จบเื่ของเจ๊พร
ไปได้เพียงแค่นับอาทิตย์ ในสัปดาห์ต่อมาพระเดชก็สร้างวีรกรรมใหม่ด้วยเื่ของโรงพิมพ์เฮียฮั้วได้อีกล่ะ
ในตอนที่หลวงตาแช่มพาพระเดชไปรับบาตรป้าวิภา…สาวใหญ่ที่ถึงจะถูกคนแถวนี้เรียกว่าป้ากันจนชินปากแต่อันที่จริงแล้วอายุวัยของเธอก็เพิ่งจะอยู่ใน่ย่างเข้าสี่สิบเท่านั้น
คนสมัยก่อนอาจดูแก่เร็วก็จริง แต่วิภาในวัยสี่สิบก็ยังดูเป็สาวสวยหน้าอ่อนเยาว์เหมือนกับอายุสักสามสิบห้าได้
วิภาเป็ภรรยาของเฮียฮั้วผู้เป็เ้าของโรงพิมพ์ ‘วิทยศิลป์การพิมพ์’ ที่จะมักจะมาใส่บาตรในทุกวันพระอยู่เป็ประจำ
และในวันนั้นพระเดชที่ตามปกติแล้วจะวางตนสงบเสงี่ยมไม่พูดไม่จามาโดยตลอด แต่อยู่ ๆ ก็มองเหม่อผ่านม่านประตูเหล็กม้วน[1]ที่ปิดสนิทเหมือนกับว่าสามารถมองเห็นทะลุผ่านประตูแผ่นหนาเข้าไปด้านในได้อย่างนั้น
แล้วในตอนที่ป้าวิภาใส่บาตรเสร็จเมื่อให้พรเป็ที่เรียบร้อยแล้วอยู่ ๆ พระเดชก็พูดขึ้นมา
“น้ำยาถังดับเพลิงเปลี่ยนเมื่อไหร่เหรอครับ?”
“เอ๊ะ…? น้ำยา?”
ป้าวิภาทำหน้างงเมื่ออยู่ ๆพระรูปนี้ก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“โรงพิมพ์ทำงานเกี่ยวกับกระดาษ เชื้อเพลิงอย่างดีเชียวหมั่นเติมน้ำยาถังดับเพลิงเอาไว้ อย่ารอให้หมดอายุจะเป็การดีกว่า”
พระเดชพูดต่อโดยไม่รอคำตอบจากป้าวิภา
“คะ? เ้าค่ะเดี๋ยววันนี้จะโทรเรียกให้ช่างที่ดูแลเข้ามาดูเลยเ้าค่ะ”
ป้าวิภาเผลอรับปากไปอย่างงง ๆแต่ขณะที่พูดอยู่นั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าช่างเติมน้ำยาเคยโทรมาเตือนแล้วนี่นาว่าถังดับเพลิงหกเจ็ดตัวที่โรงพิมพ์ของเธอนั้นน้ำยาน่าจะหมดอายุไปหลายเดือนแล้ว
“ไหน ๆ จะเรียกช่างแล้ว ก็เรียกช่างไฟเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อยของระบบไฟด้วยท่าจะดีอยู่นะ”พระเดชพูดต่อ
“เ้าค่ะ เดี๋ยวเรียกมาวันนี้เลยเ้าค่ะ” ป้าวิภาเผลอรับคำไปเบลอ ๆ อีกครั้งทั้งที่ยังงุนงง
พอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้แต่โดยดีแล้วพระเดชก็เหยียดยิ้มบางบนดวงหน้าก่อนจะออกบิณฑบาตเดินตามหลังหลวงตาแช่มไปอย่างเงียบ ๆจนเมื่อผ่านเลยโรงพิมพ์เฮียฮั้วไปได้สักพัก พระเดชก็เหมือนจะนึกอะไรออกขึ้นมาได้
“หลวงตาครับ พรุ่งนี้ถ้าป้าวิภามาที่วัด…”
“หลวงพี่ทำวัตรอยู่…อย่างนั้นสินะ” ท่านสมภารแทรกขึ้นอย่างรู้ทัน
“ผมทำวัตรจริง ๆ นะขอรับ”
พระเดชยิ้มหน้าแหย
นี่แหละน้าาาาคนเราถึงไม่ควรจะไปเผือกกับกรรมของชาวบ้าน เดือดร้อนพระเ้าเดือดร้อนถึงท่านสมภารเข้าให้ตลอดเลย
แต่ถ้าว่าอย่างนั้น เวลาเห็นคนจะเดือดร้อนถ้าเราช่วยได้แต่ดันอุบไว้ไม่ยอมช่วย เป็แบบนั้นไตเติ้ลก็ทนตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
“เห็นอะไรรึ ไปทักเขาอย่างนั้น” หลวงตาแสร้งลองซัก
“มิได้ครับ มันแค่รู้สึกว่าต้องพูด” พระเดชตอบ
นั่นปะไร เ้าเดชภาคฉลาดพูดมาเกมนี้ได้ตลอดลองเป็เื่ที่ไม่คิดจะพูดจะบอกแล้ว ให้ซักอย่างไรก็ไม่มีทางรู้ความได้เด็ดขาดแต่เอาเถอะอย่างไรเสียเดี๋ยวพรุ่งนี้ป้าวิภาโผล่มาหลวงตาแช่มซักถามเอาจากป้าวิภาก็ได้
คราวก่อนเื่เจ๊พรแลดูไม่บังเอิญอยู่แม้ว่าหลังจากนั้นพระเดชจะตอบว่ามันบังเอิญก็ตามแต่คราวนี้หลวงตาแช่มก็ยังคิดว่าไม่ว่าเื่อะไรที่จะเกิดขึ้นกับป้าวิภาในวันนี้นั้นก็ไม่น่าจะเป็เื่บังเอิญอีกอย่างแน่นอน
แล้วก็เป็ไปตามคาด วันรุ่งขึ้นอยู่ ๆป้าวิภาพร้อมเฮียฮั้วก็แห่กันมากับของทำบุญมากมายมาตามหาพระบวชใหม่รูปนั้นเพื่อที่จะทำบุญด้วย
เพราะว่าพระเดชทำวัตรใกล้เสร็จแล้วเวลาเพลอย่างไรเสียก็ต้องหยุดมาฉัน[2]อาหาร หลวงตาจึงให้เฮียฮั้วและป้าวิภาถวายสังฆทานสิ่งของที่นำมาก่อนส่วนถ้าทั้งสองคนอยากจะเจอกับพระบวชใหม่รูปนั้นก็ต้องรอจนเวลาเพล หากพระเดชทำวัตรเสร็จแล้วก็จะมาเพลรวมกับพระรูปอื่นที่หอฉัน[3]
คราวนี้ท่านสมภารเจตนาจะให้พระเดชเผชิญหน้ากับสองผัวเมียเ้าของโรงพิมพ์คู่นี้ป้าวิภาและเฮียฮั้วฐานะดีมากทำงานธุรกิจโรงพิมพ์ได้ต่างก็เป็คนมีความรู้กันทั้งคู่ ถึงจะพูดจาเข้าใจง่ายไม่บังคับยัดเยียดบุญอย่างเจ๊พรแต่คนมีเหตุผลทั้งยังฉลาดทันกันนั้นรับมือยากยิ่งกว่าหลวงตาแช่มอยากจะรู้นักว่าพระเดชจะรับมือสองผัวเมียคู่นี้ได้หรือไม่ อย่างไร
“มนุษย์เราใครกันจะรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้”
พระเดชพูดด้วยจริยะ[4]วาจาฟังสุภาพรื่นหู
“มันไม่มีทางบังเอิญได้แล้วหลวงพี่เมื่อวานเพราะได้หลวงพี่เตือนคุณวิภาถึงตามช่างมาเติมน้ำยา ตามช่างมาดูไฟ ปรากฏว่าตอนที่ตรวจดูระบบไฟอยู่นั้นก็เกิดไฟฟ้าลัดวงจรเข้าพอดีสายไฟมันละลายจนทองแดงไปซ้อนกัน พอไฟลุกไอ้เราก็ไอ้หยา!คว้าถังดับเพลิงมาฉีดได้ทันควัน ฝุ่นเคมีคลุ้งไปหมด แต่ก็รอดไฟไหม้ได้ฉิวเฉียดถ้าหลวงพี่ไม่เตือนก่อนพวกผมได้ซี้แหง๋กันไปแล้วทั้งคู่”
“ก็แค่คิดว่าควรต้องพูด” พระเดชตอบเลี่ยงไปมา
“แค่คิดไม่ได้สิเ้าคะ มีพระเป็สิบผ่านมารับบิณฑบาตกับดิฉันไม่เคยมีรูปไหนอยู่ ๆ ก็คิดพูดเตือนเื่น้ำยาดับเพลิงเลยสักรูป”
“ใช่ครับ ถ้าหลวงพี่ไม่เตือนไว้เราไม่ไปเช็กดูก็ไม่เห็น ไฟอาจจะลุกลามขึ้นใหญ่โตโดยไม่มีใครรู้ถังดับเพลิงที่มีอยู่ก็น้ำยาหมดอายุ ใช้งานจริงก็ไม่ได้โรงพิมพ์มีแต่กระดาษทั้งนั้น ไฟไหม้ใหญ่โตแน่ ๆ” เฮียฮั้วรีบเสริมคำภรรยา
“ไม่คิดว่าเป็บุญของพวกโยมที่ใส่บาตรทำบุญกันอยู่ตลอดหรอกหรือเทวดาเ้าที่เ้าทางจึงดลให้อาตมาพูดเตือนออกไปได้ทันจังหวะพอดี”
พระเดชตอบ จริยะยังคงสุภาพสำรวม
เมื่อหลวงพี่ว่าอย่างนั้นสองสามีภรรยาต่างก็หันมองสบตากัน
แหม… เ้าที่เ้าทางก็ช่างบังเอิญมาดลได้เอากับพระรูปนี้เนี่ยนะหลวงตาแช่มมารับบาตรทุกวันพระยังไม่เห็นเ้าที่จะดลให้หลุดปากได้เลย
“เอาเถอะ หลวงพี่ว่าบังเอิญก็บังเอิญ แต่พวกอั๊ว…เอ้ย! กระผมอยากทำบุญกับหลวงพี่ หลวงตาท่านว่าหลวงพี่ไม่ชอบรับซองปัจจัยพอมีอะไรที่พวกผมจะจัดหาทำบุญกับหลวงพี่ได้บ้างขอรับ” เฮียฮั้วเปลี่ยนเื่
พระปากแข็งนั้นไม่เหมือนฆราวาส[5]ที่โกหกปากแข็งแต่เพราะหลายอย่างเป็สิ่งที่พูดไม่ได้ อวดอ้างไม่ได้ เพราะอาจผิดหลักปฏิบัติเป็การอวดอุตริเอาได้ พอคิดได้อย่างนี้แล้วเฮียฮั้วจึงยอมรามือให้แต่โดยดี
หลวงตาแช่มมองพระและโยมเถียงกันไปมาก็ให้นึกสนุกอยู่ในใจเ้าเดชรอดตัวไปได้หนึ่งกรณี มาดูอีกกรณีซิว่าเ้านี่จะบอกบุญยังไงเฮียฮั้วกับเมียจึงจะพอใจว่าได้ทำบุญกับพระรูปนี้แล้วจริง ๆ
“ถ้าพอมีปัจจัยกำลัง ก็จัดชุดข้าวสารอาหารแห้งชุดยารักษาโรค ยาสามัญประจำบ้าน ยาทาแก้เชื้อรา แก้น้ำกัดเท้า แยกไว้เป็ถุงเล็ก ๆพอสะดวกแจกจ่าย ปริมาณจำนวนตามกำลังศรัทธา เอามาถวายเข้าวัดให้กับหลวงตาก็ได้ครับ”พระเดชตอบ
“หือ? หลวงพี่จะเอาไปแจกเหรอครับ” เฮียฮั้วซัก
“วัดจำเป็ต้องใช้เยอะอยู่จะติดสติ๊กเกอร์โรงพิมพ์ไว้ที่หน้าถุงก็ได้ เวลาอนุโมทนาอุทิศบุญจะได้รู้ว่าบุญนี้มาจากผู้ใด”พระเดชตอบ
เฮียฮั้วฟังแล้วก็นิ่งคิดไปชั่วครู่นึกไม่ออกว่าวัดจะเอาชุดข้าวสารอาหารแห้งและยารักษาโรคไปทำอะไรมากมาย แต่คิด ๆดูแล้วก็น่าจะมีประโยชน์ พระรูปนี้ดูไม่เหมือนพระอื่นใดจริงๆ ปฏิบัติเคร่งครัด เงินทองไม่แตะต้องไม่ว่าวัดจะเอาชุดของพวกนี้ไปทำอะไรมากมายนั้น แต่แค่ได้ทำบุญร่วมกับพระดี ๆอย่างนี้ก็ถือเป็มงคลชีวิตแล้วอย่างหนึ่ง
พิจารณาได้เช่นนั้นเฮียฮั้วกับภรรยาก็พากันกราบลาและผ่านไปเพียงสามวันก็มีชุดข้าวสารอาหารแห้ง ติดสติ๊กเกอร์ ‘วิทยศิลป์การพิมพ์’ ส่งมาถวายเป็
สังฆทานให้กับที่วัดถึงห้าร้อยชุด.
[1]ประตูเหล็กม้วน ประตูเหล็กหน้าร้านค้าจำพวกตึกแถวลักษณะเมื่อจะเปิดเหล็กก็จะม้วนเก็บขึ้น้าเมื่อปิดก็ใช้ขอเกี่ยวดึงประตูลงมาปิดล็อคกุญแจที่พื้น
[2]ฉัน คำศัพท์ใช้กับพระสงฆ์ แปลว่า ทาน
[3]หอฉัน อาคารที่สร้างขึ้นในวัดเป็ที่สำหรับพระภิกษุสามเณรนั่งฉันอาหารและทำวัตรสวดมนต์
[4]จริยะ หมายถึง ความประพฤติ, กิริยาที่ควรประพฤติ ธรรม หมายถึงคุณความดี,หลักปฏิบัติ,หลักคำสอนมักใช้เรียกพระสงฆ์ที่มีกริยสุภาพ สำรวม ว่ามีจริยะที่ดี
[5]ฆราวาส หมายถึง ผู้ครองเรือนบุคคลธรรมดาสามัญที่ไม่ได้บวชเป็พระอยู่ในเพศบรรพชิต