้ดินเฝ้ามองหยดน้ำที่ตกลงมาจากหินย้อยนับครั้งไม่ถ้วน
"น้ำ...ไม่มีรูปร่างที่ตายตัว เมื่ออยู่ในจอกก็เป็จอก เมื่ออยู่ในบึงก็เป็บึงเมื่อกระทบหินผาก็แตกกระจายเป็ละออง ทว่าเมื่อรวมตัวกันเป็คลื่นั์กลับสามารถบดขยี้ได้ทุกสรรพสิ่ง" หลินเทียนพึมพำกับตนเองดวงตาที่เคยสับสนบัดนี้เปล่งประกายแห่งความรู้แจ้ง"กระบี่ไร้ลักษณ์ก็เช่นเดียวกัน หากจิตใจยังยึดติดกับรูปแบบของกระบี่ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากข้อจำกัดของกระบี่ได้ ปราณกระบี่ของข้า ต้องพลิ้วไหวดั่งสายน้ำแต่ต้องแหลมคมดั่งประกายดาวทะลวงจักรวาล!"
เมื่อทะลวงผ่านจุดติดขัดทางความคิดได้การฝึกฝนของเขาก็รุดหน้าไปอย่างก้าวะโหลินเทียนไม่ได้จำกัดการฝึกอยู่เพียงแค่การนั่งสมาธิแต่เขาเลือกใช้วิธีที่ทรมานและอันตรายที่สุดนั่นคือการฝึกฝนร่างกายภายใต้แรงดันของน้ำตกมหาศาล!
ทุกๆ เช้า เขาจะเดินออกไปที่ปากถ้ำยืนหยัดอยู่บนโขดหินลื่นชันยอมให้มวลน้ำที่ตกลงมาจากความสูงนับพันเชียะกระแทกเข้าใส่ร่างกายอย่างบ้าคลั่งแรงกระแทกของมันหนักหน่วงราวกับถูกค้อนเหล็กนับร้อยทุบตีพร้อมๆ กัน ใน่แรกเพียงแค่ยืนได้ไม่ถึงสิบลมหายใจเขาก็ถูกกระแสน้ำซัดจนกระเด็นตกลงไปในแอ่งน้ำเบื้องล่างร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและกระดูกแทบหัก แต่เขาไม่เคยยอมแพ้เขาตะเกียกตะกายขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า โคจรลมปราณสีครามไปทั่วร่างเพื่อต่อต้านแรงดันน้ำ
หนึ่งเดือนผ่านไปหลินเทียนสามารถยืนหยัดใต้น้ำตกได้นานถึงหนึ่งก้านธูป (ประมาณครึ่งชั่วโมง) สามเดือนผ่านไปเขาสามารถยืนได้นานนับชั่วยาม (สองชั่วโมง) โดยที่เท้าไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
บัดนี้ร่างกายของหลินเทียนได้รับการหล่อหลอมจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ากล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาลผิวพรรณเปล่งประกายสีทองแดงสุขภาพดีจากการกรำแดดและลมแม้เสื้อผ้าชุดเดิมจะเปื่อยยุ่ยจนกลายเป็เพียงเศษผ้าขี้ริ้วพันกายแต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับเต็มไปด้วยความสง่างามและน่าเกรงขามดั่งราชสีห์หนุ่ม
"ฮู่ววว..."หลินเทียนพ่นลมหายใจสีขาวขุ่นออกมาเป็สายยาวลมหายใจนั้นพุ่งทะลวงม่านน้ำตกจนเกิดเป็ช่องว่างขนาดใหญ่! เขาลืมตาขึ้นดวงตาคู่คมทอประกายแสงสีครามวาบขึ้นมาในความมืด เขาโคจรลมปราณลงสู่จุดตันเถียนพบว่ากลุ่มก้อนพลังงานบัดนี้ได้ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่างาช้างและมีความหนาแน่นราวกับของเหลว
"ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สาม... ในที่สุดข้าก็ทะลวงคอขวดได้สำเร็จ!"
ความยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินเทียนการเลื่อนระดับจากขั้นหนึ่งสู่ขั้นที่สามในเวลาเพียงครึ่งปีถือเป็พร์ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งในยุทธภพหากบรรดาอัจฉริยะของสำนักใหญ่ได้รับรู้เื่นี้ คงต้องกระอักเืด้วยความอิจฉาแต่หลินเทียนรู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นศัตรูที่เขากำลังจะเผชิญหน้าคือพรรคอีกาโลหิต ซึ่งผู้นำพรรคอาจอยู่ในระดับ 'ก่อตั้งปราณ' หรืออาจจะสูงกว่านั้นการจะล้างแค้นได้ เขาต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้
เด็กหนุ่มก้าวเดินกลับเข้าไปในถ้ำหยิบด้ามกระบี่หักที่เปี่ยมไปด้วยสนิมเขรอะขระขึ้นมาถือไว้ในมือขวาบัดนี้เขาคุ้นเคยกับความเย็นเยียบของมันแล้ว หลินเทียนตั้งสมาธิถ่ายทอดลมปราณสีครามเข้าไปในด้ามไม้
วูบ! ซี่ง!
เสียงแหวกอากาศดังกังวานใสราวกับเสียงัคำรามปราณกระบี่สีครามพุ่งทะยานออกจากด้ามไม้ก่อตัวเป็ใบดาบโปร่งแสงที่สว่างไสวและมั่นคงกว่าเดิมมากความยาวของมันขยายจากหนึ่งเชียะกลายเป็สามเชียะ (ประมาณหนึ่งเมตร)รูปทรงของใบดาบแม้จะดูเรียบง่าย แต่กลับแฝงไปด้วยความคมกริบที่สามารถตัดผ่านทุกสรรพสิ่ง
"เบิกนภาไร้ลักษณ์!"
หลินเทียนตวาดก้องพร้อมกับฟาดฟันปราณกระบี่ออกไปข้างหน้าเป้าหมายคือโขดหินั์ขนาดเท่าบ้านที่ขวางทางเดินลึกเข้าไปในถ้ำปราณกระบี่สีครามพุ่งแหวกอากาศเป็เส้นโค้งครึ่งวงกลมอันงดงามกระแทกเข้ากับโขดหินั์อย่างจัง
ฉัวะ! ครืนนน!
ไม่มีเสียงะเิกึกก้องมีเพียงเสียงตัดผ่านวัตถุที่เฉียบคมอย่างเหลือเชื่อโขดหินั์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าถูกผ่าออกเป็สองซีกอย่างหมดจดรอยตัดเรียบเนียนราวกับผิวกระจกก่อนที่หินครึ่งหนึ่งจะลื่นไถลตกลงมากระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวฝุ่นหินฟุ้งกระจายไปทั่วถ้ำ
หลินเทียนยืนหอบหายใจเล็กน้อยรอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนมุมปากอานุภาพของเคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์นั้นน่าสะพรึงกลัวสมคำร่ำลือแม้จะเป็เพียงการโจมตีพื้นฐานที่ยังไม่ใช่วิชากระบี่ขั้นสูงแต่มันก็มีความรุนแรงเกินกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันจะรับมือได้
เขาเดินข้ามซากหินที่ถูกผ่าครึ่งเข้าไปสำรวจส่วนลึกของถ้ำที่เคยถูกปิดกั้นภายในนั้นเป็โถงหินขนาดเล็กที่ค่อนข้างแห้งแล้งตรงกลางโถงมีโครงกระดูกของสัตว์อสูรขนาดใหญ่คล้ายหมีูเานอนกองอยู่ดูเหมือนมันจะมาสิ้นใจที่นี่เมื่อนานมาแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือหนังของมันที่หนาและทนทานยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา
หลินเทียนตระหนักได้ว่าเสื้อผ้าของตนเองไม่อาจใช้การได้อีกต่อไปเขาจึงใช้ปราณกระบี่ค่อยๆ ชำแหละและตัดเย็บหนังหมีอสูรตัวนั้นอย่างลวกๆนำมาทำเป็ชุดคลุมและรองเท้าหุ้มข้อ แม้รูปทรงจะดูหยาบกระด้างและป่าเถื่อนไปบ้างแต่มันก็ให้ความอบอุ่นและทนทานต่อการขีดข่วนได้ดีเยี่ยม บัดนี้สภาพของหลินเทียนดูไม่ต่างจากพรานป่าหรือชนเผ่าเร่ร่อนในแดนเถื่อนหากไม่มีใครััถึงลมปราณที่ซ่อนเร้นอยู่คงไม่มีใครเชื่อว่าเด็กหนุ่มหน้าตาคมคายในชุดหนังสัตว์ผู้นี้คือผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สาม!
"ถึงเวลาแล้ว..."หลินเทียนแหงนหน้ามองเพดานถ้ำ สายตาของเขาทะลุทะลวงผ่านชั้นหินออกไปสู่โลกภายนอก"เวลาแห่งการเก็บตัวฝึกฝนสิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาที่ข้าต้องออกไปตามหาความจริงและทวงหนี้เืที่พวกมันติดค้างหมู่บ้านหมอกคราม!"
เด็กหนุ่มเก็บด้ามกระบี่หักเหน็บไว้ที่เอวหยิบม้วนคัมภีร์ที่ว่างเปล่าสอดไว้ในสาบเสื้อหนังสัตว์อย่างมิดชิดเขาะโพุ่งตัวทะลุม่านน้ำตกออกมาสู่โลกภายนอกแสงตะวันยามบ่ายสาดส่องกระทบใบหน้า หลินเทียนสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆความรู้สึกของการได้เป็อิสระหลังจากอุดอู้อยู่ในถ้ำนานนับครึ่งปีช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก
เป้าหมายแรกของเขาไม่ใช่การบุกไปพรรคอีกาโลหิตอย่างโง่เขลาเขารู้ตัวดีว่าตนเองยังเปรียบเสมือนตั๊กแตนที่คิดจะขวางรถม้า เขาต้องรวบรวมข่าวสารและประเมินกำลังของศัตรูก่อนหลินเทียนตัดสินใจมุ่งหน้าไปยัง "เมืองชิงเฟิง" (เมืองสายลมโชย)ซึ่งเป็เมืองหน้าด่านขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับเทือกเขาหมื่นลี้ที่สุดที่นั่นเป็ศูนย์รวมของเหล่าจอมยุทธ์ พ่อค้า และนักเดินทาง ข่าวสารทุกชนิดในยุทธภพล้วนหาได้จากที่นั่น
แต่ก่อนจะไปเขาได้แวะกลับไปยังซากหมู่บ้านหมอกครามอีกครั้ง
สภาพของหมู่บ้านในปัจจุบันเต็มไปด้วยเถาวัลย์และวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมซากปรักหักพังธรรมชาติเริ่มทวงคืนพื้นที่ของมันร่องรอยของไฟไหม้ยังคงมีให้เห็นเป็คราบสีดำตามคานไม้ร่างของชาวบ้านถูกสัตว์ป่าคาบไปกินจนเหลือเพียงโครงกระดูกกระจัดกระจายหลินเทียนใช้เวลาครึ่งวันในการรวบรวมกระดูกของทุกคนที่เขาหาพบนำมาฝังไว้รวมกันที่เนินเขาด้านหลังหมู่บ้านและใช้ปราณกระบี่แกะสลักป้ายิญญาขนาดใหญ่จากหินูเา จารึกอักษรด้วยความเคารพว่า'สุสานวีรชนหมู่บ้านหมอกคราม'
เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลุมศพรินสุราที่หมักจากผลไม้ป่าลงบนผืนดิน "ปู่กู่... ลุงหวัง... ป้าหลี่...เสี่ยวิ... และทุกคน ข้าหลินเทียนขอสาบานต่อฟ้าดิน เืทุกหยดที่พวกท่านเสียไปข้าจะให้พวกพรรคอีกาโลหิตชดใช้ด้วยเืร้อยเท่าพันทวีิญญาของพวกท่านจงคอยเฝ้าดูความพินาศของพวกมันเถิด!"
หลังจากการไว้อาลัยหลินเทียนหันหลังเดินเข้าสู่ป่าทึบมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกอันเป็ที่ตั้งของเมืองชิงเฟิงการเดินทางในป่าหมื่นลี้นั้นเต็มไปด้วยอันตรายจากสัตว์อสูรและกับดักธรรมชาติแต่ด้วยประสาทััที่เฉียบคมและวิชาตัวเบาที่เขาดัดแปลงจากการเคลื่อนไหวของสายน้ำหลินเทียนสามารถเคลื่อนที่ผ่านยอดไม้ได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบราวกับภูตผี
สามวันต่อมาขณะที่เขากำลังหยุดพักดื่มน้ำที่ลำธารเล็กๆ กลางป่าลึกหูที่ไวต่อเสียงของเขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างผิดปกติแว่วมาจากทิศทางลม
"ช่วยด้วย!ใครก็ได้ช่วยข้าที!" เสียงร้องขอความช่วยเหลือของหญิงสาวดังขึ้นตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังไล่กวดมาอย่างกระชั้นชิด
หลินเทียนขมวดคิ้วเขาไม่ใช่คนชอบยุ่งเื่ชาวบ้าน แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เขาเข้าไปดูเขาทะยานร่างขึ้นไปซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ที่หนาทึบกลมกลืนไปกับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ สายตาจดจ้องมองผ่านใบไม้ออกไปยังลานกว้างข้างลำธาร
ร่างของหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ขาดวิ่นวิ่งสะดุดรากไม้ล้มลงบนพื้นดินใบหน้าของนางงดงามหมดจด แต่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและความหวาดกลัวนางพยายามตะเกียกตะกายถอยหนี แต่ก็ถูกล้อมกรอบด้วยชายฉกรรจ์สี่คนในชุดคลุมสีดำสนิทบนหน้าอกเสื้อของพวกมันปักลวดลายที่หลินเทียนไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต...
'อีกาโลหิต!'
ดวงตาของหลินเทียนหรี่แคบลงทันทีปราณสังหารที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งทะลักออกมาจากร่างโดยไม่รู้ตัวมือขวาของเขากุมด้ามกระบี่หักที่เอวแน่นจนเส้นเืปูดโปน พวกมันคือศิษย์ระดับล่างของพรรคอีกาโลหิต!แม้จะไม่ใช่กลุ่มเดียวกับที่ไปถล่มหมู่บ้านของเขาแต่ความแค้นนี้มันครอบคลุมไปถึงทุกคนที่สวมชุดนี้!
"จะหนีไปไหนล่ะแม่นางน้อยแห่งพรรคบุปผา์?" ชายชุดดำที่มีรอยแผลเป็บนใบหน้าก้าวออกมาข้างหน้าแววตาเต็มไปด้วยความหื่นกระหายและเย้ยหยัน"คิดหรือว่าหนีเข้ามาในป่าหมื่นลี้แล้วพวกข้าจะหาเ้าไม่เจอ? ยอมส่งมอบ 'แผนที่เส้นทางลับ' มาแต่โดยดีแล้วข้าอาจจะเมตตาให้เ้าปรนนิบัติพวกข้าสักคืนสองคืนก่อนตาย ฮ่าๆๆๆ!"
ศิษย์พรรคอีกาโลหิตอีกสามคนหัวเราะร่วนอย่างชอบใจพลางชักดาบยาวที่อาบยาพิษออกมาจากฝัก ค่อยๆตีวงแคบเข้าหาหญิงสาวที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความสิ้นหวัง นางหลับตาแน่นเตรียมใจรับชะตากรรมอันโหดร้าย
"ช่างน่ารังเกียจไม่เปลี่ยนเลยนะพวกสุนัขรับใช้พรรคมาร"
เสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่เย็นเยียบดังขึ้นจากเบื้องบนทำเอาชายชุดดำทั้งสี่ชะงักงันและเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน
ฟุ่บ!
ร่างในชุดหนังสัตว์ป่ากระโจนลงมาจากยอดไม้อย่างนุ่มนวลไร้ซึ่งเสียงฝีเท้ากระทบพื้น หลินเทียนยืนประจันหน้ากับศิษย์พรรคอีกาโลหิตทั้งสี่ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยเงาจากหมวกหนังสัตว์เผยให้เห็นเพียงริมฝีปากที่เหยียดยิ้มอย่างเ็า
"เ้าเป็ใคร?เ้าป่าเถื่อน! กล้าสอดมือเข้ามายุ่งเื่ของพรรคอีกาโลหิตงั้นรึอยากตายนักใช่ไหม!" ศิษย์หน้าบากตวาดลั่นแม้จะใกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันแต่เมื่อเห็นสภาพเครื่องแต่งกายที่ดูเหมือนคนป่าของหลินเทียนความหวาดกลัวก็มลายหายไปสิ้น
หลินเทียนไม่ตอบคำถาม เขาค่อยๆดึงด้ามกระบี่หักออกจากเอวการกระทำนั้นยิ่งเรียกเสียงหัวเราะเยาะจากศิษย์พรรคมารทั้งสี่
"ฮ่าๆๆ! ดูมันสิ!มันจะเอาท่อนไม้หักๆ นั่นมาสู้กับพวกเรางั้นรึ! สงสัยมันจะอยู่ป่าจนเสียสติไปแล้วไป! พวกเ้าสองคนไปสับมันเป็ชิ้นๆ ซะ ข้าจะไปสนุกกับแม่นางคนสวยนี่ต่อ"ศิษย์หน้าบากออกคำสั่ง
ศิษย์สองคนพุ่งทะยานเข้าหาหลินเทียนพร้อมกับฟาดดาบยาพิษเข้าใส่จุดตายอย่างโเี้ทว่าหลินเทียนเพียงแค่ยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะขยับเท้าหนีจนกระทั่งปลายดาบอยู่ห่างจากคอหอยเพียงไม่กี่ชุ่น (นิ้ว)
"ตายซะเถอะไอ้คนป่า!"
วูบ! ฉัวะ! ฉัวะ!
แสงสีครามสว่างวาบขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีเร็วจนตาเปล่ามองไม่ทัน ไม่มีใครเห็นว่าหลินเทียนออกกระบวนท่าตอนไหนสิ่งที่ทุกคนเห็นคือ ร่างของศิษย์ทั้งสองหยุดชะงักกลางอากาศดาบของพวกมันร่วงหล่นลงพื้น ก่อนที่รอยเส้นสีแดงบางๆ จะปรากฏขึ้นที่ลำคอของทั้งคู่เืสดๆ พุ่งกระฉูดออกมาดั่งน้ำพุร่างไร้ิญญาล้มตึงลงกับพื้นทันทีโดยไม่ทันได้ร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานกว้างศิษย์หน้าบากและเพื่อนอีกคนที่เหลือเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีดขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง หญิงสาวที่นั่งอยู่บนพื้นก็อ้าปากค้างด้วยความในางไม่เคยเห็นวิชากระบี่ที่รวดเร็วและโเี้เช่นนี้มาก่อน
"เมื่อกี้...เ้าทำอะไร..." ศิษย์หน้าบากพูดเสียงสั่น อาวุธในมือเริ่มหนักอึ้ง
หลินเทียนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นดวงตาที่เย็นเยียบดุจมัจจุราช ปราณกระบี่สีครามที่ขยายตัวออกมาจากด้ามไม้หักส่องประกายวาววับในเงามืด"ข้าก็แค่... ชำระดอกเบี้ย"
ฟุ่บ!
ร่างของหลินเทียนหายวับไปจากสายตาศิษย์หน้าบากยังไม่ทันได้กะพริบตาความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นปราดเข้าที่ข้อศอกขวาของมัน
"อ๊ากกกก!"แขนขวาที่ถือดาบของมันถูกตัดขาดกระเด็นไปตกอยู่ไกลออกไป เืพุ่งสาดกระจายมันล้มลงไปดิ้นทุรนทุรายกับพื้นด้วยความเ็ปแสนสาหัส
ส่วนศิษย์อีกคนที่พยายามจะหันหลังวิ่งหนีหลินเทียนเพียงแค่สะบัดข้อมือเบาๆ ปราณกระบี่สีครามก็พุ่งแหวกอากาศราวกับเสี้ยวพระจันทร์ตัดลำตัวของมันขาดเป็สองท่อนกลางอากาศอย่างสยดสยอง!
ภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจศิษย์พรรคอีกาโลหิตสามคนตกตายอย่างอนาถเหลือเพียงศิษย์หน้าบากที่นอนกุมาแร้องโหยหวนอยู่บนพื้นหลินเทียนเดินเข้าไปหามันอย่างช้าๆเสียงฝีเท้าของเขาในยามนี้ไม่ต่างจากเสียงระฆังมรณะในหูของศัตรู
เขากระทืบเท้าลงบนยอดอกของศิษย์หน้าบากบีบให้มันกระอักเืออกมาคำโต ปลายกระบี่ปราณสีครามจ่ออยู่ที่หว่างคิ้วของมัน
"ข้ามีคำถามเพียงข้อเดียว"หลินเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ "พวกเ้าพรรคอีกาโลหิตกำลังตามหาอะไรที่เมืองชิงเฟิง และผู้นำของพวกเ้าอยู่ที่ไหน ตอบมา...หากคำตอบของเ้าทำให้ข้าพอใจ ข้าอาจจะยอมให้เ้าตายอย่างสมบูรณ์แบบ"
การเผชิญหน้าครั้งแรกในฐานะจอมยุทธ์ของหลินเทียนได้จบลงด้วยการนองเืแต่นี่เป็เพียงแค่บททดสอบเล็กๆ เท่านั้นพายุลูกใหญ่ที่แท้จริงกำลังรอคอยเขาอยู่ที่เมืองชิงเฟิง!