กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    No.6 เจรจา

    "กริ๊งงงงง กริ๊งงงงง" เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้นไปทั่ว
    ในขณะที่น็อกสะลึมสะลือ ค่อยๆบิดขี้เกียจลุกขึ้นเก็บของเตรียมจะกลับบ้าน ทันใดนั้นเอง ก็มีร่างของเด็กหนึ่งวิ่งพุ่งเข้ามากอดคอเขาทันที ไม่มีใครอื่นนอกจากนพ เพราะหากไม่ใช่นพแล้วล่ะก็ คงโดนเสยปลายคางอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน 
    "เฮ้!! นี่น็อก นายเก่งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย" นพกล่าวหยอกล้ออย่างมีความสุข เพราะน็อกเป็นเพียงเพื่อนสนิทคนเดียวของนพเช่นกัน 
    ก่อนที่น็อกจะตอบอย่างเป็นกันเอง "ก็เรื่อยๆน่ะ พอดีโดนข่มมานานแล้ว ก็เลยอยากตอบโต้อะไรนิดหน่อยบ้างก็เท่านั้นเอง" น้ำเสียงที่ฟังดูขบขันของน็อก แต่มันก็ทำหลายคนในห้องที่ได้ยินถึงกับขนลุกซู่ขึ้น ก็คงไม่มีใครนอกจากต้นและพรรคพวกของเขานั่นแหละ แต่จู่ๆก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเมื่อ ต้นและกลุ่มของเขาอีก 4 คน เดินตรงมาที่น็อกทันที แต่นพและพรีมที่เห็นแบบนั้นกลับยืนขวางหน้าอย่างไม่เกรงกลัว กระทั่งชลเองที่ไม่เคยยุ่งกับใครก็ออกตัวมายืนหน้าน็อกด้วย โดยมีสายตาของน็อกเหลือบมองเพียงเล็กน้อย ในความทรงจำของน็อก
    นพนั้นเป็นลูกชายเจ้าของห้างสรรพสินค้าใหญ่ย่านใจกลางเมือง มีสมบัติหลายพันล้าน แต่เพราะแบบนั้นนพเลยไม่เคยมีเพื่อนที่จริงใจมาก่อน ส่วนมากที่เข้าหาเขาก็เพียงเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น จนกระทั่งเขาหนีออกจากบ้าน แล้วไปพบเจอกับน็อกในช่วง มอต้น ที่กำลังโดนรังแกอยู่ นพก็เลยเข้าไปช่วยเหลือและมอบเงินให้ไว้เป็นค่ารักษาพยาบาล แต่น็อกปฏิเสธที่จะรับ และไม่ยอมรับการช่วยเหลือใดใดทั้งสิ้น
    นพเลยอดแปลกใจไม่ได้ จากนั้นจึงเริ่มทำการสืบค้นประวัติต่างๆ จนกระทั่งนพได้พบเจอ และยอมกลับไปอยู่บ้านด้วยเหตุผลเดียวคือ เขาต้องการเลือกสถานที่เรียนเอง จากนั้นเมื่อนพเริ่มเข้ามาเรียน เพื่อน และสาวๆ เกือบทุกคนต่างก็รีบเข้ามาตีสนิททันที เมื่อรู้ว่านพเป็นลูกคนรวย ผิดกับน็อกที่ไม่เคยเข้ามาข้องแวะกับตนจนกระทั่ง ต้องเป็นนพเองที่เข้าไปตีสนิทแทนแล้วก็เป็นเพื่อนกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในอนาคตนพถูกฆ่าตายในวัยเพียง 20 ปี
    ส่วนพรีมเองก็เป็นลูกสาวของประธานบริษัทค่ายเพลง JS.Music ที่โด่งดังมาก ส่วนเหตุผลที่พรีมเข้าเรียนที่นี่เพราะพ่อของพรีมเป็นเพื่อนกับผู้อำนวยการ และยังเป็นคนติดดินด้วยเช่นกัน พรีมที่เข้าเรียนที่นี่ ชอบนิสัยใจคอของน็อกเลยเป็นเพื่อนกัน เพราะพรีมนั้นเป็นคนพูดน้อย จึงไม่ค่อยมีเพื่อน ส่วนพ่อแม่ของพรีมเองก็ไม่ได้กีดกัน ถ้าหากน็อกกับพรีมจะคบกัน แต่น็อกคนเก่านั้นมองว่าตัวเองไร้ค่า จึงจ้างสาวมาหลอกว่ามีอะไรกับตนเพื่อให้พรีมเลิกยุ่งเกี่ยวกับเขา สุดท้าย พรีมเสียใจมากก็เลยไปเมาหัวราน้ำ พลาดท่าเสียตัว จนฆ่าตัวตาย ในวัย 20 ปี
    "ไหนบอกแค่ดูแลพ่อแม่ และ น้องสาวไง นี่ทิ้งขี้ไว้ให้เรี่ยราดไปหมด สรุปต้องดูแลทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วยสินะ เฮ้อออ!!?" น็อกได้แต่ถอนหายใจเซงๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเรียกสติกลับมา
    "พวกแกต้องการอะไร" นพกล่าวถามอย่างไม่ค่อยพอใจ
    "ไปซะ" พรีมพูดเพียงสั้นๆ
    "อย่ามายุ่งกับน็อก" ชลเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ โดยมีแววตาแปลกใจของนพกับพรีมมองมา
    "พวกเราไม่ได้จะมาทำอะไร เพียงแค่อยากมาขอโทษน็อกเท่านั้น" เป็นต้นที่เริ่มพูดขึ้น แต่กลับทำให้นักเรียนทั้งห้องถึงกับตะลึง ไม่เว้นแม้แต่นพ พรีม และชล เพราะกลุ่มของต้นนั้นคอยกลั่นแกล้งน็อกตลอดเวลา แต่วันนี้มันผิดคาดเกินจะรับไหว ไหนจะเรื่องม้ามืดพาทีมคว้าแชมป์ ไหนจะเรื่องความรู้ที่สูงส่ง แล้วยังมีกลุ่มของต้นมาเอ่ยขอโทษอีก "นี่มันบ้าไปแล้ววว!!" แต่ทุกคนในห้องกลับผิดคาดเมื่อเจอการตอบรับของน็อก ที่เปลี่ยนแปลงไปราวฟ้ากับเหว
    "ได้สิ จากนี้ไปอย่าไประรานคนอื่นๆอีกล่ะ" น็อกที่ตอบอย่างสบายอารมณ์ก่อนจะเดินไปคว้าคอนพ แล้วจูงมือพรีมกลับบ้าน พร้อมทั้งเรียกชลให้ตามไป โดยมีสายตาเพื่อนร่วมห้องจำนวนมากมองตามอย่างงงๆ
    แล้วทั้งหมดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเรียน พูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนจะเตรียมแยกย้ายกันกลับบ้านกัน นพ กับ พรีม ต่างมีคนขับรถส่วนตัวมารับ ผิดกับ น็อก และ ชล ที่ต้องเดินกลับเอง ทุกครั้ง นพ กับ พรีม มักจะขอไปส่ง น็อก แต่เขาก็ปฏิเสธมาตลอด โดยอ้างว่าบ้านอยู่ใกล้อยากเดินออกกำลังกาย ทุกวันน็อกจะเดินกลับตามลำพัง แต่วันนี้เขามีชลเดินกลับไปเป็นเพื่อนด้วย ชลนั้นในความทรงจำของน็อกแทบไม่มีความสัมพันธ์ใดใดเลย ครอบครัวของชลเองก็ย่ำแย่มากกว่าครอบครัวของน็อกอีก วันนี้ชลในสายตาของน็อกนั้น น่าจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า จึงไม่ได้ปฏิเสธความเป็นเพื่อนไป ระหว่างทางเดินกลับบ้าน เป็นชลที่เริ่มพูด
    "น็อก วันนี้เราต้องขอบใจนายมากนะ"
    "อืม ว่าแต่จะดีหรอ มาอยู่ข้างเราแบบนี้"
    "อย่างน้อยก็ยังพอมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่แหละนะ"
    "ตามใจ อย่าทำให้ผิดหวังละกัน แล้วเจอกันวันจันทร์" น็อกที่พูดจบก็เดินไปอีกทางแยกหนึ่ง เพราะทางกลับบ้านคนละแยกกัน
    เมื่อน็อกกลับมาถึงบ้าน ก็เจอปัญหาใหญ่ทันที พ่อกับแม่ของน็อกหน้านั่งเครียด โดยที่มีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ ในมือถือเอกสารบางอย่าง ถ้าดูจากการแต่งตัวแล้ว น่าจะเป็นพนักงานธนาคาร น็อกก็พอจะเริ่มเดาอะไรบางอย่างได้แล้ว ในขณะกำลังคิดแผนการพลันได้ยินเสียงภารกิจในหัวอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มราวกับรอมานานมาก แล้วรีบเดินตรงเข้าไปทันที
    "คุณเจ้าหน้าที่ค่ะ พวกเราขอเวลาอีกหน่อยได้ไหมค่ะ" เสียงของแม่น็อกที่พยายามขอร้อง
    "ผมขอโทษจริงๆ ครับ แต่ว่ามันเกินกำหนดมามากแล้ว ทางธนาคารเขาเริ่มทำเรื่องฟ้องร้องแล้วนะครับ" เจ้าหน้าที่ธนาคารพูดพลางทำสีหน้าอย่างจนใจ เพราะเขาก็ทำเต็มที่แล้ว
    "ขอเวลาอีก 1 อาทิตย์ก็ได้ครับ ผมจะรีบนำเงินไปเคลียหนี้สินทางธนาคารเองครับ" พ่อของน็อกพยายามเอ่ยขอร้องอีกแรง
    "คงไม่ได้หรอกครับ พรุ่งนี้เที่ยงทางธนาคารก็จะมาทำการอายัดทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว รวมถึงบ้านด้วย ผมขอโทษจริงๆครับ" แต่ทางเจ้าหน้าที่เองก็จนปัญญาจริงๆ เพราะเขาเองก็พยายามยื้อเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว
    ในขณะบรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง น็อกเองก็รับรู้ได้เช่นกัน เขาก็ลอบมองสังเกตเจ้าหน้าที่ธนาคารคนนี้มานานแล้ว รวมทั้งค้นความทรงจำเก่าๆ ทำให้รู้ว่าเจ้าหน้าที่คนนี้เองเขาก็สงสารครอบครัวเขา และเอ็นดูน้องสาวเขาเป็นอย่างมาก จึงพยายามยื้อเวลาการฟ้องร้องจากธนาคารออกมานานที่สุด แต่สุดท้ายครอบครัวเขาก็ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ เพราะพ่อเขาหาเงินเพียงลำพัง ด้วยที่ว่าสภาพร่างกายของแม่ ไม่แข็งแรง ทำให้มีเงินไม่เพียงพอในการใช้จ่าย ในชีวิตที่แล้ว ครอบครัวของเขาโดนอายัดทัพย์สินและบ้าน 
    สุดท้ายก็ต้องไปนอน ข้างถนนราวๆ 2 อาทิตย์ แล้วก็บังเอิญพบเจอกับเจ้าหน้าที่ธนาคารคนนี้อีกครั้งจึงได้รับการช่วยเหลือในเรื่องที่พักพิง ในเมื่อเขาเป็นคนดี มีหรือที่น็อกจะไม่ส่งเสริม แต่ก็ต้องดูว่าเขาจะเชื่อใจเราไหม "ขอโทษนะคร้าบบ ขอยืมไอเดีย การซื้อ-ขาย ผ่าน APP ออนไลน์มาใช้ก่อนนะ" น็อกรีบกล่าวขอโทษภายในใจทันที เพราะแอพนี้เขาเคยแฮกมาในชีวิตก่อน ตอนทำงานในกรมตำรวจเพื่อไว้คอยแทรกแซง หากพบว่ามีการซื้อขายแบบทุจริต
    "อะ..แฮ่ม!! ขอโทษนะครับ คุณเจ้าหน้าที่ ผมมีข้อเสนอน่าสนใจ แลกกับการประวิงเวลา"พ่อแม่ของน็อก ต่างก็หันไปมองน็อกทันที ในตอนแรกพ่อน็อกจะเอ่ยต่อว่าเพราะนี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ถูกแม่ของน็อกหยุดไว้ก่อน จึงเงียบลงและรอฟัง โดยมีเจ้าหน้าที่ธนาคารมองมาด้วยความแปลกใจ
    "ข้อเสนออะไรหรอ หนุ่มน้อย" ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร และเป็นกันเองอย่างมาก โดยไม่มีท่าทีดูถูกใดใดทั้งสิ้น เพราะเขาเองก็ตั้งใจจะช่วยเหลือครอบครัวนี้เหมือนกัน 
    "ผมจะนำเสนอระบบการ ซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์ ผ่านระบบมือถือ จากการสร้าง APP ออนไลน์ของธนาคารโดยตรง ผมขอหุ้น 10% และจะให้พ่อผมเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว" น็อกพูดด้วยสีหน้าจริงจังทันที เพราะนี่เปรียบเสมือนการ เจรจา ต่อรอง และเขาไม่ยอมเสียเปรียบแน่นอน
    "เธอทำได้จริง"
    "แน่นอน ผมไม่ชอบการล้อเล่น"
    "อืมมม.....!! ความมั่นใจ และ ระยะเวลาล่ะ"
    "100% ส่วนระยะเวลาขึ้นอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คที่ใช้ อย่างช้าสุด ไม่เกิน 40 นาที นับตั้งแต่ข้อตกลงสมบูรณ์"
    เจ้าหน้าที่ธนาคารรู้สึกราวกับว่าเขาไม่ได้พูดคุยกับเด็กหนุ่มทั่วไป แต่เหมือนกับการพูดคุยเชิงธุรกิจซะมากกว่า แต่หุ้น 10% ก็ถือว่าเยอะเกินไป แต่หากเขาสร้างมันสำเร็จขึ้นมา ระบบธนาคารทั่วโลกจะต้องสั่นสะเทือนแน่ๆ ขณะที่กำลังชั่งใจอยู่นั้น พอลองสบตากับเด็กหนุ่มตรงหน้าที่นิ่งสงบไม่หวั่นไหวใดใด ก็คิดได้ทันทีเขาคงไม่เหมาะกับการเจรจาเท่าไหร่นัก จึงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วก็ขอออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอกทันที
    "ลูกแม่ เจ้าคิดจะทำอะไร" ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ธนาคารออกไป แม่ของน็อกก็รีบถามขึ้นทันที โดยมีสายตาของพ่อน็อกมองมาเหมือนจะสื่อความหมายเดียวกัน
    "แม่ครับ แม่เชื่อใจผมไหมครับ"
    "แน่นอน สิลูก"
    "ผมจะทวงทุกสิ่งทุกอย่างกลับมา และยกระดับฐานะของครอบครัวเราให้สูงขึ้น" น็อกพูดขึ้นอย่างปกติ เพราะเขาได้เห็นชีวิตคนในครอบครัวของเขาทุกคน และที่ต้องการ "ทวงทุกสิ่งทุกอย่างกลับมา" กลับมาของน็อกหมายถึง ชีวิตคนในครอบครัว บ้าน ทรัพย์สมบัติที่เหลืออยู่ [น้อยนิด]แต่กลับกัน มันทำให้พ่อและแม่ของน็อก รู้สึกหวาดกลัวขึ้น หรือว่า "ลูกเราจะรู้....." ก่อนจะคิดอะไรไปต่อนั้น เจ้าหน้าที่ธนาคารก็เดินเข้ามาพร้อมด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียดเป็นอย่างมาก น็อกที่เห็นแบบนั้นก็พอเข้าใจในทันที ก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ
    "ขอบคุณครับ ที่เชื่อใจผม ไม่ต้องห่วงนะครับหน้าที่ในการทำงานของคุณจะไม่สั่นคลอนแน่นอน" 
    แต่นั่นก็เพียงพอจะทำให้เจ้าหน้าที่ธนาคารคลายสีหน้าความตึงเครียดได้ทันที ก่อนจะเอ่ยออกมา "อีก 20 นาที ท่านประธานและเลขา จะมาที่นี่ เพื่อคุยเกี่ยวกับผลงานที่เธอนำเสนอ [พอดีประธานทานอาหารอยู่ร้านใกล้ๆบ้านน็อกพอดี]"
    "อย่าทำให้ความเชื่อใจของฉันสูญเปล่าล่ะ เจ้าหนุ่ม" เจ้าหน้าที่พูดด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลงมาก