บทที่ 42 คนชั่วจับมือกัน
“จิ่วอัน” เซี่ยอวิ้นหนิงเอื้อมมือปัดปอยผมออกจากใบหน้าของลู่จิ่วอันพร้อมกับเอ่ยถามเบา ๆ “คุณตั้งชื่อให้ลูกแล้วหรือยัง?”
“ตั้งแล้ว” ใบหน้าลู่จิ่วอันเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ชื่อจริงชื่อว่าซิงเหอ ส่วนชื่อเล่นคือเสี่ยวฮวาเซิง”
เซี่ยอวิ้นหนิงถามอย่างสงสัย “ทำไมตั้งชื่อเล่นว่าเสี่ยวฮวาเซิงล่ะ?”
“ออกเสียงคล้ายกับคำว่ามีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นน่ะ”
ลู่จิ่วอันวางมือลงบนท้องน้อยอย่างแผ่วเบาราวกับว่ากำลังพูดคุยกับลูกในท้อง
ลูกชายของเธอเลือกให้เธอเป็นแม่ของเขาอีกครั้ง
สำหรับลู่จิ่วอันแล้ว นี่เป็นเรื่องดีที่สุดในโลก
เมื่อเซี่ยอวิ้นหนิงได้ยินแบบนั้นก็วางมือลงบนหน้าท้องของภรรยาอย่างไม่แน่ใจนัก และเอ่ยทักทายเสี่ยวฮวาเซิงในท้องด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เสี่ยวฮวาเซิง สวัสดี นี่พ่อเองนะ พ่อดีใจมากเลยที่ลูกมาเกิดเป็นลูกของพ่อ”
ลู่จิ่วอันมองดูใบหน้าหล่อเหลาที่ตั้งตารอคอยของสามี ไม่รู้ว่าทำไมในใจพลันรู้สึกโศกเศร้า ดวงตาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง
ที่จริงแล้วเธอรู้ดีว่าชาติก่อนเซี่ยอวิ้นหนิงเฝ้ารอการมาถึงของลูกชายคนนี้มากแค่ไหน
ทุกครั้งที่เขียนจดหมาย ทุกครั้งที่ส่งเงินและสิ่งของมาให้ ล้วนแต่เป็นความรักอันลึกซึ้งที่ชายหนุ่มมีต่อลูกชาย
หากไม่ใช่เพราะ ‘โครงการหลงอิ่น’ ต้องการตัวเขา ลู่จิ่วอันเชื่อว่าเขาไม่มีวันที่จะอุทิศชีวิตให้กับงานวิจัยอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนี้
เซี่ยอวิ้นหนิงมีจิตใจอันบริสุทธิ์ เขายึดมั่นในศรัทธาของตัวเอง และภักดีต่อประเทศอันเป็นบ้านเกิด
อันที่จริงเธอไม่เคยตำหนิตัวเลือกของเซี่ยอวิ้นหนิงในชาติที่แล้วเลย
เพราะหากว่าเธออยู่ในสถานะเดียวกับเขา เธอก็คงเลือกทำแบบเดียวกัน
“เซี่ยอวิ้นหนิง ถ้าหากว่า…” ลู่จิ่วอันสูดลมหายใจเข้าและชะงักเล็กน้อยก่อนจะถามว่า “ถ้าหากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ฉันกับลูกสามารถเลือกให้รอดได้แค่คนเดียว คุณต้องเลือกให้ลูกมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ”
เซี่ยอวิ้นหนิงค่อย ๆ เงยหน้ามองใบหน้าที่รื้นไปด้วยน้ำตาของลู่จิ่วอัน จากนั้นก็เอื้อมมือเพื่อกอดเธอไว้ในอ้อมแขน
เขาตบแผ่นหลังของเธอเบา ๆ พร้อมกับปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน “คุณอย่าคิดเหลวไหลแบบนั้นสิ”
คุณครูเสิ่นบอกว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จะอารมณ์อ่อนไหว บางครั้งก็วิตกกังวล บางครั้งก็โศกเศร้า เซี่ยอวิ้นหนิงในฐานะสามีต้องเรียนรู้ที่จะอดทนรวมถึงบรรเทาอารมณ์ของภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์
“เซี่ยอวิ้นหนิง ฉันไม่ได้คิดเหลวไหลนะ”
ลู่จิ่วอันซุกอยู่ในอ้อมแขนของเซี่ยอวิ้นหนิงทำให้ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรง เธอพูดอย่างหนักแน่นและจริงจัง “ยังไงก็ตาม คุณต้องสัญญากับฉัน!”
“เด็กโง่”
เขาก้มลงจูบหน้าผากของร่างบางในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน
“พวกเราสามคนจะต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแน่นอน”
ลู่จิ่วอันแหงนใบหน้าน้อย ๆ ขึ้นมองใบหน้าคงแก่เรียนของเซี่ยอวิ้นหนิงก่อนจะพูดออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ช่างเถอะ ฉันไม่หวังพึ่งคุณก็ได้ ฉันจะปกป้องเสี่ยวฮวาเซิงของฉันด้วยตัวเอง”
เธอจะไม่มีวันปล่อยให้โศกนาฏกรรมในชาติก่อนเกิดขึ้นกับเสี่ยวฮวาเซิงเป็นครั้งที่สอง
“คุณไปทำงานเถอะ อย่ามารบกวนเวลาอ่านหนังสือของฉัน”
ลู่จิ่วอันไล่เซี่ยอวิ้นหนิงออกจากห้องนอนด้วยสีหน้ารังเกียจและตั้งใจอ่านตำราแพทย์ เธอไม่อาจไปเรียนที่สถานีอนามัยได้ช่วงที่ต้องพักฟื้นร่างกายอยู่บนเตียง จึงตั้งใจอ่านหนังสือและจดบันทึกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประเมินของเผยเสวี่ยซงในครั้งต่อไป
เมื่อเวลาบ่ายล่วงเลยไป ทั้งคนของศูนย์อนุรักษ์และทหารอาสาก็ไม่พบแม้แต่เงาของลู่จิ่วหยางบนภูเขา
ป่าเขาภายในศูนย์อนุรักษ์ยวนยางนั้นกว้างใหญ่ไพศาล อีกทั้งมีสัตว์ป่าจำพวกหมูป่าอยู่เพ่นพ่าน แม้แต่คนในศูนย์อนุรักษ์ก็ยังไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้ เว้นแต่ว่าจะเป็นช่างตัดไม้ของศูนย์อนุรักษ์
หากว่าลู่จิ่วหยางหลงเข้าไปในป่าก็คงไม่พ้นเจอเข้ากับเรื่องอันตราย
ฟ้าก็เริ่มมืดลงทุกที
ผู้คนในศูนย์อนุรักษ์ต่างก็พากันกลับไปที่บ้านของตนเอง
แสงไฟตอนกลางคืนค่อนข้างมืด ลู่จิ่วอันจึงเลิกอ่านหนังสือและหันมาถักเสื้อกันหนาวด้วยไหมพรมที่คนขับรถบรรทุกซื้อมาให้เธอจากในเมือง
อากาศเริ่มเย็นลงทุกที อีกทั้งลู่จิ่วอันก็ไม่มีเสื้อผ้ามากนัก เธอจึงต้องอาศัยช่วงเวลานี้ทำเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวให้ตัวเอง
เซี่ยอวิ้นหนิงเห็นภรรยากำลังตั้งหน้าตั้งตาถักเสื้อไหมพรมอยู่ใต้แสงไฟก็พูดขึ้น “จิ่วอัน นี่ก็มืดแล้ว คุณเลิกถักเถอะ”
“ฉันถักแบบธรรมดา ไม่ได้ทำลวดลายเสียหน่อย” หญิงสาวพูดอย่างติดตลก “เซี่ยอวิ้นหนิง คุณดูสิ”
เซี่ยอวิ้นหนิงมองลอดแสงสลัวและเห็นว่าหญิงสาวกำลังหลับตา ทว่ามือสองข้างกลับเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
“คุณหลับตาถักได้ด้วย!”
ลู่จิ่วอันเลิกคิ้วอย่างภาคภูมิใจและพูดว่า “มันแน่นอนอยู่แล้ว”
ชาติก่อน แรกเริ่มเดิมทีเธอยังไม่รู้วิธีถักเสื้อ แต่เธอก็เริ่มเรียนรู้เพราะว่าลูกชายในเวลาต่อมา
แน่นอนว่าเหตุผลหลักที่เธอเริ่มฝึกถักเสื้อไหมพรมก็เพราะว่าต้องประหยัดเงิน เธอทำตามวิธีในหนังสือสอนถักนิตติ้งและได้เรียนรู้วิธีถักเสื้อไหมพรมหลากหลายรูปแบบ ถึงขั้นทำให้เพื่อนร่วมชั้นของลูกชายอิจฉาด้วยการถักเป็นลวดลายหมีแพนด้าและสัตว์อื่น ๆ หรือแม้แต่บรรดาคุณแม่ในละแวกเดียวกันที่ไม่ชอบขี้หน้าเธอเพราะว่าเธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ยังต้องมาขอเรียนทักษะการถักเสื้อไหมพรมจากเธอ
“ถึงอย่างนั้นคุณก็อย่าถักนานเกินไปล่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
ยามค่ำคืนในศูนย์อนุรักษ์ยวนยางเงียบสงบเป็นพิเศษ
แสงที่ส่องผ่านหน้าต่างเปรียบเสมือนดวงดาวที่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งภูเขาให้ความรู้สึกที่งดงามและเงียบสงบ
ทันทีที่กู้เจียวเจียวเดินเข้าไปในหอพักของตัวเอง ลู่จิ่วหยางก็โผล่มาข้างหลังและใช้มือปิดปากเธอเอาไว้
“อย่าส่งเสียง!”
กู้เจียวเจียวพยักหน้าเบา ๆ
ทันทีที่ลู่จิ่วหยางปล่อยมือ คุณครูสาวก็ทำท่าจะร้องขอความช่วยเหลือ เด็กหนุ่มจึงรีบปิดปากเธออย่างรวดเร็ว
“นางนี่ ขืนร้องอีกที ฉันฆ่าแกแน่!”
กู้เจียวเจียวรักชีวิตจึงหุบปากแต่โดยดี เธอมองลู่จิ่วหยางในความมืดและพูดอย่างอวดดีว่า “แกรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร? ฉันจะบอกแกให้นะว่าลุงของฉันเป็นผู้อำนวยการของที่นี่ ถ้าแกกล้าทำอะไรฉัน ลุงของฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่”
ลู่จิ่วหยางนอนลงบนเตียงของกู้เจียวเจียวอย่างสบายใจพร้อมกับพูดอย่างเหยียดหยาม “กู้เจียวเจียว วันนี้ที่เธอขอโทษลู่จิ่วอันออกอากาศ ฉันได้ยินหมดแล้ว เธอไม่เกลียดสองผัวเมียนั่นหรือไง ไม่อยากแก้แค้นบ้างเหรอ?”
ใบหน้าสะสวยของกู้เจียวเจียวเอ่ยถามอย่างจริงจัง “แกเป็นใครกันแน่?”
“ฉันชื่อลู่จิ่วหยาง ลู่จิ่วอันเป็นศัตรูของฉัน”
ทันใดนั้นกู้เจียวเจียวก็บังเกิดแผนขึ้นในใจและถามว่า “แล้วแกคิดจะแก้แค้นยังไง?”
ลู่จิ่วหยางไม่ตอบและพูดเพียงว่า “ฉันหิว”
กู้เจียวเจียวเปิดไฟแล้วหยิบคุกกี้วอลนัทจากในตู้ส่งให้เด็กหนุ่มที่เอนกายอยู่บนเตียงตน
จากนั้นเธอก็ต้มนมธัญพืชด้วยน้ำร้อนส่งให้ลู่จิ่วหยางที่กำลังเขมือบคุกกี้
“ค่อย ๆ กินก็ได้ เดี๋ยวก็สำลักตายหรอก”
ตอนนี้ลู่จิ่วหยางหิวจนไส้กิ่ว
ตั้งแต่ที่เขาถูกครอบครัวของเสี่ยวฟางแจ้งความก็ยังไม่ได้กินข้าวเลยสักมื้อ
จนในที่สุดก็มีคนใจดีให้คำแนะนำ เขาจึงแอบขึ้นรถบรรทุกมาถึงที่ศูนย์อนุรักษ์ เดิมนึกว่าคนเนรคุณอย่างลู่จิ่วอันจะต้มบะหมี่ให้ตนกินสักชาม แต่เจ้าเนรคุณนั่นไม่แม้แต่จะชายตามองเขาด้วยซ้ำ
หลังจากมีอะไรตกถึงท้อง ลู่จิ่วหยางก็พอคลายความหิวได้บ้าง
หอพักของกู้เจียวเจียวไม่มีห้องครัว อีกทั้งตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว โรงอาหารปิดหมดทำให้หาซื้อหมั่นโถวไม่ได้
“พรุ่งนี้ฉันจะซื้อหมั่นโถวมาให้”
ลู่จิ่วหยางต้มนมธัญพืชให้ตัวเองอีกแก้ว เขายกแก้วขึ้นขณะมองกู้เจียวเจียวที่ทั้งเยาว์วัยและงดงามตรงหน้าก่อนจะถามอย่างไม่แยแส “เธอกล้าร่วมมือกับฉันกำจัดลู่จิ่วอันหรือเปล่า?”