ตอนที่ 11 ร่างปราณพิสุทธิ์
เม่ยหลิงมองอาซาน ที่มีสีหน้าซีดขาว ชีพจรปั่นป่วน ก่อนนึกถึงคำของนักพรตชราไป๋ลู่ ที่เคยพูดถึงวิธีการใช้ร่างปราณพิสุทธิ์ “ร่างปราณพิสุทธิ์นั้นเป็นทั้งโชคและเคราะห์ของเจ้าของร่าง ในอดีตแม้จะมีร่างปราณพิสุทธิ์หลายคน แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของร่างแล้วได้รับประโยชน์นั้นแทบไม่มี เพราะมักจะตกเป็นเครื่องมือของคนอื่นเพื่อเพิ่มพลังเสมอ” ภาพนักพรตชราไป๋ลู่ที่เคยอธิบายเรื่องนี้เมื่อเม่ยหลิงยังเด็ก ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ “วิธีใช้ร่างปราณพิสุทธิ์ที่ถูกต้องและได้ผลดีมีอยู่สามวิธี หนึ่งก็คือใช้การร่วมประเวณีของชายหญิงพร้อมเดินพลัง วิธีนี้จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และได้รับพลังมากที่สุด” “วิธีที่สองคือการนำร่างปราณพิสุทธิ์มากลั่นเป็นเม็ดยา ซึ่งผู้เป็นเจ้าของร่างจะต้องตายเพราะถูกกลั่น แม้พลังจะด้อยกว่าวิธีแรกแต่ก็สามารถนำเม็ดยานี้ใช้กับใครก็ได้ไม่ว่าชายหรือหญิง แต่น่าเสียดายที่ต้องหาผู้ที่สามารถปรุงเม็ดยาและรู้วิธีกลั่น” “และวิธีสุดท้ายคือการกลั่นโลหิตปราณพิสุทธิ์ที่ต้องใช้ความสมัครใจของเจ้าของร่าง เพื่อถ่ายทอดพลังให้กับผู้อื่น เพียงแต่.......” ………………………………. ในขณะเดียวกันนั้น ไป๋ลู่ที่ออกไปเก็บสมุนไพรในป่าอีกด้านนั้น ก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างกระทันหัน “ลางสังหรณ์ของข้า เหมือนรู้สึกว่ากำลังมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น หรือว่า.....” เขาวางย่ามใส่สมุนไพรลง และหยิบแผ่นยันต์ออกมาเพื่อใช้วิชาทำนายทันที หลังร่ายบทสวดจบ นกยูงสีทองก็บินออกมาวนอยู่รอบตัว ก่อนร้องส่งเสียงสามครั้งหันหน้าไปทางทิศเหนือ แล้วสลายกลับเข้าไปในแผ่นยันต์ “แย่แล้ว! วิหคทองร้องสามครั้งคือเกิดเรื่องร้าย และทิศที่หันไปคือถ้ำที่เม่ยหลิงและอาซานอยู่ ข้าต้องรีบกลับไป” ไป๋ลู่ร้อนใจขึ้นทันที เขารีบคว้าย่ามสมุนไพรและนำแส้ปัดออกมา ก่อนเหยียบและเหาะไปทางถ้ำอย่างเต็มกำลัง “เม่ยหลิง...อาซาน พวกเจ้าต้องไม่เป็นอะไรนะ” ไป๋ลู่พูดขึ้นด้วยความกังวล ขณะที่เร่งเดินทางกลับถ้ำ ................................ ภายในถ้ำที่อาซานและเม่ยหลิงพักอยู่นั้น ร่างของอาซานนอนอยู่ที่แท่นหินอย่างไร้สติ ใบหน้าของเขาซีดขาว ลมหายใจแผ่วเบาและรวยริน ราวกับจะตายได้ทุกเมื่อ และตอนนี้ร่างกายของเขาไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ ขณะที่เม่ยหลิงอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีขาว กำลังนั่งเขียนอักขระสีแดงลงบนตัวของอาซาน พร้อมท่องบทสวดโบราณ เมื่อสังเกตอย่างใกล้ๆจะเห็นว่านางกำลังใช้เลือดจากปลายนิ้วของตัวเอง เขียนอักขระเหล่านั้น “ฟู่.....” เม่ยหลิงเป่าลมจากปาก หลังอักขระตัวสุดท้ายเขียนเสร็จ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆและเริ่มซีดขาวจากการเขียนอักขระที่ต้องใช้พลังใจและเสียเลือดในกายจำนวนมาก แม้จะดูอิดโรยแต่ดวงตาของนางกลับดูมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ “อาซาน....ในชีวิตของข้านอกจาท่านอาจารย์แล้วก็ไม่มีใครทำอะไรเพื่อข้าเลย วันนี้เจ้ายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อข้าได้ ข้าก็จะเสี่ยงเพื่อช่วยเจ้าเช่นกัน ไม่ว่าท้ายสุดข้าจะต้องเจอกับอะไรข้าก็ยินดี” เม่ยหลิงพูดกับร่างของอาซาน ก่อนปลดเสื้อคลุมลงเผยให้เห็นร่างเปลือยขาวผุดผ่องของสาวแรกรุ่น นางหยิบมีดสั้นข้างตัวเชือดที่ข้อมือซ้าย โลหิตสีแดงค่อยๆไหลซึมออกมาจากข้อมือ จากนั้นก็พลิกตัวค่อยๆนอนทับร่างเปลือยของอาซานและเริ่มร่ายบทสวดอีกครั้ง ทันใดนั้น! อักขระที่อยู่บนตัวของอาซานก็เปล่งแสงขึ้น แสงจากอักขระนั้นก็ส่งถ่ายมาที่ร่างของเม่ยหลิงด้วยเช่นกัน ราวกับกำลังเชื่อมทั้งสองให้เป็นหนึ่งเดียวกัน อักขระนี้ก็คือยันต์เชื่อมหยินหยาง ที่ใช้ตัวอักษรเดียวกันแต่ด้านหนึ่งจะแฝงด้วยพลังหยินและอีกด้านจะแฝงด้วยพลังหยาง “ขั้นตอนเชื่อมหยินและหยางสำเร็จแล้ว ” เม่ยหลิงรู้สึกได้ถึงแสงของอักขระอันอบอุ่นที่เข้ามาในร่างกาย “ต่อไปเป็นขั้นตอนกลั่นโลหิตปราณพิสุทธิ์” เม่ยหลิงพูดจบก็นำข้อมือซ้ายวางที่ปากของอาซาน พร้อมเดินเคล็ดปราณพิสุทธิ์ เพื่อกลั่นพลังของตนผ่านโลหิตแล้วไหลเข้าร่างของอาซาน เมื่อพลังของนางถูกกลั่นด้วยเคล็ดวิชา โลหิตสีแดงเข้มก็เริ่มมีประกายสีทองเพิ่มเข้ามา เมื่อไหลเข้าสู่ร่างของอาซาน ก็ทำให้ร่างของเขาเรืองแสงกลายเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง เมื่อขบวนการกลั่นโลหิตปราณพิสุทธิ์เริ่มแล้ว เม่ยหลิงก็ใช้มืออีกข้างจับมือของอาซานและซบใบหน้าของนางลงบนหน้าอกของเขา ก่อนหลับตาลงด้วยความสุข “อาซาน...เจ้ารู้ไหมว่า หลังจากอาจารย์รู้ว่าข้ามีร่างปราณพิสุทธิ์ ท่านก็หาข้อมูลและสอนวิธีทั้งสามให้ข้าตั้งแต่เด็กๆ ” เม่ยหลิงพูดออกมาราวกับอยากให้อาซานได้ยิน “วิธีที่หนึ่งและสองนั้นข้าเข้าใจดี แต่วิธีที่สามนั้น ข้าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าใครจะยอมใช้ เพราะหากใช้วิธีนี้ ก็เท่ากับว่าเจ้าของร่างปราณพิสุทธิ์นั้นต้องยอมตายเพื่อใครสักคนด้วยความเต็มใจ เพื่อมอบพลังชีวิตของตนให้คนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ได้อะไร” “ตั้งแต่เด็กเมื่ออาจารย์รับข้ามาดูแล ข้าก็อยากอยู่โลกนี้ไปนานๆ จะได้ไปเที่ยวทุกๆที่กับอาจารย์ ข้าอยากดูแลท่านในวันที่ท่านยังอยู่ เพื่อตอบแทนบุญคุณ ทำให้ข้าเองไม่เคยขัดคำสั่งอาจารย์แม้แต่เรื่องเดียว โดยเฉพาะเรื่องที่หาคู่บำเพ็ญเพียรให้ข้า” “อันที่จริงเรื่องหาคู่บำเพ็ญเพียรให้ข้านั้น ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่งของอาจารย์ แต่ข้าเองก็กลัวตายเช่นกัน เพราะชีวิตของข้ายังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ และข้าก็ยังอยากดูแลอาจารย์ต่อไป” “แต่ทั้งหมด...เป็นเรื่องก่อนที่จะเจอกับเจ้า...อาซาน”“ข้าเคยเห็นเจ้าตอนที่เป็นเจิ้นเทียนนายน้อยแห่งชนเผ่านิกายปราชญ์สวรรค์ที่หล่อเหลาและยิ่งใหญ่ คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้หญิงทุกคนอยากได้ผู้ชายที่หล่อเหลา มีความเก่งกาจและมีอำนาจมาเป็นคู่ชีวิต ในตอนนั้นข้าเองก็เช่นกัน” “แต่ในตอนนี้ ข้ากลับชื่นชอบคนที่เป็นตรงข้ามทุกอย่างกับนายน้อยเจิ้นเทียนผู้นั้น เพียงเพราะทุกๆวัน ทุกๆนาทีที่อยู่กับเขา มันทำให้ข้ามีความสุข” “ไม่น่าเชื่อว่าแค่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน ข้าจะรู้สึกแบบนี้กับเจ้าได้ นี่กระมังที่เค้าเรียกว่าความรักของหนุ่มสาว ความรักที่ยอมแม้กระทั่งตายแทนกันได้” “วันนี้ทำให้ข้าเข้าใจถึงวิธีใช้ร่างปราณพิสุทธิ์แบบที่สาม ว่าคนที่คิดวิธีนี้ขึ้นมา...คงรักใครสักคนสุดหัวใจ จนสามารถยอมตายแทนคนอื่นได้ด้วยความเต็มใจ” “อาซาน....ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินข้าหรือไม่ หากเจ้าตื่นมา ขอเพียงเจ้ายังจดจำข้าได้ ข้าก็ดีใจแล้ว ” “ได้โปรดใช้ชีวิตแทนส่วนของข้าด้วย และอยากบอกเจ้าว่า.......” “ข้ารักเจ้า....อาซาน” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของเม่ยหลิง ก่อนที่จะมีน้ำตาหยดเล็กๆไหลออกมาจากหางตาของนาง มันเป็นน้ำตาที่ไม่ได้โศกเศร้าเสียใจ แต่เป็นน้ำตาแห่งความอบอุ่นที่บรรจุความรู้สึกมากมายที่อธิบายไม่ได้ความรู้สึกที่เมื่อรวมกันแล้ว มันแปลได้ว่าความรัก ความรัก...ที่มอบให้ใครสักคน...เป็นครั้งสุดท้าย ................... มนุษย์นั้นช่างซับซ้อน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือทุกคนต่างกลัวความตาย นั่นเป็นกฎที่ธรรมชาติใส่ไว่ในสัญชาติญาณเพื่อให้สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอด แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยอมตายแทนผู้อื่นได้ โดยมิได้ลบสัญชาติญาณเดิมออก แต่...พวกเขาก้าวข้ามมันไป เพียงเพราะมองเห็นคุณค่าของชีวิต...ที่สามารถส่งต่อให้กันได้ เมื่อนักพรตชราไป๋ลู่มาถึง เขามองเห็นซากของงูอสูรเขาเงินและร่องรอยการต่อสู้ ก็รีบวิ่งเข้าไปดูด้านในถ้ำและได้เห็นภาพตรงหน้า ก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่ยาก ก่อนตะโกนเรียกชื่อ ลูกศิษย์ที่รักดั่งลูกสาวด้วยความเสียใจสุดชีวิต เพราะรู้บทสรุปของเรื่องราว “เม่ยหลิงงงงงงงงง!.......” …………………………………