วันนี้คุณนพรักษ์และภารดีไปทำธุระแต่เช้า พริมาจึงต้องไปโรงเรียนเอง “ลูกไปเองได้ใช่ไหม? แม่เป็ห่วง” ภารดีถามลูกสาวเมื่อคืน ความจริงโรงเรียนก็ไม่ได้ไกลจากบ้านมากนักพริมาเคยขอมารดาปั่นจักรยานไปด้วยซ้ำ แต่ภารดีไม่ยอม
“ลูกจะขี่จักรยานไปได้ยังไง? นี่เมืองไทยนะ! จักรยานน่ะจากถนนบางทีก็ไปอยู่ใต้ท้องรถ” ภารดีไม่ได้ดูถูกประเทศตัวเองแต่ความจริงก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆขนาดนักปั่นจักรยานที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่ปั่นมาแล้วหลายประเทศ กลับต้องมาจบชีวิตที่ประเทศนี้ ข่าวก็ดังครึกโครมอยู่หลายปีก่อน
“งั้นลูกแก้วไปแท็กซี่ก็ได้ค่ะแม่ไม่ต้องเป็ห่วง” เด็กหญิงไม่ใช่คนดื้อ แม่ว่ายังไงก็ว่าหยั่งงั้นความจริงถ้าแม่จะไปส่งที่โรงเรียนก่อนไปทำธุระ แล้วให้หล่อนรอจนประตูโรงเรียนเปิดหล่อนยังทำได้เลย
“เดี๋ยวผมฝากตาคุณให้พาน้องไปด้วยก็แล้วกันนะคุณพิมพ์” คุณนพรักษ์พยายามหาทางแก้ปัญหา
“ถ้าได้อย่างนั้นฉันก็วางใจค่ะ”ภารดีหันไปยิ้มให้สามี
“ไม่เป็ไรจริงๆค่ะ ลูกแก้วไปเองได้ แม่ไม่ต้องเป็ห่วง ลูกแก้วโตแล้ว โรงเรียนก็ไม่ไกลเลยลูกแก้วไปเองได้สบายมาก” เด็กหญิงปฏิเสธทันควัน ให้หล่อนไปกับคุณชายใหญ่เหรอ? ไม่ไหวๆ มีหวังทะเลาะกันไปตลอดทางแน่
“ตามนั้นแหละลูกแก้วยังไงก็อยู่โรงเรียนเดียวกัน ไปกับพี่เขานั่นแหละ เดี๋ยวลุงไปบอกตาคุณเอง” พ่อเลี้ยงหล่อนตัดบท
“ไปกันเถอะคุณพิมพ์เราไปนอนกันดีกว่าพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า” คุณนพรักษ์ดันหลังภรรยาออกจากห้องลูกสาวไปกันแล้ว...ไม่ถามความสมัครใจของหล่อนสักคำด้วยความที่คิดวางแผนการไปโรงเรียนทำให้พริมา นอนไม่ค่อยหลับคิดไปคิดมาหล่อนก็ได้คำตอบ ให้แม่ออกไปก่อนแล้วหล่อนตามออกไปติดๆ...ไปเองนี่แหละ ภารดีออกแต่เช้าหล่อนก็ตื่นเช้าหน่อย...คุณชายใหญ่น่าจะยังไม่ตื่นด้วยซ้ำถึงโรงเรียนแล้วค่อยไลน์บอก...น่าจะโดนบ่นชุดใหญ่ แต่ช่างเถอะ ไม่ไปก็บ่น ไปด้วยกันก็บ่นเหมือนกันอยู่ดีนั่นแหละ
“ไปโรงเรียนยังไงนะ?” พริมานั่งวางแผนการเดินทางอยู่พักใหญ่ ถ้าไปแท็กซี่ ก็ง่ายหน่อย แต่ถ้ามีเวลาหล่อนอยากลองดู...รถสองแถวไปปากซอย ต่อรถเมล์สายเดียวก็ถึงโรงเรียนแล้วสบายมาก คิดได้แล้วก็เข้านอน แบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย พริมาทำตามแผน หล่อนรอให้ภารดีออกจากบ้านตัวเองก็เตรียมพร้อมแต่งตัวเสร็จก่อนแม่ซะอีกดูนาฬิกาตีห้าครึ่ง...ตามปกติหล่อนออกจากบ้านหกโมงครึ่ง
“ออกก่อนตั้งชั่วโมงหนึ่งแน่ะ ดีแล้วเผื่อหลง จะได้มีเวลาเผื่อไว้ก่อน”ว่าแล้ว ก็จัดแจงออกจากห้อง ตอนออกไปนั้นหล่อนเห็นประตูห้องนพคุณแง้มอยู่
“ตายแล้ว คุณชายใหญ่ตื่นแล้วเหรอเนี้ย” แบบนี้แผนหล่อนก็ล่มสิแต่เอ๊ะ! ประตูแง้มไว้ไฟไม่ได้เปิดนี่นา หรือว่ายังไม่ตื่น แต่ปิดประตูไม่สนิทแอบดูหน่อยดีกว่า
“ไม่มีคนนี่นา?” พริมามองรอบห้อง เงียบสนิทนพคุณออกไปแล้ว โธ่! ที่แท้ เขาก็วางแผนไว้แบบหล่อนนั่นแหละเขาเองก็คงไม่อยากไปโรงเรียนกับหล่อนเหมือนกัน ดี! จะได้ไม่รู้สึกผิดที่ขัดคำสั่งแม่ สาวน้อยออกจากบ้านอย่างสบายใจถนนในซอยบ้านคึกคักพอสมควร แม้จะยังเช้าอยู่มาก นั่นไง! สองแถวหล่อนจำได้ เคยเห็นประจำตอนนั่งรถไปโรงเรียนทุกเช้า อารามดีใจพริมารีบวิ่งขึ้นสองแถวนั่งยิ้มสบายใจด้วยความที่ยังเช้าถนนโล่ง รถจึงไม่ติด สองแถวของหล่อนวิ่งปรื๋ออย่างไว
“แป๊บเดียวก็ถึงโรงเรียนแล้วสิ น่าจะขอแม่มาโรงเรียนเองแบบนี้ทุกวันก็ดีนะ ออกเช้าๆ แบบนี้แหละไม่วุ่นวายดี” นั่งไปก็สังเกตบนรถมีหล่อน คุณป้ากับถุงแกง ถุงกับข้าวเต็มสองมือผู้ชายสองคนนั่งคุยกัน รวมแล้วทั้งคันมีกันอยู่ 4 คน แปลกจังไม่มีคนนั่งสองแถวกันเหรอ?นั่งไปเรื่อยๆ หล่อนเริ่มจะสังเกตเห็นว่าถนนหนทางมันไม่คุ้นเลยบ้านของพ่อเลี้ยงหล่อนนั้นอยู่ไม่ห่างจากถนนใหญ่มากนักนั่งรถสองแถวเวลาเช้าแบบนี้ยิ่งถึงเร็ว แต่ทว่าตอนนี้ยิ่งนั่งนานเท่าไรบ้านคนก็น้อยลงทุกทีกลายเป็สวน...บ้านสวนทั้งนั้นเลยคุณป้ากับถุงกับข้าวลงรถแล้วมองหล่อนด้วยสายตาประหลาดใจ...เด็กนักเรียนนั่งรถเข้ามาทำอะไรในซอยลึกแบบนี้พริมานั่งรถไปสักพัก หล่อนก็คิดได้แล้วว่าคงจะหลงทางแน่ๆ
“ลงดีกว่าก่อนจะไปไกลกว่านี้” ดูนาฬิกาใกล้จะหกโมงแล้วดีนะที่หล่อนเผื่อเวลาออกจากบ้าน แล้วก็เป็จริงตามคาดซะด้วย...หล่อนหลงทาง! พริมาลงมายืนงง...เหมือนที่วัยรุ่นสมัยนี้ชอบพูดกันว่า“ยืนงงในดงกล้วย” เพราะตอนนี้รอบตัวมีแต่สวนกล้วยสวนมะพร้าว...สวนทั้งนั้น หล่อนไม่เคยเข้ามาในซอยบ้านฝั่งนี้เลยปกติเคยไปแต่ถนนใหญ่ พอเข้ามาฝั่งนี้เล่นเอางงอยู่เหมือนกันยืนรออยู่ตรงนี้ดีกว่าเดี๋ยวก็น่าจะมีรถผ่านมาบ้างแหละ จากหางตาหล่อนมองเห็นคนพอหันไปดูถึงรู้ว่าผู้ชายสองคนบนรถสองแถวคันเดียวกันก็ลงตรงนี้เหมือนกัน...บังเอิญน่า!บ้านพวกเขาอาจจะอยู่แถวนี้พอดี ผู้ชายทั้งสองคนนั้นต่างกันลิบลับคนหนึ่งตัวสูงขาวอีกคนตัวดำไม่สูงนัก ร่างกายกำยำล่ำสัน แต่แน่นอนว่าทั้งสองคนตัวใหญ่กว่าหล่อนแค่คนตัวดำที่สูงเพียงไหล่คนตัวขาวก็ยังสูงกว่าหล่อนมากมายนักรอบตัวตอนนี้ไม่มีใครผ่านมาเลย...มีแค่หล่อนกับผู้ชายสองคนนั้น
“เดินไปเรื่อยๆ ก่อนดีกว่า”พริมาเริ่มออกเดินไปเรื่อยๆ พลางเหลือบตามองผู้ชายสองคนที่เดินอยู่ด้านหลังตอนนี้หกโมงกว่าๆ เช้าแล้ว สว่างแล้ว หล่อนพูดปลอบใจตัวเองอยู่ในใจ แต่พริมาเห็น...สองคนนั่นกำลังซุบซิบอะไรกันสักอย่าง หล่อนเห็นพวกเขาคุยกันและมองมาทางหล่อน...เด็กหญิงเร่งฝีเท้าพวกเขาก็ดูเหมือนเร่งฝีเท้าเหมือนกัน งั้นวิ่งดีกว่า!พริมาออกแรงวิ่งสุดกำลังเท่าที่เท้าของหล่อนจะพาไปได้ และดูเหมือนด้านหลังผู้ชายสองคนก็วิ่งด้วยเหมือนกัน หล่อนกลัว...กลัวมาก ตอนนี้หล่อนโทษตัวเองถ้าหล่อนไปแท็กซี่ไม่คิดอยากลองเดินทางเองแบบนี้ หรือถ้าจะให้ถูกยอมถูกบ่นไปตลอดทาง แล้วไปกับนพคุณอย่างที่แม่บอกหล่อนคงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คิดแล้วน้ำตาเด็กหญิงก็ไหลพรากถ้าหล่อนเป็อะไรไปแม่จะอยู่อย่างไร ความผิดหล่อนเองตลอดเวลาที่วิ่งอยู่นั้น พริมาได้ยินเสียงะโโหวกเหวกด้านหลังแต่หล่อนไม่กล้าแม้จะหันไปมอง ทันใดนั้นข้างหน้า...ถนนฝั่งด้านหน้า มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งกำลังวิ่งสวนมาและดูเหมือนว่าจะเห็นเหตุการณ์พอดีรถวิ่งสวนเลยหล่อนไปแล้วเด็กหญิงยังวิ่งต่อไป ผู้ชายสองคนด้านหลังก็ดูเหมือนยังวิ่งตามมาอยู่อย่างน้อยถ้าวันนี้หรือพรุ่งนี้มีข่าวหล่อนโดนฆ่าหมกป่าก็ยังดีที่อาจจะมีคนพอเห็นเหตุการณ์อยู่บ้าง
“นี่! เธอ เด็กนักเรียน” เสียงผู้ชาย!พริมาไม่หันไปมอง หล่อนวิ่งต่อไป...ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ แต่หยุดไม่ได้ เด็กหญิงภาวนา...อย่างน้อยก็น่าจะมีบ้านคนบ้างแหละ
“เด็กนักเรียน!” คราวนี้น้ำเสียงขุ่นหล่อนชินแล้ว ที่บ้านก็มีอยู่คนหนึ่งที่ชอบให้น้ำเสียงแบบนี้กับหล่อน...นั่นไง!บ้านคนอีกนิดเดียวแต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้เด็กหญิงหยุดฝีเท้าแทบไม่ทัน มอเตอร์ไซค์คันใหญ่วิ่งมาดักหน้าหล่อนแบบเฉียดฉิวพริมาใจหายยืนหายใจหอบมองคนบนมอเตอร์ไซค์อย่างกังวล ผู้ชายแน่ๆที่ขี่มอเตอร์ไซค์คันนี้ ใช่แล้ว!มอเตอร์ไซค์คันที่ขี่สวนทางไปเมื่อกี้นั่นเอง เขาเห็น! เขากลับมาช่วยหล่อนพริมายิ้มใส่รถมอเตอร์ไซค์ จนตาหยี ถ้าตอนนี้หล่อนวิ่งเข้าไปกอดเขาได้คงทำไปแล้ว
“จะวิ่งทำไมนักหนาเนี้ยเรียกตั้งนานแล้วนะ” คนขี่มอเตอร์ไซค์เปิดหน้ากากหมวกกันน็อคเผยให้เห็นโฉมหน้าคนพูดอย่างชัดเจน ถ้าดูจากหน้าตา เขาน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนพคุณแต่ถ้าดูจากชุด...พริมามองไม่เห็น เพราะเด็กหนุ่มใส่เสื้อผ้ามิดชิด
“โรงเรียนสารสินทร์ใช่มะ? “ เด็กหนุ่มถามเสียงห้วนน้ำเสียงดีขึ้นกว่าตอนแรกคงเพราะจากสภาพที่เห็นเด็กผู้หญิงตรงหน้า...ผมเปียสองข้างชี้โด่เด่เหงื่อแตกชุ่มจนเสื้อเปียกไปหมด ดีว่าหล่อนใส่เสื้อสองชั้นไม่งั้นเสื้อนักเรียน สีขาวที่ผ้าบางแบบนั้นคงเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้วคราบน้ำตา... เด็กนี่คงกลัวน่าดู วิ่งไปร้องไห้ไปแต่ตอนที่เขาขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไปนั้นถ้าไม่เห็นว่ามีผู้ชายสองคนวิ่งไล่ตามเด็กผู้หญิง เขาก็ไม่ได้ยินเสียงร้องให้ช่วย หรือร้องโวยวายจากเด็กหญิงเลยหล่อนเพียงแต่มองมาเท่านั้น ...อึดเป็บ้า
“ใช่ค่ะ” พริมาตอบเสียงแ่เพราะยังเหนื่อยจากการวิ่ง หล่อนตอบพลางหอบหน้าดำหน้าแดงไปด้วย
“งั้นก็ขึ้นมาสิไม่มีหมวกกันน็อคให้นะ เดี๋ยวเลี่ยงทางที่ไม่มีตำรวจ”
“__”
“เอ้า!จะยืนอยู่อีกนานไม๊น้อง? ถ้าไม่ไปพี่จะไปแล้วนะแล้วแถวนี้มันเปลี่ยว จะตายมาวิ่งออกกำลังกายอะไรแถวนี้ หน้าตาก็ไม่คุ้น หลงทางมาล่ะซิ นั่นอ่ะ! ไอ้สองตัวข้างหลังนั่น น้องรู้รึเปล่าว่าตัวท๊อปเลยนาน้องนี่โชคดีจริงเชียว มาวิ่งออกกำลังกายใส่ชุดนักเรียนกับขี้ยาร่างกำยำสองคนงั้นพี่ไม่ขัดแล้วนะไปล่ะ” ว่าจบเด็กหนุ่มก็หันหัวรถมอเตอร์ไซค์เตรียมออกตัวพริมาไม่พูดมากหล่อนะโขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ทันทีในชีวิตหล่อนยังไม่เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์ใครเลย ไปไหนแม่ก็ไปส่งตลอด แถมมอเตอร์ไซค์นี่ก็คันใหญ่ชะมัดยาด
“กอดเอวด้วยรถพี่แรงเดี๋ยวก็ร่วงลงไปกองกับพื้นหรอก” ไม่ว่าเปล่าเด็กหนุ่มจับมือพริมามาโอบเอว เด็กหญิงขืนตัวด้วยความใ หนีจากขี้ยา สงสัยจะมาเจอหัวงูไม่ต้องรอแก่เฒ่าก็เป็หัวงูได้
“ถ้าไม่จับก็ลงไปพลาดพลั้งตกรถไปเป็คดีความวุ่นวายพี่ไม่เอาด้วยหรอกนะแล้วแต่เลยเอาที่สบายใจนะน้อง...หรือจะไปวิ่งเล่นกับขี้ยาอีกรอบก็ได้นะ”เด็กหนุ่มเหลียวหน้ามามอง พร้อมกับหลิ่วตาไปยังขี้ยาสองคนที่ยืนมองอยู่พริมาไม่คิดนานหล่อนเอื้อมมือไปจับเอวเด็กหนุ่มไว้ทันที
“ไปค่ะไป จับแน่นเลยค่ะพี่”
หนุ่มน้อยบิ๊กไบค์พาหล่อนกลับไปทางเดิมที่รถสองแถวพามาหุย...ผ่านหน้าบ้านด้วย พริมายิ้มแห้งๆ นี่ถ้าแม่มาเห็นคงช็อคน่าดู อยู่ๆลูกสาวคนเดียว มานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แถมโอบเอวผู้ชายอีกต่างหากว่าแล้วก็ก้มหน้าไว้ก่อนดีกว่า พริมา เริ่มจะคิดได้ก็ตอนนั่งรถย้อนกลับออกไป...หล่อนคงขึ้นรถสองแถวผิดฝั่งแทนที่จะไปขึ้นรถฝั่งตรงข้าม...ฝั่งที่พาไปหน้าปากซอยกลับขึ้นรถฝั่งที่พาเข้าไปในซอยแทน คงเพราะอารามดีใจที่รถมาหล่อนเลยวิ่งขึ้นรถทันที...ไม่ทันคิด!!!
“บ้านอยู่ซอยนี้เหรอ?”หนุ่มบิ๊กไบค์ถามตอนที่รถจอดนิ่งติดไฟแดงเพราะใกล้จะเจ็ดโมงเช้ารถเริ่มจะติดในซอยแล้ว
“ค่ะ” พริมมาตอบสั้นๆหล่อนไม่กล้าบอกเขาว่าขึ้นรถผิดฝั่ง ไม่รู้ว่าจะน่าสงสารหรือสมน้ำหน้าดีไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว มันเป็การหลงทางแบบไม่น่าให้อภัยจะเล่าให้ใครฟังก็คงจะน่าอาย
“พี่ล่ะคะ?”ถ้าให้เขาชวนคุยอยู่ฝ่ายเดียวก็จะเสียมารยาทเกินไปหน่อย
“ก็เลยจากตรงที่เจอน้องไม่ไกลหรอกบ้านลุงเจริญอ่ะ...รู้จักป่ะ?”
“ไม่รู้จักค่ะ แหะๆลูกแก้วไม่เคยเข้าไปในซอยลึกขนาดนั้นมาก่อน เพิ่งได้เข้าไปวันนี้วันแรกเลยค่ะ”
“นั่งรถสองแถวผิดฝั่งอ่ะดิ ฮ่าๆ”หมอนี่เป็หมอดูรึไงนะ รู้ได้ยังไงว่าหล่อนนั่งรถผิดฝั่ง...ไม่ตอบดีกว่าบางทีเขาอาจจะเดามั่วไปเรื่อย จังหวะรถในซอย ขยับพอดีจึงเป็อันว่าสิ้นสุดการสนทนา หนุ่มบิ๊กไบค์พาหล่อนเข้าซอยอีกซอยหลบจากถนนใหญ่ ไปโผล่หน้าโรงเรียนได้เหมือนกันเขาขี่รถไปจอดในโรงเรียน ล็อคล้อเก็บหมวกถอดเสื้อคลุมเก็บเรียบร้อยหล่อนจึงได้รู้ว่าเขาก็เป็นักเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันนั่นเอง
“ขอบคุณนะคะพี่...คเชนทร์”พริมาเหลือบมองชื่อเด็กหนุ่มพร้อมยกมือไหว้ เด็กหนุ่มยิ้มรับ พร้อมมองหน้าเด็กหญิงนิ่ง
“พี่ว่าเราไปล้างหน้าซะหน่อยดีกว่านะดูไม่ได้เลยขอบอก” เขาบอกพร้อมหัวเราะเบาๆ พริมาก็พอจะเดาออก สภาพหล่อนตอนนี้คงดูแย่ เด็กหญิงยิ้มแหยๆให้เขาพร้อมโบกมือลา ตาก็เหลือบไปเห็นพวงกุญแจที่ห้อยอยู่ที่กระเป๋าเป้ของเขา
“อุ๊ยนั่น! นพคุณ” หล่อนอุทานเบาๆพร้อมทำตาโต พวงกุญแจนั่นน่ารักเหลือเกิน
“นพคุณ? อะไร?”คเชนทร์สงสัย เด็กนี่เพี้ยนหรือเปล่า ั้แ่วิ่งในดงกล้วยแล้ว
“อ้อ...ขอโทษค่ะ พอดีพวงกุญแจของพี่เชนเหมือนไก่แจ้ที่บ้านเลยค่ะลูกแก้วก็มีไก่แบบนี้ที่บ้าน ชื่อนพคุณ” เด็กหญิงตอบข้อสงสัยของเขา พร้อมอวดรูปไก่ในมือถือ
“อ๋อชื่อไก่นี่เอง...ว่าแต่เรียกพี่ว่าตุลย์ก็ได้นะพี่ชื่อตุลย์ไม่ใช่เชน พวงกุญแจนี่พี่สาวพี่ทำเองล่ะ นางชอบประดิดประดอย่นี้ก็บ้าทำพวงกุญแจ มีสัตว์ทุกอย่างแหละแต่ที่พี่เลือกไก่ก็เพราะที่บ้านก็มีอยู่ฝูงหนึ่งเหมือนกัน...นี่ไง”คเชนทร์เอารูปไก่ในมือถืออวดพริมาเช่นกัน เขาเริ่มถูกชะตาเด็กนี่แล้วสิ เจอเซียนไก่ด้วยกันแบบนี้ค่อยคุยกันยาวหน่อยเขาขอเบอร์เด็กหญิงไว้ ซึ่งตอนนี้ดูหล่อนจะพูดไม่หยุดเื่ไก่แจ้ของหล่อนแต่ใกล้เวลาเข้าเรียนพอดี คงต้องไว้เจอกันคราวหน้า แลกเบอร์เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันเข้าห้องเรียน พริมารีบวิ่งไปอย่างไว หล่อนจะต้องไปล้างหน้า พร้อมกับถักเปียใหม่เสียหน่อยคเชนทร์มองตามเอียงคอสงสัย
“เด็กนี่...น่าจะไปสมัครวิ่งมาราธอนนะอึดดี” เด็กหนุ่มมองตามจนเด็กหญิงวิ่งหายลับตาไป
ตอนเย็นแม่มารอรับหล่อนเช่นเคยพอเห็นรถแม่หล่อนแทบ อยากจะพุ่งเข้าไปกอด...ไม่เอาแล้วไปโรงเรียนเองก็สนุกดีแต่น่ากลัวมากกว่า ต่อไปนี้หล่อนจะไม่ดื้อกับแม่แล้ว เกือบเหลือแต่ชื่อแล้วไหมล่ะ
“แม่ทำธุระเสร็จแล้วเหรอคะ?มาถึงกี่โมงคะ? เหนื่อยไหมคะ?” พริมา ถามแม่มาเป็ชุดภารดีรู้แล้วว่าลูกสาวไม่ได้มาโรงเรียนพร้อมกับนพคุณเมื่อเช้านี้เพราะหนุ่มน้อยโทรมารายงานพ่อเขาั้แ่เช้า
“ลูกเลี้ยงพ่อออกจากบ้านไปก่อนแล้วนะครับผมไปดูที่ห้องก็ไม่เจอ ไม่ใช่ความผิดผมนะ ยัยนั่นไม่อยากไปกับผมเอง”นพคุณโทรไปรายงาน คุณนพรักษ์ั้แ่ก่อนเจ็ดโมงเช้า นพคุณออกไปวิ่งั้แ่ตีห้า เมื่อคืนพ่อเข้ามา บอกเขาแล้วว่าตอนเช้าให้พายัยลูกแก้วไปโรงเรียนด้วยเดี๋ยวนี้พ่อเห็นเขาเป็อะไร พี่เลี้ยงเด็กหรือยังไง? อีกอย่างเด็กนั่นก็โตแล้วทำไมไม่ให้ไปเอง ถึงจะเป็เด็กหญิงอายุ 14 แต่ไม่เกินปีนี้เ้าหล่อนก็น่าจะเปลี่ยนคำนำหน้าจากเด็กหญิงเป็นางสาวแล้วแน่นอนน่าจะหัดทำอะไรเองบ้างได้แล้ว เขาอยากจะเถียงและไม่ยอม...แต่ก็นะ ถ้าสถานการณ์มันจำเป็เขาก็ไม่อยากจะทำให้เื่ราวมันใหญ่โตเกินไปนัก
“ครับ” นพคุณรับคำสั้นๆ กลับเข้าห้อง แล้วนั่งคิดทางไปโรงเรียนที่อ้อมไปไกลกว่าเดิมสักหน่อย แถมขึ้นรถก็หลายๆ ต่อดูสิยัยตัวปัญหาจะทำหน้ายังไง ไม่เคยลำบากแบบนั้นต้องเล่นให้หนักๆว่าแล้วก็เข้านอน พรุ่งนี้เขาต้องตื่นแต่เช้าไปวิ่งก่อน แล้วค่อยไปโรงเรียน เขากลับเข้าบ้านมาก็เกือบๆหกโมงเช้า บ้านเงียบจัง หรือว่ายัยเพี้ยนยังไม่ตื่น ไอ้ไก่บ้าก็ยังไม่ตื่น พักหลังๆมานี้มันขันมั่วไปหมด ขันตามใจมันนั่นแหละ เลี้ยงตามใจจนเสียไก่ว่าแล้วก็ขึ้นห้องไปอาบน้ำ แต่ไม่วายแวะไปเคาะประตูห้องยัยตัวปัญหาก่อนถ้ายัยนั่นยังไม่ตื่นจะพลอยทำเขาไปโรงเรียนสาย
“ก๊อกๆ” เงียบ ไม่มีเสียงตอบ...หรือจะนอนขี้เซา
“ก๊อกๆๆ” คราวนี้เคาะดังและถี่ขึ้น...ก็ยังเงียบไม่มีเสียงตอบรับจากในห้องเขาจึงลองบิดลูกบิดประตูดู
“ไม่ได้ล็อกแฮะ” ภาพในห้องคือเตียงพับเก็บเรียบร้อยห้องน้ำก็ไม่มีคนอยู่ เฮอะ! เด็กนั่นไปโรงเรียนแล้ว ไม่บอกกันสักคำให้ตายเถอะ ยัยเด็กนี่ไร้มารยาทที่สุด แต่ก็ดี...เขาเองก็ไม่ได้อยากจะไปโรงเรียนพร้อมกับหล่อนนักหรอก
“อยากไปเองก็ตามใจ”นพคุณออกมาจากห้องของเด็กหญิงแล้วก็หยิบโทรศัพท์โทรหาพ่อจะได้บอกให้รู้ว่าลูกเลี้ยงคนดีของพ่อเป็อย่างไรเมื่ออยู่ลับหลังพวกเขาหล่อนไม่ได้แสนดีว่านอนสอนง่ายอย่างที่แม่เลี้ยงปากแดงของเขาชอบพูดโอ้อวดเลยสักนิดแล้วพ่อจะมาโทษหรือกล่าวหาเขา ในภายหลังไม่ได้เด็ดขาด หลังจากเสร็จภารกิจรายงานความประพฤติของลูกเลี้ยงพ่อเขาแล้วนพคุณก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัว จะหกโมงครึ่งแล้ว เขาเสียเวลามามาก กว่าจะออกจากบ้านก็เกือบเจ็ดโมงขณะเดินไปเรียกแท็กซี่นั่นเอง เขาเห็นพริมานั่งมอเตอร์ไซค์โอบเอวผู้ชายผ่านหน้าไป
“ฮึ!อยากให้ยัยภารดีปากแดงนั่นมาเห็นธาตุแท้ลูกสาวตัวเองจัง นัดผู้ชายแว๊นไปโรงเรียนแบบนี้ ดูท่าว่าเด็กนั่นจะใช่ย่อยทีเดียว”พริมาคงไม่ต่างจากแม่หล่อนนักหรอก...คงแรดไม่ต่างกัน!
ภารดีรู้ข่าวจากคุณนพรักษ์แล้วว่าพริมาไม่ได้ไปโรงเรียนพร้อมกับนพคุณ แต่ลูกสาวตัวดีของหล่อนหนีไปโรงเรียนก่อนั้แ่ยังไม่หกโมงเช้า ภารดีอดแปลกใจไม่ได้ เพราะปกติพริมาไม่เคยขัดคำสั่งหล่อนเลยหล่อนจึงอยากถามเหตุผลของลูกสาวก่อนจะว่ากล่าวอะไร
“เมื่อเช้าเป็ยังไงมั่งล่ะมาโรงเรียนเองวันแรก” ภารดีถามลูกสาวเสียงเรียบ เหมือนชวนคุยเื่ธรรมดาทั่วไป
“สนุกดีค่ะแต่ไม่ไหวน่ากลัวเกินไปลูกแก้วมากับแม่เหมือนเดิมดีกว่า” เด็กหญิงตอบไปเรื่อยๆเพราะไม่คิดว่ามารดาจะรู้เื่อะไร นพคุณเองก็คงไม่ได้บอกพ่อเขากระมังว่าไม่ได้มาพร้อมกันก็เขาเล่นหนีไปโรงเรียนก่อนเหมือนกันนี่นา ยังไงซะเงียบๆ ไว้ก่อนก็น่าจะดีกว่า
“น่ากลัว? มีอะไรน่ากลัวเหรอลูกก็แค่นั่งรถไปโรงเรียนพร้อมพี่เค้า” ภารดีถามไปเรื่อยๆ หล่อนรู้ว่าลูกสาวโกหกไม่เก่งหลอกถามไปเรื่อยๆ เดี๋ยวความลับก็แตกก่อนที่เ้าตัวจะรู้ตัวซะอีก
“เอ่อ...ก็ถนนน่ะค่ะลูกแก้วว่าสมัยนี้คนขับรถกันน่ากลัว” เหงื่อเริ่มแตกแล้ว หล่อนรู้ตัวดีว่าไม่เคยโกหกแม่ได้สำเร็จมีทางเดียวคือต้องชวนแม่คุยเื่อื่นไม่อย่างนั้นความลับหล่อนแตกแน่นอน
“แม่ไปทำธุระเป็ยังไงบ้างคะไปอยุธยาซื้อโรตีสายไหมมาฝากลูกแก้วรึเปล่า” ลูกสาวพยายามชวนคุยเปลี่ยนเื่อย่างสุดฤทธิ์
“มีสิคะแม่รู้ว่าลูกชอบโรตีสายไหมอยุธยาซื้อมาให้เต็มเลย เ้าอร่อยเหมือนเดิมโอเคมะ?” ภารดียิ้มหวานให้ลูกสาวแม่ของหล่อนสวย พริมาอยากสวยเหมือนแม่แต่เสียดายที่หล่อนเป็ลูกครึ่ง แล้วหน้าตาก็น่าจะไปทางพ่อมากกว่าโดยเฉพาะตา...ตาสีน้ำตาลอมเขียว
“แล้วเมื่อเช้าลูกออกจากบ้านกี่โมงล่ะรถติดไหม? กรุงเทพฯ นี่น่าเบื่อนะ รถติดได้ทุกวัน วันทำงานก็ติด วันหยุดยิ่งแล้วใหญ่ ติดหนักกว่าวันทำงานเมื่อเช้าแม่ว่าแม่ออกแต่เช้าแล้วนะให้ตายสิยังไปติดแหงก อยู่ปากซอยตั้งนาน สงสัยคราวหน้าถ้ามีธุระเร่งด่วนคงต้องวางแผนออกจากบ้านให้เร็วกว่านี้อีกนะเนี้ย”
“จริงเหรอคะ? แต่ตอนลูกแก้วออกไปตีห้าครึ่ง รถยังโล่งอยู่เลยนะคะลูกแก้วออกตามหลังแม่ไปติดๆ ทำไมรถติดไม่เหมือนกัน” เด็กหญิงแปลกใจเพราะตอนที่หล่อนออกจากบ้าน รถบนถนนแทบจะยังไม่มี
“ตีห้าครึ่ง? ลูกออกจากบ้านตีห้าครึ่งเหรอ? แปลกจัง แต่ตาคุณบอกคุณนพว่าออกจากบ้านเจ็ดโมงแล้วลูกออกไปทำอะไรตีห้าครึ่งเหรอคะ” อยากจะตบปากตัวเองนักพริมารู้แล้วว่าแม่หล่อนต้องรู้อะไรมาแน่ นพคุณ...คุณชายใหญ่ตัวดีโทรฟ้องพ่อสินะว่าหล่อนไม่ได้ไปกับเขาเขาทำได้ยังไงตัวเองหนีไปก่อนแท้ๆ ยังมีหน้าไปฟ้องพ่ออีก
“เอ้อ...ความจริงอืม...ลูกแก้วไม่ได้มาโรงเรียนพร้อมคุณชาย เอ้ย! คุณนพคุณหรอกค่ะลูกแก้วนั่งรถมาเอง” หล่อนยั้งไว้ไม่เล่าทั้งหมดดีกว่า ไม่งั้นมีหวังแม่หล่อนหัวใจวายตายพอดี
“แล้วทำไมลูกไม่มาพร้อมตาคุณล่ะรับปากแม่ไว้แล้ว ถ้าไม่อยากมาก็น่าจะบอกกันั้แ่แรก” คราวนี้ภารดีหันมามองหน้าลูกสาวตรงๆหล่อนแค่อยากรู้...ไม่ได้ถามคาดคั้นอะไรนัก
“ลูกแก้วขอโทษค่ะที่ไม่ได้บอกเพราะว่าลูกแก้วไม่อยากให้แม่เป็ห่วง แล้วก็ไม่อยากให้แม่กับคุณลุงไม่สบายใจลูกแก้วคิดว่าโรงเรียนก็ใกล้แค่นี้เองน่าจะไปเองได้ แต่ตอนนี้ไม่อยากมาเองแล้วค่ะลำบากแหะๆ มากับแม่สะดวกกว่าเยอะ” พริมาเข้าไปหอมแก้มภารดีฟอดใหญ่
“ไม่ต้องมาอ้อนเลยความจริงถ้าลูกจะมาเอง แม่ก็ไม่ว่านะ ลูกโตแล้ว แต่ขอให้บอกกันตรงๆ แม่เข้าใจ”ภารดีพูดจากใจจริง หล่อนอยากให้ลูกสาวทำอะไรเองได้ั้แ่ยังเด็กตลอดเวลาภารดีเลี้ยงลูกตามใจก็จริง แต่ก็มีขอบเขต และดูเหมือนว่าขอบเขตของหล่อนจะใหญ่กว่าความ้าของลูกสาวด้วยซ้ำพริมาไม่เคยเรียกร้องอะไรหรือทำอะไรให้หล่อนลำบากใจเลยอาจเป็เพราะหล่อนอายุห่างจากลูกสาวไม่มากนัก จนหลายคนก็ยังทักว่าเป็พี่สาวกับน้องสาวด้วยซ้ำก่อนจะมาอยู่กินกับคุณนพรักษ์ ภารดีมักหากิจกรรมทำพร้อมลูกสาวตลอดที่มีเวลาว่างถึงแม้จะมาอยู่ที่นี่หล่อนก็ยังหาอะไรที่จะสามารถทำด้วยกันได้...เพียงแต่ตอนนี้ต้องคิดกิจกรรมเพิ่มเพราะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นแม้สมาชิกบางคนจะดูไม่ค่อยเต็มใจนักก็ตาม พริมาหัวเราะเสียงใส หล่อนรักแม่...แม่เข้าใจหล่อนเสมอแม่บอกว่าไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ถ้าพริมาอยากได้อะไร อยากเป็อะไรแม่จะเข้าใจทุกอย่าง...ภารดีเคยบอกถึงขนาดว่าถ้าพริมาใจแตก แล้วมีลูกก่อนวัยอันควรหล่อนก็จะไม่ว่าสักคำ เพราะภารดีเองก็เคยทำ ถ้ากรรมจะตามทันหล่อน ก็พร้อมรับเสมอ
“ทำไมแม่พูดแบบนั้นล่ะคะลูกแก้วไม่มีแฟนหรอกค่ะ แล้วก็ไม่ใจแตก ไม่มีลูกก่อนวัยอันควรแน่นอนลูกแก้วจะตั้งใจเรียน (แม้จะไม่ค่อยชอบ) จะเป็เด็กดี เชื่อฟังแม่ คุณตาแล้วก็คุณยายนะคะ”เด็กหญิงตอบแบบนี้หล่อนก็ปลื้มใจ หล่อนคิดไม่ออกว่าถ้าพริมาแสบแบบหล่อน หล่อนจะรับได้จริงอย่างที่พูดหรือเปล่าแต่ยังไงก็ถือว่าหล่อนโชคดีมากที่มีลูกสาวที่น่ารักและเชื่อฟังเมื่อนึกถึงตอนนี้ทีไรหล่อนยิ้มได้ทุกทีลูกสาวตัวน้อยของหล่อนพูดเื่นี้ไว้หลายปีแล้วและตอนนี้พริมากำลังเข้าสู่วัยรุ่น...อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเด็กหญิงก็จะกลายเป็นางสาว...เป็สาวเต็มตัวคิดถึงเื่เก่าที่เคยคุยกันนานมาแล้ว ภารดีนั่งมองลูกสาวพริมาจะโตขึ้นมาเป็สาวสวยแน่นอน จากเด็กหญิงตอนนี้...หล่อนจะกลายเป็หญิงสาวสวยน่ารักผิวขาว ผมสีน้ำตาลเข้ม...ตัวเล็กนิดเดียวที่โดดเด่นน่าจะเป็ตา...ตาสีน้ำตาลอมเขียว หล่อนชอบมองตาของลูกสาว มันมีเสน่ห์ชวนมองยิ่งตอนเด็กๆ พริมาน่ารักเหมือนตุ๊กตาไม่มีผิด และเพราะลูกสาวคนนี้นี่แหละ ที่ทำให้หล่อนเข้าบ้านได้ภารดีเป็ลูกคนเดียว ด้วยความที่พ่อกับแม่เลี้ยงหล่อนตามใจ ทำให้ภารดี เอาแต่ใจตัวเองและดื้อพอตัวและเพราะความดื้อแพ่งของหล่อนนี่แหละ ที่ทำให้หล่อนทำเื่ร้ายๆ มากมายนักใครว่าอะไรหล่อนไม่เคยสนใจและ หาเื่เอาคืนได้อย่างเจ็บแสบ สมัยเด็กๆเรียกได้ว่าถ้าใครมีเื่กับหล่อนถือว่าดวงซวยสุดๆ เพราะถ้าหล่อนไม่ปล่อย อย่าหวังว่าเื่จะจบง่ายๆ จากเด็กที่ร้ายกาจกลายเป็สาว...ภารดีจัดว่าเป็คนสวยมีหนุ่มๆ มาตามจีบหล่อนมากมาย และภารดีก็ชอบมันทำให้หล่อนเป็ที่สนใจ...ใครๆก็สนใจ พ่อกับแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้หล่อนมากนักกว่าพ่อกับแม่จะรู้ตัวภารดีก็เกินเยียวยา...กว่าจะมาสำนึกได้ก็เกือบสาย...ในภายหลังความร้ายกาจของหล่อนก็ยังเป็ที่พูดถึงอยู่ในหมู่เครือญาติ
“มีลูกสาวแบบนี้ก็ลำบากอยู่เหมือนกันนะดื้อน่าดูเลยสิ?” ป้าข้างบ้านถามพ่อกับแม่หล่อน ตอนที่หล่อนหอบลูกกลับบ้านมานั้น พริมาอายุได้2 ขวบ
“ก็ลำบากอยู่นะแต่ก็ยังดีที่มันคิดได้” คุณประภาศรีตอบ ขณะพาหลานสาวตัวน้อยของหล่อนไปเดินเล่นเด็กหญิงเลี้ยงง่ายน่ารัก ใครผ่านมาเห็นก็เหลียวมองทุกคน
“ถ้าเป็ลูกฉันนะฉันตัดขาดไปนานแล้ว” ป้ายังไม่วายเสี้ยมต่อ สายตาไม่วายเหลือบมองเด็กหญิงตัวน้อย ที่ตอนนี้หยอกล้ออยู่กับคุณตา
“ตัดไม่ได้หรอกก็มันเป็ลูก...อีกอย่างฉันมีลูกคนเดียว ถ้าตัดขาดมันแล้ว แก่ไปใครจะมาดูแลนี่ก็ดีซะอีกที่มันไม่เอาผัวฝรั่งกลับมาด้วย เอาแต่หลานมาให้เลี้ยงแก้เหงาดูสิหลานตาหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาเลย” คนเป็ตาหันไปหยอกล้อกับหลานสาวคนสวยเด็กหญิงหัวเราะร่า ตอนพริมา มาใหม่ๆ หล่อนยังพูดภาษาไทยไม่ได้แต่หล่อนเข้าใจทุกคำและหลานสาวดูจะติดคุณตาคุณยายมากกว่าแม่เสียอีก
“ตา...ตา” เด็กหญิงเรียกคุณตาผู้สูงวัยกว่าหัวเราะชอบใจ เข้าไปอุ้มพาเด็กหญิงเดินเลี่ยง“ ป้าเสี้ยม” ไปทางอื่น
“ไปเดินเล่นไกลๆ กันดีกว่าเน๊อะอะไร? หนูอยากลงเดินเหรอ? ไปๆ จับมือจูงตาไปเลยหนูอยากจะไปทางไหน” สองตาหลานเดินห่างออกไป เหลือผู้เป็ยายยืนรับหน้าป้าข้างบ้าน
“โชคดีแล้วล่ะที่มันกลับมาแล้วก็โชคดีไปอีกที่มันกลับใจได้ ตอนนี้ ลูกสาวฉันน่ะมันดีกว่าเมื่อก่อนมากถ้าไม่เกิดเื่แบบนี้ฉันก็ไม่รู้มันจะคิดได้รึเปล่า อีกอย่างได้หลานมาก็ไม่เสียหายอะไรเด็กฝรั่งนี่น่ารักดีเน๊อะ” คนเป็ยายปลื้มหลานสาวมาก...ดูเหมือนป้าเสี้ยมจะเหนื่อยเปล่าพอนานวันเข้าหล่อนรวมถึงชาวบ้านก็ลืม อย่างที่เค้าว่ากันนั่นแหละ คนไทยลืมง่ายกลายเป็ว่าหลังจากนั้นสองตายายกลายเป็ที่อิจฉาของคนรอบข้าง เพราะจากความผิดพลาดของลูกสาวภารดีกลับมาแก้ตัวใหม่หล่อนก็เหมือนคนหลงทางที่พอหาทางกลับมาได้...มาอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องหล่อนก็ไปได้ไกลจนหลายคนคิดไม่ถึง จากการหลงทางในวันนั้นทำให้หล่อนมีวันนี้วันที่มีลูกสาวแสนดีที่น่ารักรวมถึงมีอะไรดีๆ อีกหลายอย่าง ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปได้หล่อนก็คงจะไม่แก้ไขอะไรอ้อ...อาจจะทำตัวดีกับพ่อแม่ให้มากกว่านี้สักหน่อย อย่างอื่นหล่อนไม่อยากเปลี่ยนบ่อยครั้งที่ภารดีชอบนั่งคิดถึงความหลัง เพราะมันทำให้หล่อนนำมาใช้เป็แนวทางในการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้เป็อย่างดี
“เดี๋ยวเราแวะหาซื้อของกันก่อนกลับบ้านนะวันนี้หนูอยากกินอะไร?” ภารดีถามลูกสาวแล้วเด็กหญิงก็ร่ายยาวถึงสิ่งที่อยากกินเยอะแยะไปหมด สองแม่ลูกถกกันไปตลอดทางวันนี้ช่างยาวนานเหลือเกินและโชคดีที่เื่มันจบลงไปด้วยดี พริมาไม่อยากโกหกแม่และถึงหล่อนจะโกหกก็ไม่เคยทำได้สำเร็จ...แม่มักจับโกหกหล่อนได้เสมอพอถึงร้านอาหารที่ทั้งสองตกลงกันได้เด็กหญิงก็เล่าเื่ที่หล่อนไปเจอมาให้มารดาฟังอย่างออกอรรถรส พริมาเล่าให้ภารดีฟังว่าเมื่อเช้าหล่อนเจอเหตุการณ์อะไรบ้าง(ยกเว้นตอนที่ขี้ยาสองคนวิ่งไล่หล่อน) ภารดีนั่งฟังตาโตแม่หล่อนตื่นเต้นไปด้วยจนพริมาเองนึกขำ
“แล้วหนุ่มบิ๊กไบค์หล่อไหม?อยู่โรงเรียนเดียวกันเหรอ วันหลังชวนมาบ้านนะแม่จะเลี้ยงข้าว”ภารดีตื่นเต้นถามมาเป็ชุด
“โรงเรียนเดียวกันกันค่ะชื่อพี่ตุลย์ อยู่ ม.ปลาย ตอนแรกลูกแก้วก็ไม่รู้หรอกค่ะเพราะพี่เค้าใส่เสื้อคลุมทับไว้ “ พริมาเล่าให้มารดาฟังแจ้วๆหล่อนเองก็ตื่นเต้นเหมือนกันประสบการณ์เดินทางคนเดียวครั้งแรกของหล่อนคงจะอยู่ในความทรงจำไปอีกนาน
“แล้วพี่เค้าก็หล่อมากกกกก”พริมาหัวเราะเสียงใสตอบคำถามมารดา
“หล่อเหมือนพระเอกหนังอินเดียเลยค่ะ คมเข้มมาดแมนแฮนซั่ม ตัวสูงใหญ่นี่ถ้าแม่ยังไม่มีแฟนนะ ลูกแก้วจะจีบให้แม่ อิอิ” ภารดีหัวเราะขำไปกับความคิดลูกสาว
“เดี๋ยวก่อนๆใจเย็นๆ อยู่ๆ จะหาคุกหาตะรางมาให้ แม่ไม่อยากโดนข้อหาพรากผู้เยาว์หรอกนะอืม...ยังไงก็อย่าลืมชวนมาเที่ยวบ้านล่ะ ชักอยากเจอแล้วสิ” เสร็จจากกินข้าวภารดีควงแขนลูกสาวไปเดินเล่นซื้อของในห้างสรรพสินค้าอีกพักใหญ่หญิงสาวโทรบอกสามีว่าไม่ต้องรอกินข้าวเย็นหล่อนกับลูกสาวจะหาอะไรกินกันนอกบ้านและอาจจะกลับค่ำหน่อย
“่นี้เราไม่ได้ออกมาช้อปปิ้งกันเลยวันนี้จัดให้หนักซะหน่อย ไปเร็ว...ลูกแก้ว วันนี้ลูกมีความผิดนะแม่จะทำโทษด้วยการให้เดินถือของ” ลูกสาวแกล้งทำหน้าสำนึกผิดและเสียใจที่ถูกทำโทษแต่แววตาวิบวับ
“ได้ค่ะ แล้วแต่แม่จะใช้เลย ลูกแก้วผิดไปแล้ว” พริมารีบประจบเอาใจแม่หล่อนดีใจที่วันนี้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่ประสบการณ์การหนีไปโรงเรียนเองวันนี้หล่อนคงจำฝังใจไปอีกนาน...ไม่เอาแล้ว! เข็ดไปจนตาย!