“ จิ๊บ จิ๊บ ๆ ” เสียงสกุณาร่ำร้องยามเช้า พระอาทิตย์ส่องแสงต้อนรับวันใหม่ ความอบอุ่นขับไล่อากาศหนาวให้จางลง หลี่เฉิงเฉียนตื่นแต่เช้า เพราะแปลกที่เลยนอนไม่ค่อยหลับ เขายืนหาวบิดี้เีอยู่หน้าห้องนอน ตอนที่ยังอยู่ในยุคปัจจุบันเขาได้อ่านบันทึกการใช้ชีวิตของบรรพบุรุษแต่ละรุ่นจนจำได้ทุกตัวอักษร ทำให้รู้ว่าอีกไม่นานเขาจะต้องถูกเนรเทศไปชายแดน ในบันทึกของลูกชายหลี่เฉิงเฉียน ก่อนถูกเนรเทศเคยบอกกับเขาไว้ว่าในห้องนอนของบิดา มีห้องลับอยู่ห้องหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ตรงไหนของห้อง เพราะเขาไม่มีโอกาสเข้าไปที่ห้องนั้น หลี่เฉิงเฉียนพักเื่ห้องลับไว้ก่อน เขา้าสำรวจสภาพแวดล้อมของตำหนักว่าเป็อย่างไร
เขาค่อย ๆ เดินลัดเลาะไปเลื่อย ๆ ตำหนักตงกงมีพื้นที่เป็ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกำแพงล้อมรอบ 4 ด้าน กำแพงสูงประมาณ 6 เมตร กำแพงทั้ง 4 ด้านทำเป็ระเบียงทางเดินสามารถเดินรอบตำหนักได้ ทางเดินระเบียงด้านขวาปลูกต้นเหมยฮว่าตลอดทาง ส่วนทางเดินระเบียงด้านซ้ายปลูกต้นเถาฮว่าขนานกันไป ใจกลางมีโถงตำหนักใหญ่ใช้ปรึกษาหารือกับเหล่าขุนนางสนิท หน้าประตูทางเข้าโถง ปลูกต้นสนสูงใหญ่ขนาบซ้ายขวา ต่อจากโถงใหญ่ ปีกซ้ายมีหนึ่งอาคาร ปีกขวามีอีกหนึ่งอาคาร อาคารซ้ายเป็อาคารสำหรับให้ข้ารับใช้พักอาศัย อาคารขวาเป็โรงครัวและแบ่งเป็ห้องเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้านหลังโถงใหญ่มีสะพานข้ามสระบัว ถัดจากสระบัวเป็ห้องนอนของหลี่เฉิงเฉียน ด้านข้างห้องนอน ซ้ายขวาเป็แปลงดอกไม้ มีทั้งดอกเก๊กฮวย ดอกเบญจมาศ สวยงามตระการตา ตำหนักตงกงมีพื้นที่ยาวประมาณ ครึ่งลี้ กว้างประมาณ 50 จั้ง
9 เดือนแล้ว ที่ตำหนักตงกงถูกใช้เป็ที่คุมขังหลี่เฉิงเฉียน ตำหนักถูกปิดตายมาเป็ระยะเวลานาน หญ้าคาสูง 3 ฉื่อ ขึ้นทุกที่ที่ขึ้นได้ ยกเว้นพื้นระเบียงและพื้นทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อน หลี่เฉิงเฉียนเดินสำรวจรอบตำหนักได้หนึ่งรอบก็เข้าปลายยามเฉินพอดี ขันทีน้อยจะมาส่งอาหารเวลานี้เป็ประจำ
“ คารวะคุณชาย ” ขันทีกล่าวทักทายหลี่เฉิงเฉียน หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้ารับ
“ ข้าน้อยนำอาหารมาส่งขอรับ ” ขันทีแจ้งธุระของตน
“ เ้าเอาไปวางไว้บนโต๊ะได้เลย ” หลี่เฉิงเฉียนออกคำสั่งพร้อมกับเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร ขันทีนำอาหารออกจากปิ่นโตวางไว้บนโต๊ะ เป็โจ๊กข้าวฟ่างกับผักดองสองอย่าง หลี่เฉิงเฉียนเห็นอาหารบนโต๊ะ รู้สึกไม่พอใจ
“ อาหารไม่มีจานเนื้อเลยหรือ..?” หลีเฉิงเฉียนถามด้วยความไม่พอใจ
“ ขออภัยขอรับคุณชาย ฝ่าามีรับสั่งให้ปฏิบัติกับคุณชายเหมือนนักโทษคนหนึ่ง แต่ด้วยทุกคนเป็ห่วงฮองเฮาไม่อยากให้ทรงกังกลเื่คุณชาย จึงพอได้มีอาหารการกินที่ดีกว่านักโทษทั่วไปอยู่มากขอรับ ” ขันทีตอบคำถามด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้าเข้าใจ เขานึกขึ้นได้ว่าลืมเื่สำคัญไปเื่หนึ่งคือลืมถามชื่อขันที
“ ว่าแต่เ้ามีชื่อว่าอะไร ”หลี่เฉิงเฉียนเอ่ยถาม
“ ข้าน้อยมีนามว่า เกาหยวน ขอรับ ” ขันทีตอบคำถาม หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหาร เพราะความหิวไม่เคยปราณีใครแม้ตัวเขาก็เช่นกัน เมื่อทานอาหารเสร็จจึงให้ขันทีเกาเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ นอกตำหนักให้ฟัง เื่ราวส่วนใหญ่จะเป็เื่ปากท้องของชาวบ้าน เื่ภัยหนาวที่กำลังมาเยือน เื่การเงินพระคลังที่ร่อยหรอ เื่ขุนนางที่เริ่มเข้าหาองค์ชายรอง
หลี่เฉิงเฉียนรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้มีรสชาติขมติดปลายลิ้น จึงถามถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงในการทำอาหาร
“ รสชาติขมติดปลายลิ้นมาจากเกลือขอรับ เกลือของต้าถังได้มาจากเหมืองเกลือขอรับ จะเป็ผลึกเรียก เกลือหิน มีสีขาวปนเทา แย่หน่อยก็สีขาวปนเขียว ถ้ามีสีม่วงใช้ไม่ได้ขอรับ เกลือที่ดีที่สุดได้จากบ่อเกลือจะมีสีขาว สามารถใช้ได้เฉพาะฝ่าา ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และชนชั้นสูงขอครับ ” ขันทีเกาอธิบายให้หลี่เฉิงเฉียนฟัง
“ ยามเซิน เ้าหาเกลือ ซัก 1 เหลียง มาให้ข้าได้หรือไม่..? เอาสุรามา 1 ไหด้วยเ้าพอจะทำได้มั้ย..? ” หลีเฉิงเฉียนเอ่ยถาม ขันทีเกามีท่าทางลำบากใจถ้าติดสินบนคนครัวก็พอจะเป็ไปได้
“ ข้าน้อยจะลองดูขอรับ ” ขันทีเการับปากก่อนจะเดินออกจากตำหนักไป
เมื่อขันทีเกาจากไปแล้ว หลีเฉิงเฉียนหวนกับมาคิดถึงห้องลับที่ตนต้องหาให้เจอ แต่จะหาอย่างไรดี เพราะเท่าที่เห็น ตำหนักตงกงถูกทหารรื้อค้นข้าวของออกไปจนหมด ในโถงใหญ่มีแค่ชุดโต๊ะรับแขก 1 ชุด ห้องครัวมีอุปกรณ์ทำครัวอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ที่เหลือให้ไม่บุบบู้บี้ ก็มีรูรั่วชำรุดเสียหาย ในห้องนอนมีเตียงเตาอยู่ 1 หลัง กับชุดเครื่องนอน ดีหน่อยที่มีโต๊ะทานอาหาร กับชุดชงชา อยู่ 1 ชุด ทั้งตำหนักไม่เหลือของมีค่าอะไรเลย ของมีคมก็ไม่มี หลีเฉิงเฉียนใช้กิ่งเหมยเคาะตามผนัง มุมห้อง จุดต่างๆ ที่พอจะเป็ห้องลับได้ เคาะอยู่นานก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอ จึงพักเื่นี้ไว้ก่อน เขาเดินออกไปดูที่สระน้ำที่เมื่อเช้าเดินมาสำรวจแล้ว พบว่ามีปลาหลี่ฮื้อ ปลาแชฮื้อ และปลากุ้ยฮัว แหวกว่ายอยู่ในสระหลายตัว จึงคิดว่าเย็นนี้คงต้องปลาย่างแกล้มเหล้าอุ่นๆ คลายหนาวยามเย็นดีกว่า ถ้าให้กินแต่ผักดองคงไม่มีกำลังพอสำหรับเดินทางยามถูกเนรเทศแน่ ว่าแล้วก็คิดหาวิธีจับปลาอย่างง่ายที่สุดที่พอทำได้ เขาค่อย ๆ เอาหินจากขอบบ่อลงไปวางเรียงกันในจุดที่น้ำตื่นเท่าหัวเข่า จนกลายเป็เขื่อนขนาดเล็ก รูปหัวใจซ้อนทับกัน ทำปากทางเข้าให้แคบและเรียงก้อนหินให้สูงใกล้กับผิวน้ำ เสร็จแล้วก็ขึ้นมาจากสระ นั่งจิบชาอยู่ 1 เค่อ ก่อนจะรุกไปเดินเก็บเศษไม้ใบหญ้า เพื่อทำเชื้อเพลิงก่อไฟ
เมื่อถึงยามเซิน ขันทีเกาก็ไม่ทำให้หลี่เฉิงเฉียนผิดหวัง อุ้มเหล้ามา 1 ไหใหญ่ ยิ้มหน้าชื่นตาบานเดินมาแต่ไกล เขาค่อยๆ วางไหเหล้าลงบนโต๊ะอย่างทะนุถนอม พร้อมกับหยิบถุงเกลือออกมาจากอกเสื้อ หลี่เฉิงเฉียนลับไว้ก่อนชั่งน้ำหนักในใจน่าจะได้มาเกิน 1 เหลียง เขาหันไปมองขันทีเกาพร้อมกับกล่าวเชยชม
หลี่เฉิงเฉียนเดินไปดูเขื่อนดักปลาของตน ก็พบว่ามีปลาเข้ามาในเขื่อนประมาณ 4-5 ตัว เขาพอใจกับการจับปลาครั้งนี้มาก ขันทีเกาเดินมาตามหลังเห็นก้อนหินเรียงกันเป็รูปทรงแปลก ๆ ก็อดสงสัยไม่ได้
“ ก้อนหินที่เรียงกันในสระบัวนั่นอะไรหรือขอรับ ? ” ขันทีเอ่ยถาม
“ หึ หึ นั้นคือค่ายกลดักปลายังไงละ เราไม่ต้องจับมันมันจะเขามาเป็อาหารของเราเอง เย็นนี้เรามีปลากินกันแล้วขันทีเกา ฮ่า ฮ่า ฮ่าาา ” หลีเฉิงเฉียนหันไปตอบขันทีด้วยอารมณ์อิ่มเอิบ ขันทีมองผู้เป็นายด้วยความเลื่อมใส พลางคิดในใจสมแล้วที่เป็อดีตรัชทายาท. หลีเฉิงเฉียนใช้ให้ขันทีเกาก่อไฟในห้องครัว ก่อนจะย่างปลาเขามีสิ่งสำคัญอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำ เขาเดินเข้าไปให้ห้องครัวพร้อมกับขันที ค้นหากระทะ กระบวย ที่พอใช้ได้ หาผ้าไหมที่สะอาด และสิ่งสุดท้ายที่หาจนพบ ก็คือครกบดยา ขันทีเกาเป็ลูกมือจุดเตา หลีเฉิงเฉียนนำเกลือที่ได้มา ใส่ครกตำบดจนละเอียด ก่อนจะละลายน้ำในกระทะ เมื่อขันทีเกาเห็นหลีเฉิงเฉียนนำเกลือไปละลายน้ำก็ใรีบห้ามโดยพลัน
“ ไม่ได้นะขอรับ มันจะเสียของนะขอรับ ” ขันทีรีบห้าม โบกมือเป็ระวิง
หลี่เฉิงเฉียนยิ้มให้แล้วกล่าวว่า “ ไม่ต้องกลัวมันไม่เสียของแน่นอน เมื่อเสร็จแล้วแล้วเ้าจะใ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” หลี่เฉิงเฉียนกล่าวด้วยอารมณ์ยินดี
เมื่อเกลือละลายดีแล้ว เขาใช้ผ้าไหมกรองสิ่งสกปรกออกมาอีกที กรองอยู่หลายรอบจนแน่ใจว่า น้ำใสสะอาดดีแล้วจึงเอากระทะขึ้นตั้งไฟ ค่อยๆเคี้ยวน้ำเกลือไปเลื่อย ๆ น้ำค่อยๆ เดือด ผลึกเกลือสีขาวสะอาดเริ่มเกาะตามขอบกระทะ เมื่อน้ำระเหยไปหมด ในกระทะก็เหลือแต่ผลึกเกลือสีขาวสะท้อนแสงแวววาว หลี่เฉิงเฉียนหยิบเกลือขึ้นมาชิม และกล่าว “ ต้องอย่างนี้ซิถึงจะเรียกว่าเกลือ ”
ขันทีเกาเห็นหลีเฉิงเฉียนชิมเกลือ จึงชิมตาม ขันทีเกาใเป็อย่างมากเพราะมันมีแต่รสเค็ม ไม่มีรสขมฝาดเหมือนเกลือที่เขาเคยกิน
“ คุณชายทำได้อย่างไรขอรับ ” ขันทีเกาถามด้วยความตื่นเต้น
“ ยังมีอีกมากมายที่ข้าทำได้ แต่คนอื่นไม่เคยรู้ ” หลีเฉิงเฉียนตอบอย่างภาคภูมิใจ เมื่อทำเกลือเสร็จแล้วทั้งสองจึงลงไปจับปลาที่ดักไว้ได้ 4 ตัว จึงใส่ถังไว้ ขันทีเกาอาสาก่อกองไฟ หลีเฉิงเฉียนตระเตรียมโรยเกลือปลาทั้ง 4 ตัว เมื่อไฟได้ที่แล้ว จึงเสียบไม้ย่างปลาไป ร่ำสุราไปช่างมีความสุขยิ่งนัก
ปลายยามซวี แม้สุราจะมีรสไม่แรงแต่ด้วยปริมาณมาก ก็ทำให้หลี่เฉิงเฉียนเมามายได้เหมือนกัน ขันทีเกาก็มีอาการไม่ต่างกัน นี้เป็ครั้งแรกที่เขาได้กินปลาย่างที่อร่อยหาใดเทียม เพียงแค่โรยเกลือของหลีเฉิงเฉียนลงไป ก็กลายเป็อาหารเลิศรสได้ทันที ขันทีเกาพยุงหลี่เฉิงเฉียนเข้าไปนอนในตำหนัก ก่อนจะดับไฟเก็บข้าวของแล้วกลับตำหนักของตนด้วยความเปรมปรีดิ์
ปล. หนึ่งคอมเม้นต์ คือหนึ่งกำลังใจ
ติเพื่อก่อ เยินยอไม่เหลิง