สภาพห้องขังบนผาสำนึกตน เกือบจะเรียกได้ว่าแทบจะถูกปิดผนึกอย่างสมบูรณ์ ภายในห้องขังมีเพียงแค่ช่องระบายอากาศเล็กๆ เอาไว้ ไม่ว่าผู้ถูกคุมขังจะดื่ม จะกิน หรือ ขับถ่าย ล้วนต้องทำทุกอย่างอยู่ภายในห้องแคบๆ แห่งนี้เท่านั้น นอกจากห้องขังจะคับแคบแล้วมันยังมืดสนิทอีกด้วย ซึ่งความมืดของมันเรียกได้ว่าไม่อาจแม้แต่เห็นนิ้วมือของตนเองได้เลย หากต้องติดอยู่ในนี้นานแรมปี รับรองว่าบุคคลทั่วไปคงไม่อาจจะทานทน แรงกดดันเหล่านี้ได้
การที่เฟิงซัวหยา มอบบทลงโทษนี้ให้แก่อู่ อวี้ อาจเป็ไปได้ว่าเขา้าทดสอบ ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในเส้นทางผู้ฝึกตนของอู่ อวี้ ซึ่งถือว่าเป็บทบาทสำคัญในการปูรากฐาน เนื่องจากหนทางข้างหน้าของผู้ฝึกตน ล้วนเต็มไปด้วยภยันตราย และ อุปสรรคขวากหนามมากมาย หากเขามีความพากเพียรมุมานะไม่มากพอ ก็คงเป็เื่ยากที่ภายภาคหน้าเขาจะประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ได้
หลังจากอู่ อวี้ ผ่านการทดสอบคัดเลือกศิษย์ จนได้เข้ามาเป็ศิษย์นอกของนิกาย ด้วยระยะเวลาอันสั้นของการเข้ามาเป็ศิษย์นี้ เขากลับได้สร้างวีรกรรมอันลือลั่นขึ้นมา ด้วยการปลิดชีพศิษย์ร่วมสำนักไปถึง 5 คน แม้เื่ราวจะลุกลามใหญ่โต แต่ทั้งหมดใช้เวลาแค่เพียงสั้นๆ เท่านั้น มันกลับส่งผลกระทบแก่เขาอย่างมหาศาล มันทำให้ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนแปลงไป ณ เวลานี้เขาได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งผู้ฝึกตนอย่างแท้จริงแล้ว มันช่างเป็ความรู้สึกที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ระยะเวลา 1 ปีของการต้องโทษ มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว หรือ ท้อถอยแม้แต่น้อย เพราะสำหรับเขาแล้วมันถือเป็โอกาสอันดียิ่ง นับจากนี้เขาจะสามารถฝึกตนได้อย่างสงบสุข ไร้ซึ่งผู้คนมารบกวนจิตใจให้ว่อกแว่กยามฝึกตน ซึ่งนับเป็โอกาสอันหาได้ยาก เมื่อทุกอย่างเป็ใจให้เขาถึงเพียงนี้ เขาจะต้องทะลวงผ่านไปสู่ระดับที่สูงยิ่งขึ้น ให้จงได้!
" ตาม ‘กฎนิกายแห่งวิถีกระบี่’ โดยปกติแล้วการที่ข้ากระทำเื่อุกอาจโดยการสังหารศิษย์ร่วมสำนักไปถึง 5 คนเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็การละเมิดกฎนิกายอย่างร้ายแรง หากว่ากันตามเนื้อผ้า ป่านนี้ข้าคงถูกสังหารให้ตกตายตามพวกมันไป ั้แ่ข้าอยู่บนยอดเขาิเทียนแล้ว เมื่อเื่ราวทุกอย่างออกมาในรูปนี้ ข้าก็มิควรลังเลสิ่งใดอีกต่อไป ความลังเลอาจทำให้ข้าต้องละทิ้งเส้นทางแห่งการฝึกตนไป หากข้าทำเช่นนั้นก็เท่ากับว่าข้ากำลังหันหลังให้กับวิถีแห่งการเข้าสู่การเป็เซียน นี่สินะคือสิ่งที่ท่านเ้านิกาย้าจะสั่งสอนข้า ถ้าเช่นนั้นก็ไม่จำเป็ต้องพูดให้มากความอีกต่อไป "
ภายในห้องขังที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด มีเพียงเส้นแสงบางๆ ลอดเล็ดผ่านเข้ามาทางช่องระบายอากาศเล็ก ๆ ในเวลานี้เขาปรารถนาจะศึกษาข้อมูลต่างๆ ภายในคัมภีร์ทั้ง 3 เล่ม ไม่ว่าจะเป็ "กฎนิกาย" หรือ "บันทึกแห่งเทือกเขาคราม" ซึ่งใช้เวลาทำความเข้าใจน่าจะซักครึ่งชั่วยามก็จะเสร็จสิ้น ฉะนั้นแล้วเขาจึงไม่เร่งรีบฝึกปรือตอนนี้
" แผนภูมิดินแดนเทพตงเสิ้ง (ทวีปทวยเทพแห่งทิศบูรพา) " มันมีเนื้อหา และ ถูกรวบรวมเป็ตำรากว่า 10 เล่ม ซึ่งรวมถึงกฎข้อห้ามของผู้ฝึกตนนิกายกระบี่ ภายในบันทึกมีข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ของดินแดนเทพตงเสิ้ง ซึ่งประกอบด้วย 3,000 อาณาจักร์ ตำแหน่งของตระกูลหลักๆ ซึ่งเป็เหมือนกับประตูหน้าด่านขนาดใหญ่ เหล่าขุมอำนาจ ตระกูลยิบย่อย ปีศาจ มารและเหล่าอสูรต่างๆ สถานที่หวงห้ามของจิติญญาเซียน สมบัติล้ำค่าหายาก วิชาเต๋า สมุนไพรโอสถหลากหลายชนิด เครื่องราง ฯลฯ หลังจากอู่ อวี้ อ่านตำราเหล่านี้จนจบสิ้น มันก็ทำให้เขาได้เปิดโลกกว้างมากขึ้น ราวกับว่าเขานั้นได้เบิกเนตรขึ้นมา ซึ่งในวันนี้เขาได้ล่วงรู้หลายสิ่งหลายอย่าง และล่วงรู้แล้วว่าบนโลกที่เขาเป็อยู่นั้นกว้างใหญ่เพียงใด
" ดินแดนกว้างใหญ่แห่งนี้เรียกว่า ดินแดนเทพตงเสิ้ง ถูกล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทรไร้ขอบเขตสิ้นสุด นอกจากจะถูกห้อมล้อมไปด้วยมหาสมุทรแล้ว ดินแดนเทพตงเสิ้งยังมีเทือกเขาน้อยใหญ่ มีแม่น้ำลำธารที่งดงามตระการตาราวกับดินแดน์ หลายคนไม่สามารถย่างเหยียบเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ได้ หลายคนต้องตกตายไป ซึ่งใน 3,000 อาณาจักรนี้ หนึ่งในนั้นก็คืออาณาจักรบูรพาเย่วอู่ของเขา ที่ตั้งอยู่เหนือสุดของทางทิศบูรพา และอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ก็นับว่าเป็หนึ่งในอาณาจักรที่แข็งแกร่งอยู่ แต่หากต้องนับรวมจากอาณาจักรทั้ง 3,000 ระดับความแข็งแกร่งของอาณาจักรบูรพาเยว่อู่อาจจะน้อยกว่า 1 ใน 10 เสียด้วยซ้ำ ซึ่งกล่าวได้ว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินเป็อย่างมาก "
" หากว่ากันตามเนื้อผ้า ประมาณพื้นที่ 1 ใน 3 ส่วนของดินแดนเทพตงเสิ้ง เป็พื้นที่ของ 3,000 อาณาจักร์ ส่วนอีกสองส่วนนั้นถือเป็สถานที่อันตราย และถูกจัดเป็สถานที่ต้องห้ามที่บุคคลภายนอก หากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า ก็มิอาจล่วงล้ำเข้าไปได้ และพื้นที่เหล่านี้ ก็มีปีศาจมากมายอาศัยอยู่ ซึ่งความแข็งแกร่งของพวกมันก็ค่อนข้างจะมีระดับสูงมากทีเดียว หากผู้ใดเล็ดลอดเข้าไป คนผู้นั้นก็ยากจะมีชีวิตรอดกลับออกมาได้ แถมพื้นที่สองส่วนนั้นก็ยังมีซากอารยธรรมโบราณของเหล่าสำนักและนิกายมากมาย ที่เกิดจากการสู้รบของเหล่าปีศาจและเหล่าเทพเซียนอีกด้วย จึงทำให้มีอันตรายมากมายที่พร้อมจะคร่าชีวิตผู้ที่เล็ดลอดเข้าไปได้ดั่งพลิกฝ่ามือ ดังนั้นหากกล่าวกันตามตรง ภายในดินแดนเทพตงเสิ้งนั้น นิกายกระบี่์ถือว่าได้รับความนิยมมากพอตัว เป็เพราะว่าทางนิกายได้มีการแลกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์กับเหล่านิกาย ตระกูล และสำนักต่าง ๆ อีกมากมายจึงทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีขึ้น "
ทุกหนแห่งบนเทือกเขาคราม หากมนุษย์คนใดมีวาสนามากพอ คนผู้นั้นจะสามารถปีนขึ้นมายังเทือกเขาครามได้ และจะมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่
" ข้าจะต้องฝึกตน ให้มีความรุดหน้ามากยิ่งขึ้น! เพราะนับจากนี้เป้าหมายของข้าถูกวางไว้บนเส้นทางที่กว้างใหญ่ นั่นก็คือดินแดนเทพตงเสิ้ง! ถึงข้าไม่รู้ว่าอารามของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เหนือฟ้าดินจะอยู่ ณ สถานที่ใดภายในดินแดนแห่งเทพตงเสิ้ง หรือ แม้แต่ข้อมูลที่จะชี้เบาะแสไปถึงอาราม นั้นจะอยู่แห่งหนใดบ้างก็เถอะ"
เพียงแค่บันทึกใน "แผนภูมิดินแดนเทพตงเสิ้ง " ก็ทำให้อู่ อวี้นั้นรู้แจ้งเกี่ยวกับดินแดนต่าง ๆ ขึ้นมาอีกขั้น
" สิ่งสำคัญคือมองการณ์ไกล ไม่ปิดกั้นความก้าวหน้าของตนเอง เพื่อตัวข้าจะได้รุดหน้าขึ้น ข้าต้องสร้างพื้นฐานการฝึกตนของข้า ให้เป็เหมือนดั่งผืนปฐีที่หนักแน่นมั่นคง ข้าพยายามทุ่มเทอย่างหนัก ครั้งเมื่อข้าได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในอาณาจักร์ ข้าได้ฝึกปรือเคล็ดวิชากายาเพชระอย่าง มานะบากบั่น เพื่อให้ตนเองถึงขั้นที่ 5 แล้วข้าก็สามารถทำสำเร็จได้ในที่สุด จนบัดนี้ข้าก็ยังหมั่นฝึกฝนอย่างหนักต่อไป "
การที่เขาสังหารซือตู๋ จิน และ ซือตู๋ คัง พี่ชายทั้งสองของซือตู๋ิหลาง เด็กชายวัย 13 ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยพร์ ซึ่งเป็สัจธรรมว่าผู้ใดกระทำชั่ว คนผู้นั้นย่อมต้องถูกแก้แค้น ซึ่งความแค้นในครั้งนี้คงไม่อาจอยู่ร่วมใต้ผืนฟ้า หรือ ผืนปฐีเดียวกันได้ อีก 1 ปีข้างหน้า เมื่ออู่ อวี้พ้นโทษจากผาสำนึกตน เมื่อนั้นจะเป็การชี้ชะตาในภายภาคหน้าของเขาว่าจะก้าวไกลสักเพียงใด และยังเป็การชี้ชะตาว่าเขาจะอยู่ หรือ ตาย
" ซือตู๋ ิหลางนั้นเยาว์กว่าข้านัก หากข้าผู้ซึ่งาุโกว่าต้องมาต่อสู้กับผู้เยาว์เยี่ยงนี้ เกรงว่าคงไม่ต่างจากผู้ใหญ่รังแกเด็ก "
แต่หากตนผู้ที่ถือว่าาุโกว่าแล้วได้ต่อสู้จนพ่ายแพ้แก่รุ่นเยาว์ไป เขาคงได้อับอายจนต้องแทบแทรกแผ่นดินหนีเป็แน่แท้ ที่สำคัญยิ่ง...คงไม่ใช่ตัวเขาเพียงผู้เดียวที่ได้รับความอับอายเท่านั้น แต่มันคงจะลุกลามไปถึงท่านเ้านิกายอย่างแน่นอน
มีเวลา 1 ปี ฉะนั้นเขาจำต้องรีบเร่งฝึกปรือ ให้วิชารุดหน้าโดยไวที่สุด!
" การสละร่างขั้นที่ 6 ของเคล็ดวิชากายาเพชระ ก็คือ ' ผลึกชีพจรทองคำทั่วร่าง ' ขั้นตอนการฝึกฝน ข้าจะต้องทำการเปิดจุดชีพจรของตัวเองทั้งหมดที่อยู่ภายในร่าง จากนั้นก็ใช้ความร้อนเผาผลาญจุดชีพจร จนจุดชีพจรทั่วร่างจนกลายเป็ผลึก และ เมื่อมันกลายเป็ผลึกแล้ว จุดชีพจรเ่าั้จะส่องแสงระยิบระยับ ราวกับดวงดาราสีทองที่สุกสว่างอยู่บนท้องนภา แต่ระดับความร้อนที่ต้องใช้ในการเผาผลาญ เป็ระดับความร้อนเทียบเท่ากับแสงของดวงตะวัน! "
เคล็ดวิชากายาเพชระ ยิ่งผู้ฝึกสามารถทะลวงผ่านระดับขั้นสูงมากขึ้นเท่าใด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งน่าทึ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะพลองั์ที่เห็นภายในนิมิต มันตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้าไปจนถึง์ ถ้าอู่ อวี้สามารถทำความเข้าใจมันได้อย่างแตกฉาน เส้นทางแห่งเซียนะของเขาในภายภาคหน้าคงไร้ซึ่งขีดจำกัดอย่างแท้จริง แต่ทว่าโลกแห่งเซียนนั้นเต็มไปด้วยความโหดร้าย หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยภยันตรายหากไม่ระมัดระวังให้มากพอ หรือ หากเพลี่ยงพล้ำไปแม้แต่น้อย ก็เท่ากับว่าชีวิตของตนนั้นตกตายไปกว่าครึ่งชีวิตแล้ว ซึ่งสำหรับผู้อื่นอาจคิดว่าสิ่งที่เขาได้มานั้นช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
เคราะห์กรรมในครานั้น ทำให้เขาต้องสูญเสียบัลลังก์ สูญเสียชื่อเสียงเกียรติยศ หลังจากอู่ อวี้ สามารถเอาชีวิตรอดมาได้ จิตใจของเขายังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หวาดกลัวที่จะสูญเสียสิ่งสำคัญไป
บนเส้นทางของผู้ฝึกตน นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม ผู้ฝึกตนจำต้องอดทนแน่วแน่ แม้จะต้องอยู่ในที่คุมขังคับแคบ และ มืดสนิท แต่อู่ อวี้ก็ยังพากเพียรฝึกตนอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อทะลวงผ่านขั้นตอน "ผลึกชีพจรทองคำ " ลำดับแรกต้องเริ่มจากการดูดซับพลังฟ้าดินจากผืนโลก เพื่อส่งไปกระตุ้นจุดชีพจรทั้งหมดภายในร่าง จากนั้นจึงใช้พลังลมปราณเผาผลาญจุดชีพจรภายในร่างให้ครบทุกจุด โดยเริ่มจากปลายเท้าแล้วค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมาตามลำดับ จนในที่สุดก็มารวมกันจนทั่วทั้งร่าง แล้วใช้พลังแห่งการเผาผลาญกระตุ้น เพื่อทำการเปิดจุดชีพจร เมื่อทะลวงผ่านไปได้ ก็เป็อันว่าการทะลวงจุดชีพผลึกทองคำนั้นประสบผลสำเร็จ ระดับของความร้อนที่ใช้ในการเผาผลาญจุดชีพจรจะเทียบเท่ากับแสงแดดของดวงตะวัน!
จุดชีพจรหลายร้อยจุด ซึ่งกระจายอยู่ทั่วร่างกายของเขา จะต้องถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนซึ่งอยู่ภายในร่าง มันจะสร้างความเ็ปทรมานให้แก่ผู้ทะลวงอย่างสุดแสนสาหัส ความร้อนของมันรุนแรงเสียยิ่งกว่าเปลวเพลิงธรรมดาทั่วไป หากผู้ฝึกตนคนใดไม่มีความอดทนและมุมานะมากเพียงพอ ก็ยากที่จะทะลวงผ่านในขั้นตอนนี้ได้
ผู้คุมในผาสำนึกตน มักจะได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปทรมานอย่างสุดแสนสาหัสในยามค่ำคืนเสมอ เสียงกรีดร้องนั้นบ่งบอกถึงความเ็ปทรมานอย่างยากจะบรรยายได้ ซึ่งมันราวกับเป็เสียงกรีดร้องของสัตว์ร้ายกำลังกู่ร้องคำราม มันได้สร้างความสั่นสะท้านให้แก่ผู้ได้ยินอย่างยิ่งและเสียงกรีดร้องเหล่านี้ก็เกิดจากการที่ อู่ อวี้ พยายามทะลวงจุดชีพจรหลายร้อยจุดภายในร่างของตนเอง ด้วยระดับความร้อนของแสงตะวัน
วันเวลาเคลื่อนผ่านวันแล้ววันเล่า ห้องคุมขังภายในผาสำนึกตน จะมีคบเพลิงถูกจุดเอาไว้อยู่เสมอ แสงสว่างจากคบเพลิงเ่าั้ จะเล็ดลอดผ่านช่องระบายอากาศเข้าไปในห้องคุมขัง แม้แสงของพวกมันจะเลือนรางมากก็ตาม แต่มันก็สว่างมากพอที่จะทำให้ส่องเห็นร่างของอู่ อวี้ หากมองผ่านลอดช่องระบายอากาศ จะเห็นได้ว่าบนเรือนร่างของเขา ปรากฏจุดแสงส่องสว่างระยิบระยับ ราวกับดวงดาราที่สุกประกายเปล่งปลั่ง! จุดชีพจรที่ถูกทะลวงผ่านได้นั้น กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากจุดชีพจรแต่ละจุด มันได้เผาผลาญหลอมละลายกรงเหล็กกล้าของห้องขัง จนเกือบจะพังทลาย
ผ่านไปได้ 130 วันแล้ว ด้วยเวลาอันสั้นนี้หากเป็ผู้ฝึกตนคนอื่นคงยากที่จะทะลวงจุดชีพจรทั้งหมดได้ แต่สำหรับอู่ อวี้แล้วเขากลับสามารถทะลวงจุดชีพจร ด้วยเวลาอันน้อยนิดได้เป็ผลสำเร็จ และ สามารถก้าวเข้าสู่การสละร่างขั้นที่ 6 ‘ทะลวงจุดชีพจร’ ได้ในที่สุด และในครั้งนี้ ก็ถือได้ว่าเป็ครั้งแรกสำหรับเขาที่ก้าวเข้ามาในขั้นนี้ ณ ตอนนี้บนร่างกายของเขา ถูกปกคลุมไปด้วยจุดชีพจรหลายร้อยจุด มันดูราวกับว่าเป็แสงสว่างจากดวงตะวัน ซึ่งกำลังส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี ในแต่ละจุดถูกอัดแน่นด้วยมวลพลังงานมหาศาล ซึ่งถูกบีบอัดจนเหลือขนาดเล็ก แสงสว่างที่แผ่ออกมาจากจุดชีพจรนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่ง เหล็กภายในห้องขังที่ถูกเผาไหม้จากความร้อนก่อนหน้านี้ ได้กลายเป็สีแดงฉานไปในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาของเขา บัดนี้มันกำลังสาดประกายแสงสีทองเจิดจ้าออกมา มันให้ความรู้สึกราวกับว่าเพียงแค่เขากะพริบตา ก็สามารถพลังทลายเหล็กกั้นตรงหน้านี้ได้
สัญลักษณ์ 卍 สวัสติกะบนแผ่นหลังของเขาในตอนนี้กำลังเกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรง ภายในนิมิต อู่ อวี้รู้สึกราวกับว่า ตนเองเป็วานรที่กำลังเคลื่อนไหว ด้วยความเร็วราวกับสายลม แค่เพียงเสียงคำรามก็สามารถสั่นะเืไปทั่วทั้งสรวง์!
* ตูม! *
เพียงหนึ่งกำปั้น ได้สร้างแรงสั่นะเืไปทั่วทั้งห้องขัง
" ขั้นต่อไปของกายาเพชระ มันทำให้จิตใจของข้าช่างตื่นเต้นยิ่งนัก ่เวลาที่ข้ากำลังตกอยู่ในภวังค์ ข้ารู้สึกเสมือนตนเองกลายเป็วานรไปจริง ๆ เป็วานรที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แม้แค่เพียงสายตาของมันก็สามารถทำลายทุกสรรพสิ่งลงได้ "
" ในเวลานี้ระดับพลังของข้า เหนือกว่าสละร่างขั้นที่ 6 ซึ่งการสละร่างขั้นที่ 6 ในรูปแบบสามัญ จะมีพลังวัตรเทียบเท่าได้กับอาชาศึก 100 ตัวเท่านั้น แต่ในสำหรับกายาเพชระ การสละร่างขั้น 6 พลังวัตรของข้าเทียบเท่าได้กับอาชาศึก 800 ตัว ซึ่งแม้แต่สละร่างขั้นที่ 8 ในรูปแบบสามัญ ระดับพลังวัตรยังเทียบเท่ากับอาชาศึก 500 ตัวเท่านั้น "
" บัดนี้ระดับพลังของข้า ต่อให้ต้องต่อสู้กับผู้สละร่างในขั้น 7 หรือขั้น 8 ข้าก็ไม่ต้องหวั่นเกรงพวกมันอีกต่อไป เพราะเวลานี้พวกมันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า "
หากเปรียบเทียบระดับพลังกับวัยของเขา ณ ปัจจุบัน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดีกับระดับพลังของตนเองที่มี อย่างไรก็ตามเมื่อเด็กหนุ่มรำลึกถึง ผู้เยาว์อัจฉริยะอย่างซือตู๋ ิหลาง วัยเพียง 13 และ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน มันก็ทำให้จิตใจของเด็กหนุ่มสงบลงได้ในทันที นั่นก็เพราะว่าเขาหนักว่าตนเองยังห่างไกลจากคนทั้งสองอยู่มาก
" เคล็ดวิชากายาเพชระ สละร่างขั้นที่ 7 มีชื่อว่า ภาพจำแลงหัวใจวานร "
" สละร่างขั้นที่ 7 ของกายาเพชระก็คือ ภาพจำแลงหัวใจวานร คือการหลอมรวมจิติญญาให้เป็หนึ่ง หากสำเร็จจิตใจของข้าจะมั่นคงดุจหินผา ร่างกายของข้าจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จะแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งมันจะเป็กุญแจดอกสำคัญในการเข้าสู่ขั้น " หลอมรวมลมปราณ " ในภายภาคหน้าอีกด้วย
แม้ว่าเขาเพิ่งประสบความสำเร็จไปอีกขั้น แต่ดูเหมือนอู่อวี้ยังคงไม่พอใจ เด็กหนุ่มยังมุมานะที่จะฝึกซ้อมต่อ โดยไม่หยุดพัก
" ภาพจำแลงหัวใจวานร ให้ข้านึกถึงภาพวานรเช่นนั้นหรือ? "
เมื่อฝึกมาถึงขั้นนี้ก็ทำให้อู่ อวี้ตระหนักว่า สละร่างขั้นที่ 7 ของกายาเพชระคือ ภาพจำแลงหัวใจวานร ซึ่งมีคำอธิบายเอาไว้ มันทำให้เขาฉุกคิดได้ว่าเคล็ดวิชานี้มีความเกี่ยวข้องกับวานรจริงๆ เด็กหนุ่มก้มลงมองบริเวณหัวใจของตนเอง พอนึกถึงสิ่งคำอธิบายเ่าั้ มันก็ทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะจินตนาการรูปร่างหน้าตาของตนเอง หากต้องกลายร่างเป็วานรขึ้นมาไปจริง ๆ
" หากข้าสามารถ ฝึกวิชากายาเพชระจนบรรลุทุกขั้น! ข้าจะสามารถทะลวงผ่าตำหนัก์ ได้ถึง 8,000 ชั้น ทะลวงผ่าขุมนรกได้นับ 10,000 ชั้น! เมื่อนั้นข้าจะมีกะโหลกทองแดง กระดูกเป็เหล็ก ร่างกายของข้าจะเป็ะ แม้แต่ศาสตรา์ก็มิอาจสร้างรอยาแให้แก่ร่างกายของข้า ข้าจะเป็ะ ไม่มีผู้ใดจะกำจัดข้าได้ ต่อให้เป็์ หรือ ปฐี! "
" ข้าคือจักรพรรดิ์ ผู้มีนามว่าาาวานร ข้าคือเทพาผู้ไร้พ่ายกำชัยเหนือพระพุทธองค์! ข้าคือผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ข้าจะส่งต่อมรดกของข้า ข้าจะฝ่าฝืนชะตา์ ข้าจะทำลาย์ ล้างปฐี! "
เด็กหนุ่มคาดไม่ถึงว่า ประโยคทั้งสองจะเต็มไปด้วยความยโสโอหังได้มากถึงเพียงนี้ จากที่ปรากฏยิ่งทำให้อู่อวี้กระหายใคร่รู้มากกว่าเก่า เขาปรารถนาจะให้ตนเองทะลวงผ่าน และ บรรลุเข้าสู่ระดับสูงสุดของเคล็ดวิชากายาเพชระ เขาปรารถนาที่จะรุ่งโรจน์บนเส้นทางวิถีแห่งเซียนะ เขาปรารถนาที่เป็ศูนย์กลางระหว่าง์ และ ปฐี ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้ร่างกาย และ จิติญญาของเขาเกิดความสั่นสะท้าน ในขณะเดียวกันภาพจำแลงหัวใจวานรก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็รูปเป็ร่าง
" าาวานรผู้ไร้พ่าย บนศีรษะสวมใส่มงกุฎปีกหงส์ทอง มงกุฎนั้นมีสีทอง และ ถูกประดับประดาด้วยขนหงส์จินตภาพ ราวกับว่ามันกำลังแผ่สยายปีกเสมือนหงส์โบยบิน สวมใส่อาภรณ์ด้วยเกราะสีทองอร่าม สวมใส่รองเท้ารากบัวเหยียบย่ำลงบนก้อนเมฆที่เนียนนุ่มราวกับผ้าไหม ส่วนมือข้างหนึ่งถือพลองวิเศษสีทอง! าาวานรมีนิสัยเืร้อนหุนหัน เขาคือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่สยบฟ้าพิชิตดิน ทุกสรรพสิ่งต้องสยบ แม้แต่เทพเซียนต้องศิโรราบ หรือ พระพุทธองค์ยังต้องสยบให้แก่เขา! เป็ผู้ซึ่งมีเสียงร่ำไห้ราวกับภูตผี มีเสียงร้องคำรามราวกับหมาป่า "
เด็กหนุ่มจินตนาการภาพตามข้อมูลที่ได้รับ ทั้งข้อความก่อนหน้า และ ข้อความหลัง เขาปลดปล่อยจิตใจของตนเองให้ล่องลอยไปตามข้อความ และ ทันใดนั้นเอง 'ภาพจำแลงหัวใจวานร ' ก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน! เขาคือาาของเหล่าวานร ร่างกายของเขาอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ มีมงกุฎสีทองตั้งตระหง่านอยู่บนศีรษะ ,สวมใส่ชุดเกราะสีทองปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง เกราะสีทองนั้นส่องแสงอะร้าอร่ามไปทั่ว, เขาสวมใส่รองเท้าสีดำราวกับน้ำหมึก และ พลองทองคำ! ดวงตาทั้งสองส่องประกายแสงสีทองสุกสกาว เสมือนว่าทุกสรรพสิ่งบนพื้นปฐี ไม่ว่าจะเป็อสูรปีศาจมาร ไม่ว่าหน้าไหน ก็มิอาจเล็ดลอดสายตาสีทองคู่นี้ไปได้! ผ้าคลุมสีโลหิตที่ถูกสวมใส่อยู่ด้านหลัง มันมีความยาวถึง 3 หมื่นลี้ ยามเมื่อมันต้องโบกสะพัดเพราะสายลม มันดูราวกับว่าเป็ดั่งคลื่นทะเลโลหิตที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่อากาศ!
"ภาพจำแลงหัวใจวานร! "
จิตใจของอู่ อวี้ สั่นสะท้าน เขาปลดปล่อยให้จิติญญาของตนเอง หลอมรวมเข้ากับภาพจำแลงหัวใจวานรอย่างสมบูรณ์ เขาจำได้ว่าในคราแรกที่รำลึกถึงเื่นี้ เขาเ็ปทรมานราวกับว่าศีรษะแทบจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ เห็นได้ชัดว่าจิติญญาของเขาในครานั้นยังไม่อาจทานทนได้ เขาจำต้องพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจำต้องหนักแน่นเฉียบคม เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การพิจารณา!
* ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! *
ศีรษะของเขาเกิดเสียงะเิขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า มันะเิอีกครั้ง อีกครั้ง และ อีกครั้ง
" ข้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วตัวข้าก็สามารถฟื้นชีพกลับคืนมาได้ด้วยบุญพาวาสนาส่งนี้ หากข้าไม่สามารถยืนหยัดอดทนต่อไปได้ โชควาสนาที่์หยิบยื่นให้คงต้องเสียเปล่าอย่างแน่แท้! "
* อ๊ากกกก!!! *
เขาถูกล่อลวงจากคนใจโฉดชั่ว คนโฉดชั่วเ่าั้้ากำจัดเขา เพื่อยกบุตรชายให้ได้ลาภยศสรรเสริญ แม้บุตรชายของมันจะไร้ซึ่งแก่นสารเพียงใดก็ตาม เมื่ออู่ อวี้ หวนนึกถึงเื่นี้ เขารู้สึกว่าหนี้เืในครั้งนี้ต้องถูกลบล้างด้วยทะเลเืเช่นกัน ถ้าเขาไม่อาจสังหารคนชั่วเหล่านี้ได้ เขาคงต้องเสียใจไปชั่วชีวิต
ผู้าุโซึ่งถูกคุมขังก่อนหน้า ต่างได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปของอู่ อวี้ ซึ่งเกิดจากการหมั่นเพียรฝึกตน
" มันมีนามว่าอู่ อวี้ใช่หรือไม่? มันเสียสติไปแล้วหรือไร ไยมันต้องมุมานะฝึกฝนถึงเพียงนี้ แล้วไอ้เสียงกรีดร้องที่ราวกับภูตผีปีศาจกำลังร่ำไห้มันคืออะไรกัน? "
" การมุมานะหมั่นฝึกฝนนั้นเป็สิ่งที่ดี แต่มันก็เห็นกันชัดๆ อยู่แล้วว่าผู้ใดจะแพ้ผู้ใดจะชนะ ในเมื่อเวลานี้ซือตู๋ ิหลางก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ เกรงว่าเ้าคงยังไม่รู้เื่นั้น อา∼∼ หากวันหนึ่งเ้าล่วงรู้เื่นี้เข้า ข้าเกรงว่าเ้าคงต้องหวาดกลัวอยู่ในกองอาจมของตนเองอย่างแน่แท้ "
200 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้เขาบรรลุภาพจำแลงหัวใจวานร การสละร่างขั้นที่ 7 ได้อย่างสมบูรณ์ ณ ตอนนี้ทั่วร่างกายของเขาจะเกลี้ยงเกลาไร้ซึ่งเส้นขน แต่หัวใจกลับรู้สึกเกลี้ยงเกลายิ่งกว่า จิตใจของเขาผ่องใสราวกับทะเลสาบไร้คลื่น มันให้ความรู้สึกเงียบสงบจนยากจะบรรยาย เคล็ดวิชากายาเพชระ เป็วิชาที่ฝึกฝนได้ยากยิ่ง ผู้ฝึกต้องพบเจอกับความยากลำบากอย่างสุดแสนสาหัส อู่ อวี้ ต้องมุมานะอย่างหนัก เขาใช้เวลาเกือบ 200 วัน เพื่อหลอมรวมจิติญญาให้ผสานเข้ากัน เพื่อจะได้บรรลุภาพจำแลงวานรในขั้นสมบูรณ์ แล้วในที่สุดเขาก็สามารถต้านทานความเ็ป ในขั้นตอนการหลอมรวมจิติญญาได้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นกับจิติญญาของเขา แม้ว่าอู่ อวี้ ไม่อาจมองเห็น หรือ ััมันได้ แต่ในเวลานี้จิติญญาของอู่ อวี้ และ จิติญญาของาาวานรได้หลอมรวมเข้าด้วยกันแล้ว
" ข้าก็ฝึกสำเร็จ ข้าบรรลุการสละร่างขั้นที่ 7 แล้ว "
" เหล่าสาวกของนิกายกระบี่์ ก็มีวิชาลับเช่นเดียวกัน เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า ‘จิตเทวะคว้าดารา’ เคล็ดวิชานี้ก็คือการหลอมรวมจิติญญา ด้วยการเพ่งสมาธิ และ กำหนดลมหายใจหากฝึกสำเร็จ ผู้ฝึกจะมีพลังวัตรเทียบเท่ากับอาชาศึก 500 ตัว ซึ่งหากเอาเปรียบเทียบกับภาพจำแลงหัวใจวานรแล้ว หลังจากบรรลุขั้นตอนการหลอมรวมจิติญญา จะมีพลังวัตรสูงถึง 1,500 อาชาศึก! "
" ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการสละร่างขั้นที่ 7 ในรูปแบบธรรมดา มันจะทำให้มีพลังวัต 1,000 อาชาศึก หากอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 10 จะมีพลังวัตร 2,000 อาชาศึก หรือ จะให้พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระดับพลังของข้ากับซือตู๋ ิหลาง ถือได้ว่าอยู่ห่างกันไม่มากแล้ว "
" ชีวิตข้ายังไม่ไร้ซึ่งหนทางอย่างแท้จริง ข้าอู่ อวี้ ้าเวลาอีก 10 วัน เพื่อเพิ่มพลังวัตรของตนเองให้ถึง 2,000 อาชาศึก แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าจะมาไกลถึงเพียงนี้ โดยใช้เวลาฝึกฝนเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น! "
1 ปีผ่านไป สิ้นสุดการคุมขัง
ในวันนั้นเอง ประตูห้องของก็ถูกเปิดออก จากระยะเวลาที่เขาต้องถูกจองจำนาน 1 ปี นี่เป็ครั้งแรกที่ร่างกายของเขาได้อาบไล้แสงแดด มันทำให้เขารู้สึกราวกับว่าโลกที่เห็นอยู่ในตอนนี้เปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย
............................................................................................................................