กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 1 นิกายมังกรนพเก้า(1)

    ในเทือกเขาแห่งหนึ่งที่ทอดยาวมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ใจกลางเทือกเขาแห่งนี้คือป่าสีเขียวขจีที่ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยหุบเขาทั้งแปดทิศ ที่ด้านในสุดของป่ามีสระน้ำเล็กๆ ที่งดงามราวกับภาพวาดของสวรรค์...วิหคตัวน้อยบินไปมาร้องขับขานราวกับบทเพลงที่บรรเลงจากยอดนักกวี รอบๆ สระน้ำยังมีผีเสื้อมากมายโบยบินส่องประกายเจ็ดสีเรืองรองตัดสลับกันไปมาพาดผ่านระหว่างสายรุ้งและดอกไม้ตรงกลางสระน้ำเล็กๆ แห่งนี้ปรากฏดอกบัวตูมสีขาวดอกหนึ่งลอยอยู่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกติสูงราวๆ หนึ่งจั้ง ไม่มีผู้ใดรู้ว่าดอกบัวตูมสีขาวดอกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรและดำรงอยู่มานานแค่ไหน อย่างไรก็ตามในวันนี้กลีบสีขาวนวลของมันพลันเกิดสั่นไหวขึ้นมาทีละน้อย เมื่อเวลาผ่านไปกลีบที่สูงขนาดหนึ่งจั้งกลีบแรกก็ค่อยๆ เปิดออกร่วงโรยลงสู่สระน้ำเบื้องล่างใช้เวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนกลีบดอกบัวสีขาวกลีบสุดท้ายจึงหลุดร่วงลงจนหมดเผยให้เห็นเกสรขนาดเล็กนับหมื่นโบกพลิ้วไปตามแรงลมที่พัดผ่าน ที่ด้านบนของเกสรนั้นปรากฏร่างของเด็กชายอายุราวสิบขวบปีกำลังหลับใหลอยู่ ใบหน้าของเขาขาวนวลราวกับเนื้อสีขาวของกลีบบัว ผิวพรรณก็กระจ่างใสดุจหยก หน้าตาของเขาไม่ได้ดูโดดเด่นเท่าไหร่นักแต่เมื่อรวมเข้ากับผิวพรรณแล้วยังนับว่าเป็นเด็กที่น่ารักน่าชังไม่น้อยเสียงลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะดูสงบไม่มีทีท่าว่าเขาจะตื่นขึ้นมา...ยามจันทราเรืองรองหิ่งห้อยมากมายบินวนรอบเกสรดอกบัวราวกับการเต้นรำเพื่อรอคอยการตื่นของเขา เมื่อราตรีพัดผ่านดวงตะวันทอแสงเสียงของเหล่าวิหคน้อยจึงเริ่มขับขานบทเพลงบทใหม่เหมือนกับว่าพวกมันกำลังต้อนรับการตื่นขึ้นมาของเด็กน้อยคนนี้ท่ามกลางเสียงของเหล่าวิหคน้อยในเกสรดอกบัวขนตาของเด็กชายตัวน้อยพลันสั่นไหวเป็นครั้งแรกเปลือกตาเปิดออกเผยให้เห็นดวงตากลมโตสุกสกาวสีฟ้าครามที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลในที่สุด อย่างไรก็ตามแววตาของนั้นไม่เหมือนกับเด็กทั่วไปแต่กลับสงบนิ่งราวกับห้วงลึกของมหาสมุทรอันมืดมิด...เขาค่อยๆ ขยับตัวอย่างช้าๆ ก่อนจะใช้สองมือค้ำยันกับเกสรดอกบัวเบื้องล่างเพื่อลุกขึ้นยืนและเริ่มมองไปรอบๆ ก่อนจะกลับมาสำรวจตัวเอง“มนุษย์ ? แท้จริงแล้วชายแก่ผู้นั้นคือมนุษย์ ?”ดวงตาของเขาเกิดความสับสนขึ้นเล็กน้อยก่อนที่มันจะค่อยๆ ปิดลงอีกครั้ง...เขานั่งอยู่เช่นนั้นท่ามกลางเสียงบรรเลงของเหล่าวิหคน้อยอยู่นานถึงสิบวันจึงลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกับลุกขึ้นเดินออกจากเกสรดอกบัว มันเป็นเรื่องน่าประหลาดเพราะกลีบดอกบัวที่ลอยอยู่ในสระน้ำนั้นค่อยๆ ขยับไปมาก่อนจะเข้ามาห่อหุ้มตัวเขากลายเป็นชุดคลุมสีขาวที่ดูเรียบง่ายและยังมีน้ำในสระเบื้องล่างที่ดูเหมือนลึกสุดหยั่งกลับกลายเป็นเหมือนกระจกใสให้เขาเหยียบย่างลงเดินทีละก้าวไปจนถึงขอบสระ“ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดเกี่ยวกับมันในเวลานี้...หลังจากได้ยินประโยคนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าข้าหลับไปนานเท่าใด...”เขาพึมพำพลางถอนหายใจออกมาจนกระทั่งเดินพ้นจากขอบสระจึงก้มตัวลงก่อนจะทาบฝ่ามือเล็กๆ ลงไปบนพื้นดินและนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่งจึงถอนมือออกมา ในดวงตาเขาปรากฏเป็นภาพความทรงจำหวนรำลึกถึงบางอย่างก่อนจะถอนหายใจออกอย่างแผ่วเบา“นิกายมังกรนพเก้า...”***นิกายมังกรนพเก้า หนึ่งในนิกายเก่าแก่ที่สืบเชื้อสายมาจากมังกรโบราณ ในยุคที่รุ่งเรืองเพียงแค่เอ่ยชื่อของนิกายก็เพียงพอที่จะสยบไปทั่วทศทิศ! อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาล่วงเลยหลังจากผู้นำนิกายรุ่นที่สิบจากไปเป็นเวลากว่าหมื่นปีแล้วที่นิกายมังกรนพเก้าไร้ผู้สืบทอด...ตำแหน่งของประมุขนิกายถูกทิ้งร้างไว้พร้อมๆ กับความตกต่ำที่นับวันยิ่งจมดิ่งลงสู่หุบเหวการสืบทอดของนิกายมังกรนพเก้านั้นเคร่งครัดเป็นอย่างมากและในแต่ละรุ่นจะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่จะสามารถสืบทอดสายเลือดมังกรโบราณและขึ้นเป็นประมุขของนิกายได้ ประมุขทุกรุ่นของนิกายล้วนมีชื่อเสียงโด่งดังและยังเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งที่สามารถสยบไปได้ทั้งโลก อย่างไรก็ตามทั้งหมดนั่นเป็นเพราะมรดกที่สืบทอดมาจากประมุขนิกายรุ่นแรก ดังนั้นเมื่อไร้ผู้สืบทอดมรดกที่ถูกทิ้งไว้เหล่านั้นก็ไร้ความหมาย!ปีนี้เป็นปีที่นิกายมังกรนพเก้าตกต่ำลงจนถึงขีดสุด ทรัพยากรเกือบจะทั้งหมดถูกแจกจ่ายออกไปเพื่อให้นิกายยังคงดำรงอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ เรื่องราวภายในของนิกายนั้นถูกดูแลโดยผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสามคน พวกเขาจัดการเกี่ยวกับศิษย์ของนิกายและเรื่องต่างๆ ภายในนิกายรวมไปถึงทำทุกอย่างเพื่อให้นิกายมังกรนพเก้าสามารถดำรงอยู่สืบเนื่องต่อไปในห้องโถงหลังของนิกายมังกรนพเก้า ด้านในนั้นกว้างขวางเป็นอย่างมากทว่าเมื่อมองเข้าไปกลับเห็นเพียงชายชราสามคนที่นั่งอยู่ ใบหน้าของทั้งสามต่างมืดมนบิดเบี้ยวไปมาระหว่างที่พูดคุยกัน“บัดซบ! ไอ้พวกสารเลวนั่นจะรังแกกันเกินไปแล้ว!”         ชายชราใบหน้าดุดันคิ้วเรียวยาวราวกับคมดาบกล่าวออกมาด้วยความฉุนเฉียวขณะที่สองตาจ้องมองไปยังจดหมายสำคัญเบื้องหน้าที่ถูกส่งมายังนิกายเมื่อวานนี้“พวกเราจะทำอย่างไรดี ? ราชวงศ์ต้าไห่ปกครองจักรวรรดิเทียนไห่มานานหลายยุคสมัย ขุมกำลังและพลังอำนาจนับว่าเป็นอันดับต้นๆ ของแผ่นเดินเทียนเหอแห่งนี้...เกรงว่าพวกเราคงไม่อาจ...”“เหลียนซาน! เจ้าพ่นอะไรออกมา ? สุสานมังกรเป็นพื้นที่ลับสุดยอดและยังเป็นแก่นแท้ของนิกายมังกรนพเก้าของเรา! แล้วเจ้าจะยอมให้พวกมันเข้าไป ? เฮอะ! ส่งสัญญาสงบศึกมาเพื่อแลกกับการเปิดสุสานมังกรให้พวกมันเข้าไป ? หากข้ายังไม่ตายก็อย่าหวังว่าพวกมันจะได้เข้าไปแม้แต่ครึ่งก้าว! หากพวกมันอยากรบเราก็จะรบ!”เสียงของผู้อาวุโสคิ้วดาบดังขึ้นอีกครั้งอย่างเดือดดาล สำหรับเขานิกายมังกรนพเก้าก็คือบ้าน! มันคือสถานที่ซึ่งบรรพบุรุษได้ทิ้งไว้ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมขายมันไปเพราะความขลาดเขลาอย่างเด็ดขาด!“เผ่ยหมิง เจ้ากล่าวเกินไปแล้ว! ถึงแม้ข้าจะไม่ชอบการใช้กำลังแต่จะอย่างไรนิกายก็สำคัญกับข้าเช่นกัน! เพียงแต่นิกายของเราในตอนนี้ตกต่ำเกินไปและข้าไม่ต้องการให้ศิษย์ที่เหลืออยู่ต้องเอาชีวิตไปทิ้ง! เฮ้อ...ถ้าหากท่านประมุขยังอยู่หรือเพียงพวกเรามีผู้สืบทอด...ทุกอย่างก็คงไม่เป็นเช่นนี้!”การสนทนาของทั้งสองคนยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดจนกระทั่งสุดท้ายก็ชายชราที่นั่งอยู่ตรงกลางก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เขาคือกู่หยาเป็นผู้อาวุโสใหญ่ของนิกายมังกรนพเก้า เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในเวลานี้“พวกท่านเลิกเถียงกันได้แล้ว! อีกสามวันจะเป็นพิธีรับศิษย์ใหม่ของปีนี้...เราจะทำพิธีหาผู้สืบทอดครั้งสุดท้ายกันในวันนั้น!”ทั้งสามคนเงียบลงอีกครั้งก่อนจะมองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมา เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งแรก ทุกปีจะมีจดหมายเช่นนี้ส่งมาจากขุมอำนาจมากมายเพื่อฉกฉวยทรัพยากรสำคัญของนิกายมังกรนพเก้า ถึงแม้ว่านิกายจะตกต่ำลงมามากแต่จะอย่างไรก็เคยเป็นนิกายที่รุ่งเรืองและมีอำนาจมากที่สุดในแผ่นดินนี้อูฐผอมอย่างไรก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า!อย่างไรก็ตามหลังจากยอมเฉือนเนื้อตัดกระดูกจ่ายทรัพยากรออกไปจนแทบไม่มีเหลือเพื่อให้นิกายยังคงดำรงไว้จนมาถึงปีนี้สิ่งที่พวกเขากังวลก็เกิดขึ้น...สำหรับผู้อาวุโสทั้งสามแล้วทรัพยากรล้ำค่ามากมายในคลังของนิกายพวกเขายอมกัดฟันจ่ายออกไปได้แต่สำหรับการเปิดสุสาน...พวกเขายอมไม่ได้!หลังจากทบทวนอยู่นานในตอนนี้กู่หยาได้ตัดสินใจแล้ว หากพิธีสืบทอดครั้งนี้ไม่ประสบผลพวกเขาจะปิดนิกายมังกรนพเก้าลงและปิดผนึกสุสานมังกรโบราณไปตลอดกาล...และภายใต้การตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวนี้พวกเขาที่เป็นดั่งพยัคฆ์ไร้เขี้ยวเล็บมานานก็พร้อมที่จะประกาศศักดาเป็นครั้งสุดท้ายให้ทั่วทั้งโลกได้จารึกไว้ว่า...นิกายมังกรนพเก้ามิได้อ่อนแออย่างที่คนอื่นคิด!เวลาสามวันผ่านไป...ในช่วงสุดท้ายของการรับศิษย์นิกายมังกรนพเก้าของปีนี้ ที่ด้านล่างของหุบเขาตรงบันไดทางขึ้นที่ทอดยาวไปยังศาลาใหญ่ด้านบนมีโต๊ะเล็กๆ ตัวหนึ่งตั้งอยู่ ที่โต๊ะตัวนั้นมีชายหนุ่มในชุดสีฟ้าปักลายมังกรอันเป็นสัญลักษณ์ของนิกายมังกรนพเก้ากำลังนั่งอยู่อย่างเหม่อลอย เขามองไปยังแผ่นกระดาษเบื้องหน้าที่มีรายชื่อถูกเขียนไว้เพียงห้ารายชื่ออย่างหดหู่ก่อนจะแหงนหน้ามองไปยังท้องฟ้าในปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมกับนิกายเพียงแค่ห้าคนเท่านั้นและก็ดูเหมือนคนเหล่านี้จะไม่ได้สามารถคาดหวังสิ่งใดๆ ได้เลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่าชูเหลียง เขาเข้าร่วมนิกายมาตั้งแต่เมื่อหกปีก่อนและหลังจากอยู่มาจนถึงตอนนี้การฝึกฝนของเขาก็ยังไม่ก้าวหน้าไปอย่างที่ควรเพราะทรัพยากรที่นิกายมอบให้นั้นเรียกได้ว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย!“เฮ้อ...มิใช่ว่าข้าชูเหลียงเป็นคนเนรคุณทอดทิ้งนิกาย...แต่อย่างไร้ข้าก็ยังมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ...มีครอบครัวต้องดูแล...เห็นทีหลังจากจบพิธีสืบทอดครั้งนี้ข้าคง...”ในระหว่างที่ชูเหลียงกล่าวพึมพำกับตัวเองอยู่นั้นที่ด้านหน้าก็มีเด็กชายคนหนึ่งในชุดสีขาวมองแล้วดูสะอาดตาเดินใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ ก่อนจะหยุดลงที่หน้าบันไดทางขึ้นเขา เห็นดังนั้นชูเหลียงก็ส่ายหน้าให้กับเด็กชายผู้น่าสงสารคนนี้ครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวออกมาตามหน้าที่“เจ้ามีนามอะไร ? มาลงนามประทับตราเร็วเข้า...ข้ากำลังจะปิดรับสมัครพอดี ให้เจ้าเป็นคนสุดท้ายก็แล้วกัน”เด็กชายหันหน้ามามองชูเหลียงก่อนจะจ้องเข้าไปในดวงตาของเขาจนทำให้ชูเหลียงต้องหยุดชะงักและเกิดความรู้สึกอึดอัดราวกับกำลังจมลงสู่ใต้มหาสมุทรอันมืดมิด เด็กชายยังคงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งในใจปรากฏความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา‘นานเท่าใดแล้วที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยถามนามของข้า...นานเท่าใดแล้วที่ข้าไม่ได้เอ่ยนามของตัวเองออกไป...’“นามของข้าคือ เย่ฉี!”