เมื่อวงสีทองในดวงตาจางลงเยี่ยซิงเหอก็มองไม่เห็นปลายนิ้วตนเองอีก
ความมืดมิได้ดำสนิทมันเต็มไปด้วยเงาแสงที่ยังไหลต่อแม้คนต้นทางหยุดเคลื่อนไหวเส้นปราณของผู้เฒ่าโม่ซ้อนกับบ่วงดำแดงในร่างหมาป่าจุดอ่อนใต้ชายโครงของชายหนุ่มจากเมืองกะพริบสลับกันจนเขาแยกมิออกว่าภาพใดอยู่ตรงหน้าและภาพใดเป็เพียงรอยค้าง
ผู้เฒ่าโม่วางนิ้วบนเปลือกตาเขา “ห้ามเพ่ง”
“ข้าไม่ได้เพ่ง”
“เช่นนั้นก็เลิกพยายามมองผ่านความมืด”
เสียงกลองไม้ดังจากประตูตะวันออกหนึ่งครั้งเป็สัญญาณว่านายพรานเริ่มตรวจแนวรอบหมู่บ้าน ชายหนุ่มจากเมืองให้เวลาครึ่งวันหลังจากนั้นเขาจะขึ้นเขาเอง ไม่ว่าชาวโม่เหอเห็นด้วยหรือไม่
ครึ่งวันสำหรับคนตาดีอาจพอเดินตรวจค่ายกลแต่สำหรับเยี่ยซิงเหอซึ่งยังมองเห็นเพียงเงา มันสั้นเกินกว่าจะช่วยผู้ใด
“สอนข้ารวบรวมปราณ” เขากล่าว
“ตาเ้าเพิ่งมีเืไหล”
“เพราะข้าใช้สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ หากข้าควบคุมปราณได้สายตาอาจหยุดเองก่อนทำร้ายข้า”
“หรือพลังทั้งสองอาจพากันเผาเส้นปราณเ้า”
“หากคนบนเขาเชื่อมค่ายกลก่อนค่ำ พวกเรายังต้องเสี่ยงอยู่ดี”
ผู้เฒ่าโม่เงียบ เสียงคนขนไม้ ซ่อมประตูและย้ายเด็กเล็กดังผ่านผนังเข้ามาทุกคนกำลังใช้ครึ่งวันที่มีเตรียมสิ่งซึ่งตนทำได้เยี่ยซิงเหอไม่้านอนรอให้ดวงตาหาย ในขณะที่ผู้อื่นแบกความเสี่ยงแทน
“ท่านเคยบอกว่าพลังมากไม่ได้หมายความว่าใช้เป็” เขากล่าว“ข้าไม่ได้ขอพลังมากขึ้น ข้าขอวิธีหยุดมัน”
ชายชราถอนหายใจยาว “คำพูดฟังดีมักพาคนไปเจ็บไกลกว่าคำพูดโง่”
“เช่นนั้นท่านจะสอนหรือไม่”
“สอน แต่เ้าไม่มีสิทธิ์เรียกว่าข้าไม่เตือน”
ผู้เฒ่าโม่ใช้ผ้าสีดำพันตาเขาสองชั้นพาออกจากเรือนยาไปตามทางหลังหมู่บ้าน เยี่ยซิงเหอใช้ไม้ไผ่แตะพื้นทุกก้าวกระเทือนแผลแขนซ้ายซึ่งเปิดบนูเา หิมะบดใต้รองเท้ากลิ่นสนเปลี่ยนเป็กลิ่นหินเปียก แล้วเสียงน้ำตกดังกลบเสียงหมู่บ้าน
ถ้ำลับหลังม่านน้ำเย็นกว่าด้านนอกค่ายกลตรวจร่างซึ่งแตกร้าวจากการทดสอบครั้งก่อนยังมีเศษหินกองอยู่ผู้เฒ่าโม่ไม่เปิดมัน เพียงกวาดพื้นที่ตรงกลาง วางเบาะฟางและให้เยี่ยซิงเหอนั่งหันหลังเข้าผนัง
“วันนี้ไม่มีค่ายกลช่วยเตือน” ชายชรากล่าว “หากเจ็บตรงใดบอกทันที”
“หากบอก ท่านจะให้หยุดหรือ”
“ใช่”
“เช่นนั้นข้าควรบอกอย่างไรจึงได้เรียนต่อ”
ไม้เท้าเคาะหน้าผากเขาเบา ๆ “เริ่มจากเลิกคิดเอาชนะคนสอน”
เยี่ยซิงเหอนั่งขัดสมาธิ มือวางบนเข่าผู้เฒ่าโม่สอนวิธีรวบรวมปราณพื้นฐานที่สุด—หายใจเข้า รับไอแห่งฟ้าดินผ่านจมูกปล่อยให้จมลงสู่ท้องน้อย แล้วนำไหลตามเส้นปราณสายหลัก
เป็วิธีเดียวกับที่เขาลองมาหลายปี
“ข้าเคยทำแล้ว”
“ครั้งก่อนเ้าทำเพื่อให้ศิลาตอบ วันนี้ทำเพื่อฟังร่างตนเอง”
เยี่ยซิงเหอสูดลมหายใจ กลิ่นหิน น้ำและสมุนไพรจากเสื้อผู้เฒ่าโม่ผ่านเข้ามา เขาพยายามไม่เพ่งภาพค้างหลังผ้าปิดตาเพียงรับรู้ความเย็นซึ่งลงถึงอก
ไอปราณรอบตัวไม่ขยับ
เขาหายใจรอบที่สอง รอบที่สาม จนถึงรอบที่เก้าความว่างในท้องน้อยยังเงียบเหมือนศิลาวัดปราณ
“อย่าไล่จับ” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
“ข้าไม่ได้ไล่”
“เ้ากัดฟันจนข้าได้ยิน”
เยี่ยซิงเหอคลายกราม เริ่มใหม่ คราวนี้เขารู้สึกถึงไอเย็นจาง ๆเข้าใกล้ร่าง แต่ทันทีที่พยายามนำลงท้องน้อย มันกลับเบี่ยงหนีราวกับเส้นปราณในกายมิใช่ทางซึ่งมันยอมรับ
เวลาผ่านไป เสียงน้ำตกเปลี่ยนความหนักตามแสงภายนอกเหงื่อเย็นซึมตามแผ่นหลังทั้งที่ถ้ำหนาวครึ่งวันกำลังหายไปโดยไม่มีปราณแม้เส้นเดียวอยู่ในมือ
เยี่ยซิงเหอนึกถึงเส้นสีขาวใต้ผิวชายหนุ่มจากเมืองมันไหลจากท้องน้อยขึ้นอกและแขนตามทางชัดเจน หากร่างเขาไม่ตอบวิธีนั้นอาจเป็เพราะไม่มีทาง หรือเพราะทางของเขาเริ่มจากที่อื่น
รอยเสี้ยวดาวเคยตอบเมื่อเขาเลือกช่วยคน
ปราณทองเคยรวมใต้ฝ่ามือเมื่อหมาป่าพุ่งใส่นายพราน
มันไม่เคยตอบตอนเขาอยากพิสูจน์ว่าตนมีค่า
“ข้าจะลองอีกทาง” เขากล่าว
“ทางใด”
“ไม่เริ่มจากท้องน้อย”
ผู้เฒ่าโม่จับไหล่เขาทันที “ห้ามดึงเข้าหัวใจโดยตรง”
“ข้าไม่ดึง ข้าจะรอว่ามันตอบที่ใด”
“คำว่า ‘รอ’ ของเ้ามักลงท้ายด้วยเื”
“ครั้งนี้หากเจ็บ ข้าจะบอก”
ชายชราไม่ปล่อยไหล่ แต่ก็ไม่ห้ามต่อ
เยี่ยซิงเหอสูดลมหายใจใหม่ เขาไม่สร้างภาพเส้นปราณของผู้อื่นไม่บังคับไอเย็นลงท้องน้อย เพียงฟังจังหวะหัวใจ—หนึ่งครั้งรับหนึ่งครั้งปล่อย—และนึกถึงสิ่งซึ่งกำลังรออยู่นอกถ้ำ
ประตูเหนือซึ่งยังซ่อมไม่เสร็จ
คนเก็บฟืนซึ่งไม่กล้าขึ้นเขา
หมาป่าที่เกือบถูกฆ่าเพราะคำสั่งจากค่ายกล
ความ้ามิใช่เอาชนะศิลา มิใช่เอาชนะชายหนุ่มจากเมืองแต่คือมีแรงพอทำหน้าที่ของตนโดยไม่ให้คนอื่นแบกแทน
รอยเสี้ยวดาวบนหลังอุ่นขึ้น
ประกายหนึ่งปรากฏในความมืดหลังผ้าปิดตามันไม่ได้มาจากเบื้องหน้า แต่เหมือนตกลงจากที่สูงเกินเพดานถ้ำผ่านกลางศีรษะโดยไม่แตะเส้นปราณ แล้วหยุดตรงจังหวะหัวใจ
เยี่ยซิงเหอไม่คว้า
เขารอ
ประกายที่สองตกตามมา ประกายที่สามรวมกับสองดวงแรกเป็สายบางสีทองอ่อนกว่าทุกครั้งที่เคยใช้ แต่นิ่งกว่า
“ท่านเห็นหรือไม่” เขาถาม
“เห็น อย่าขยับมัน”
“หากไม่ขยับ จะรวบรวมอย่างไร”
“เรียนรู้ก่อนว่ามันจะไปที่ใด”
สายทองไหลจากหัวใจไปยังแผ่นหลัง แล้ววกกลับเข้ากลางอกมิได้เดินตามเส้นหลัก หากซึมผ่านช่องว่างระหว่างเส้นเ่าั้เหมือนน้ำผ่านดินร่วนร่างของเขาไม่ได้ไร้ทางเดิน เพียงทางนั้นไม่อยู่ในตำราที่ใช้กับผู้อื่น
ภาพค้างในดวงตาสว่างขึ้นเองเขาเห็นโครงเส้นสีทองของตนเป็ครั้งแรก แต่มันขาดอยู่ตรงแขนซ้ายซึ่งาเ็และติดขัดใต้รอยเสี้ยวดาว
เขาควรหยุดตามคำเตือน
ขณะนั้น เสียงกลองจากหมู่บ้านดังผ่านน้ำตกมาสองครั้ง
สัญญาณว่าครึ่งวันผ่านไปกว่าครึ่ง
ชายหนุ่มจากเมืองคงใกล้หมดความอดทน นายพรานยังตรวจวงนอกไม่ครบหากเยี่ยซิงเหอลุกตอนนี้เขาจะกลับไปพร้อมสายตาพร่าและปราณซึ่งเกิดได้เพียงเมื่อชีวิตคนอยู่ตรงหน้า
“ข้าจะให้มันครบหนึ่งรอบ” เขากล่าว
“รอยตรงหลังยังปิดอยู่” ผู้เฒ่าโม่เตือน“ฝืนผ่านจะสะท้อนเข้าหัวใจ”
“ถ้าไม่ผ่าน ข้าก็ยังเรียกมันไม่ได้เมื่อจำเป็”
“เ้ายังมีข้า”
“หมู่บ้านไม่ควรมีเพียงท่าน”
ถ้อยคำนั้นทำให้มือบนไหล่เขานิ่งเยี่ยซิงเหอรู้ว่าตนกำลังแทงาแซึ่งผู้เฒ่าโม่ไม่เคยเปิดแต่เขาก็รู้ว่าชายชราไม่อาจอยู่ทุกแห่ง หากค่ายกลมีมากกว่าหนึ่งวงการมีผู้พิทักษ์เพียงคนเดียวคือความอ่อนแอ มิใช่ความปลอดภัย
เขานำสายทองเข้าหารอยอุดตัน
ความเจ็บะเิกลางหลัง
เยี่ยซิงเหอไอ เืขึ้นรสเหล็กในปาก สายทองแตกเป็สามสายสายหนึ่งพุ่งเข้าาแแขนซ้าย อีกสายย้อนขึ้นดวงตา สายสุดท้ายกระแทกหัวใจ
“หยุด!” ผู้เฒ่าโม่กดจุดบนแผ่นหลัง
หากตัดตอนนี้ พลังจะสลายและการพยายามทั้งหมดสูญเปล่า หากฝืนตรงๆ ร่างย่อมรับไม่ไหว
เยี่ยซิงเหอเปลี่ยนวิธี
แทนผลักสายทองผ่านรอย เขาคลายลมหายใจปล่อยประกายสามสายแยกจากกัน แล้วหมุนรอบสิ่งอุดตันตามจังหวะหัวใจสายแรกเลี้ยงแขนาเ็โดยไม่เข้าแผล สายที่สองผ่านใต้ดวงตาแต่ไม่เปิดสายตาสายที่สามรับแรงสะท้อนก่อนค่อยรวมกลับตรงอก
หนึ่งรอบ
พลังมิได้ไหลตามวงของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปแต่มันกลับสู่จุดเริ่มโดยไม่แตก
อากาศในถ้ำหนักขึ้นเศษหินจากค่ายกลเดิมลอยเหนือพื้นครึ่งชุ่นแล้วตกพร้อมกันเสียงต่ำกังวานผ่านผนังราวกับูเาตอบลมหายใจเขา
เยี่ยซิงเหอรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องมองความเย็นมิได้อยู่นอกร่างอีกต่อไป ปราณสีทองเส้นเล็กนิ่งอยู่กลางอกรอการเรียกครั้งถัดไป
เขาทะลวงระดับรวบรวมปราณแล้ว
ความยินดีเกิดเพียงชั่วครู่ก่อนความเจ็บจากแขนซ้ายกับอกจะตามมา เขาโน้มตัว ไอเืหยดหนึ่งลงบนพื้น
“ข้าบอกให้ครบหนึ่งรอบ” เขากล่าวเสียงแหบ“มิได้บอกว่าจะครบโดยไม่จ่าย”
ไม้เท้าเคาะศีรษะเขาแรงกว่าทุกครั้ง “หากยังพูดเล่นแปลว่ายังไม่เจ็บพอ”
แต่ฝ่ามือของผู้เฒ่าโม่ซึ่งประคองหลังเขาสั่นเล็กน้อย
* * *
หลังพักหนึ่งก้านธูป เยี่ยซิงเหอยืนได้ผู้เฒ่าโม่ให้ทดลองเพียงรวบสายทองไว้ที่ฝ่ามือ ห้ามปล่อยออกนอกผิว
เขาหายใจ รับประกายตามจังหวะใหม่ แล้วนำพลังลงแขนขวาแสงทองบางเท่าเส้นผมปรากฏใต้ผิว
“หยุดตรงข้อศอก” ชายชรากล่าว
เยี่ยซิงเหอพยายามหยุด แต่มันไหลต่อถึงกำปั้นเอง เขารีบคลายมือแรงทองพุ่งออกเพียงครึ่งฉื่อ กระแทกผนังถ้ำให้ฝุ่นร่วง
แรงสะท้อนแล่นกลับถึงหัวไหล่ เขาเซหนึ่งก้าว
“รวบรวมได้ มิได้หมายความว่าควบคุมได้” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“ั้แ่วันนี้ เ้าเรียกตนว่าผู้ฝึกยุทธ์ได้เพียงครึ่งคำ”
“อีกครึ่งคืออะไร”
“รู้ว่าเมื่อใดไม่ควรปล่อยหมัด”
เสียงกีบม้าดังไกลจากด้านหมู่บ้าน แล้วหยุดกะทันหันตามด้วยเสียงสัตว์ร้องใปราณซึ่งหลุดจากถ้ำเมื่อครู่คงเล็ดลอดผ่านน้ำตกไปถึงภายนอก
ผู้เฒ่าโม่ดับตะเกียง “กลับ”
“ชายผู้นั้นรู้หรือ”
“ไม่ว่าเขารู้หรือไม่ คนบนูเาย่อมรู้”
ทั้งสองออกจากถ้ำโดยใช้ทางหินแคบ เยี่ยซิงเหอยังสวมผ้าปิดตาภาพจริงค่อยกลับมา แต่ทุกย่างก้าวทำให้หน้าอกเจ็บเขาเคยคิดว่าการมีปราณจะลบคำว่าไร้ค่าออกจากชีวิตทว่าก้าวแรกของผู้ฝึกยุทธ์กลับทำให้เห็นสิ่งตรงข้าม—พลังมิได้ลบภาระมันเพิ่มสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบ
ใกล้ขอบหมู่บ้าน พวกเขาพบชายหนุ่มจากเมืองยืนข้างม้าเขาหันมองแนวน้ำตก เห็นเยี่ยซิงเหอเดินกลับพร้อมผู้เฒ่าโม่ แต่ไม่ได้ถามมีเพียงมือที่แตะด้ามกระบี่แน่นขึ้น
นายพรานรายงานว่าตรวจพบหลักหินอีกสองจุดทว่ายังไม่กล้าขุดจนกว่าผู้เฒ่าโม่จะดู ชายหนุ่มจึงยอมไม่ขึ้นเขาในวันนี้แลกกับการได้ดูรอยจากระยะห่างในวันรุ่งขึ้น
คำสั่งเฝ้าระวังจึงถูกเปลี่ยนใหม่คนที่เคยผลัดกันซ่อมประตูหมู่บ้านถูกแบ่งส่วนหนึ่งไปปักกิ่งไม้เป็เครื่องหมายรอบหลักหินทั้งสองห้ามผู้ใดแตะต้องดินในระยะสามก้าวทางเล็กด้านเหนือซึ่งมุ่งสู่เชิงเขาถูกปิดด้วยเกวียนเปล่าสองคันแม้สิ่งเหล่านี้มิอาจต้านผู้ฝึกยุทธ์ได้จริงแต่อย่างน้อยก็ทำให้ผู้บุกรุกต้องทิ้งรอยไว้ก่อนเข้าถึงเรือนคน
ชายหนุ่มจากเมืองยืนดูการจัดคนอยู่ข้างคอกม้าสีหน้าของเขาเผยความไม่พอใจชัดเจน “พวกเ้ารู้ว่ามีสิ่งใดอยู่บนเขาเหตุใดจึงเอาแต่รอ”
“เพราะสิ่งที่รอให้เราแตะมัน อาจ้าให้เรารีบร้อน”เยี่ยซิงเหอตอบ เขามิได้กล่าวถึงถ้ำมิได้กล่าวถึงเส้นปราณสีทองที่เพิ่งไหลเวียนสำเร็จเพียงชี้รอยเืแห้งบนเชือกบังเหียนซึ่งสั่นตามแรงกระสับกระส่ายของม้า“แม้แต่สัตว์ยังรู้ว่าบนเขามีบางอย่างผิดปกติ หากเราวิ่งเข้าไปโดยไม่รู้ว่ามีกี่วงก็เท่ากับเดินตามทางที่มันขีดไว้”
ผู้มาเยือนเหลือบมองมือขวาของเขา มือข้างนั้นยังสั่นน้อย ๆทุกครั้งที่กำแน่น “แล้วเ้าจะทำสิ่งใด”
“ทำให้คนในหมู่บ้านรอดถึงรุ่งเช้าก่อน”
คำตอบเรียบง่ายกว่าที่อีกฝ่ายคาด ชายหนุ่มจากเมืองมิได้ซักต่อแต่สายตาที่มองเยี่ยซิงเหอเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขาอาจยังไม่รู้ว่าพลังซึ่งตรวจพบมาจากผู้ใดทว่าเริ่มแน่ใจแล้วว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าปิดบังมากกว่าความสามารถในการหลบหลีก
เมื่อทุกคนแยกย้ายเยี่ยซิงเหอลองยกถังน้ำช่วยคนชราเพียงครั้งเดียวความเจ็บจากกลางอกก็แล่นถึงหัวไหล่จนปลายนิ้วชา เขาต้องวางถังลงก่อนน้ำกระฉอกออกมาสีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแต่ความจริงหนึ่งชัดเจนยิ่งกว่าตอนอยู่ในถ้ำ—การก้าวเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณมิได้ทำให้เขากลายเป็เกราะของหมู่บ้านในทันทีหากฝืนปล่อยพลังอีกครั้ง เขาอาจล้มก่อนศัตรูลงมือเสียด้วยซ้ำ
บนไหล่เขาไกลออกไปหลักหินสองต้นที่ถูกปักเครื่องหมายไว้เริ่มมีละอองเืซึมตามรอยสลักแสงแดงมิได้สว่างพอให้คนเฝ้ายามมองเห็น ทว่ามันกระเพื่อมรับกันครั้งหนึ่งราวกับคลื่นจากการทะลวงระดับในถ้ำเพิ่งเดินทางมาถึง
ภัยถูกยื้อ มิได้หายไป
ผู้เฒ่าโม่พาเยี่ยซิงเหอกลับเรือนยาเมื่อถอดเสื้อชั้นนอกเพื่อตรวจแรงสะท้อน ชายชราก็หยุดมือ
รอยเสี้ยวดาวบนแผ่นหลังซึ่งเคยเป็เพียงปื้นร้อนบัดนี้มีเส้นสีทองบางแตกออกจากปลายหนึ่งเส้น
เส้นนั้นเคลื่อนช้า ๆ ตามจังหวะปราณในอกราวกับปมซึ่งผูกมานานกำลังคลายตัวเอง
ผู้เฒ่าโม่ใช้ฝ่ามือปิดมัน แต่แสงลอดซอกนิ้วออกมา
“ท่านเคยเห็นเช่นนี้หรือไม่” เยี่ยซิงเหอถาม
ชายชราไม่ตอบ
นอกเรือน ลึกขึ้นไปบนูเา หลักหินสีดำสองต้นสว่างแดงพร้อมกันงทีละก้าว