ซีรีส์มหากาพย์แฟนตาซีจีน
ตำนานผู้ถือกรรม์
บุปผาคืนชะตา
เล่ม 2 : เหมันต์เหนือชายแดน ิญญาไร้สุสาน
ตอนที่ 2 : หมู่บ้านที่เวลาหยุดเดิน
เถ้ากระดูกยังคงโปรยปรายลงจากท้องฟ้า
มันตกลงบนหลังคาไม้เก่า บนถนนดิน และบนกิ่งไม้แห้งที่ยื่นออกมาจากรั้วบ้าน ก่อนจะเกาะทับทุกสิ่งด้วยสีขาวหม่นราวกับหิมะซึ่งไร้ความบริสุทธิ์
ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านชิงเหอกล้าขยับตัวอยู่ครู่ใหญ่
เสียงระฆังจากศาลเ้าดังขึ้นอีกครั้ง
กริ๊ง…
คราวนี้เสียงนั้นเบากว่าเดิม แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวหนาวเย็นลงอย่างชัดเจน
ม้าหลายตัวกระสับกระส่าย ยกขาหน้ากระแทกพื้นและส่งเสียงร้องต่ำในลำคอ ทหารต้องรีบดึงบังเหียนไว้แน่นเพื่อมิให้พวกมันวิ่งเตลิดเข้าไปในหมู่บ้าน
หลี่เฟิงเหยียนกวาดตามองศาลเ้าปลายทาง
เงาเล็กหลังบานประตูยังคงอยู่
ไม่ขยับ
ไม่หลบซ่อน
ราวกับกำลังเฝ้ามองพวกเขาอย่างสงบ
“ถอนกำลังออกจากหมู่บ้านก่อน” เขาสั่ง “ห้ามผู้ใดแตะต้องเถ้าบนพื้นด้วยมือเปล่า”
จ้าวเหวินรับคำทันที
“ทุกคนถอยออกไป ตั้งค่ายนอกแนวบ้านเรือน!”
เหล่าทหารเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีผู้ใดหันหลังให้ศาลเ้า ทุกคนค่อย ๆ ถอยโดยถืออาวุธเตรียมพร้อม
เยว่หลันยังคงยืนอยู่กลางถนน
สายตาของนางไม่ละจากเงาหลังบานประตู
แม้จะอยู่ห่างกันมาก ทว่านางกลับรู้สึกได้ว่าเด็กคนนั้นกำลังมองตรงมายังตน
ไม่ใช่มองกองทหาร
ไม่ใช่มองหลี่เฟิงเหยียน
แต่มองนางเพียงผู้เดียว
“เยว่หลัน”
เสียงของหลี่เฟิงเหยียนดังขึ้นข้างกาย
“ออกไปก่อน”
นางพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันหลังเดินตามเขา
ทว่าเพียงก้าวแรก เสียงหัวเราะของเด็กก็ดังแว่วมาจากศาลเ้า
เบา
สั้น
และแหบพร่าราวกับเสียงที่ไม่ได้ถูกใช้มานานหลายสิบปี
เยว่หลันหยุดชะงัก
เมื่อหันกลับไปอีกครั้ง เงาหลังประตูได้หายไปแล้ว
เหลือเพียงบานประตูไม้สีดำที่ปิดสนิท และผ้ายันต์หลายสิบแผ่นซึ่งสั่นไหวทั้งที่ไม่มีลม
นางเก็บความสงสัยไว้ในใจ ก่อนเดินออกจากหมู่บ้านโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
ค่ายพักถูกตั้งขึ้นบนพื้นที่สูงห่างจากหมู่บ้านชิงเหอราวครึ่งลี้
ตำแหน่งนี้มองเห็นแนวบ้านเรือนได้เกือบทั้งหมด และอยู่เหนือลมพอที่จะหลีกเลี่ยงเถ้ากระดูกซึ่งยังโปรยลงมาเป็ระยะ
ทหารก่อกองไฟหลายจุด
ม้าถูกผูกไว้ด้านในวงล้อม ส่วนเวรยามถูกเพิ่มเป็สองเท่าโดยไม่ต้องรอคำสั่งซ้ำ
ไม่มีผู้ใดพูดคุยเสียงดัง
แม้แต่ทหารที่ผ่านสนามรบมาหลายครั้งก็ยังมองหมู่บ้านด้านล่างด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
ศัตรูที่มองเห็นยังพอประมือได้
แต่สิ่งที่อยู่ในหมู่บ้านนั้น ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันคืออะไร
เยว่หลันนั่งอยู่ข้างกองไฟ โดยมีผ้าสีขาวผืนเล็กวางอยู่บนโต๊ะไม้เตี้ย
ภายในผ้าคือผงที่นางเก็บมาจากโรงน้ำชาร้าง และเถ้ากระดูกซึ่งตกลงบนหลังมือเมื่อครู่
เมื่อวางเทียบกันแล้ว ทั้งสองชนิดแทบไม่ต่างกัน
สีเดียวกัน
ละเอียดเท่ากัน
และให้ความเย็นผิดธรรมชาติเช่นเดียวกัน
หลี่เฟิงเหยียนนั่งอยู่ตรงข้ามนาง
“เป็สิ่งเดียวกันหรือไม่”
เยว่หลันใช้เข็มเงินแตะผงสีขาวเบา ๆ
เข็มไม่เปลี่ยนสี
“ไม่มีพิษอย่างที่มนุษย์ใช้กันทั่วไป”
“แต่?”
“แต่มันมีไอิญญาติดอยู่”
นางหยิบกระดาษยันต์แผ่นเล็กออกมาจากถุงผ้า วางลงใกล้เถ้ากระดูก
ทันทีที่กระดาษยันต์เข้าใกล้ เปลวไฟบนกองไฟก็กระเพื่อมอย่างรุนแรง
ผงสีขาวบนผ้าค่อย ๆ ขยับ
มิใช่เพราะแรงลม
หากรวมตัวกันเป็เส้นเล็ก ๆ แล้วเลื้อยเข้าหากระดาษยันต์ราวกับสิ่งมีชีวิต
จ้าวเหวินซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ เผลอจับด้ามดาบแน่น
“มันกำลังทำอะไร”
“หาไอคนเป็” เยว่หลันตอบ
นางยกกระดาษยันต์ออกทันที
เถ้ากระดูกหยุดเคลื่อนไหว แล้วกลับมากระจายตัวดังเดิม
“ผู้ตายซึ่งถูกเผาตามพิธี ิญญามักไม่เกาะอยู่กับเถ้าถ่านมากถึงเพียงนี้ ยิ่งไม่ควรมีแรงปรารถนาต่อไอของคนเป็”
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว
“หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ตายตามธรรมชาติ”
“อาจไม่ใช่แค่นั้น”
เยว่หลันมองเถ้าบนผ้าอย่างครุ่นคิด
“ข้าเคยพบิญญาที่ถูกฆ่า ิญญาที่ถูกสังเวย และิญญาที่ถูกกักขัง แต่เถ้าเหล่านี้มีบางอย่างแตกต่าง”
“แตกต่างอย่างไร”
นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
“พวกมันเหมือนกำลังรอคอย”
คำตอบนั้นทำให้คนรอบกองไฟเงียบลง
หลี่เฟิงเหยียนถามต่อ
“รอผู้ใด”
เยว่หลันส่ายหน้า
“ยังไม่รู้”
คำว่า ‘ยังไม่รู้’ มิได้ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย
กลับทำให้ความเงียบหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
เพราะสิ่งที่แม้แต่ผู้ถือกรรม์ยังไม่เข้าใจ ย่อมไม่ใช่เื่เล็ก
จ้าวเหวินก้าวเข้ามาอีกก้าว
“ท่านอ๋อง คนของเราตรวจนับบ้านเรือนแล้วขอรับ มีทั้งหมดห้าสิบสามหลัง ไม่พบผู้รอดชีวิต ศพ หรือร่องรอยการต่อสู้”
“บ่อน้ำเล่า”
“น้ำยังใส ไม่มีศพ และไม่มีรอยเื”
“ยุ้งฉาง”
“ข้าวยังอยู่เกือบเต็ม มีรอยตักใช้ตามปกติ ไม่มีร่องรอยถูกปล้น”
หลี่เฟิงเหยียนถาม
“พบสัตว์เลี้ยงหรือไม่”
จ้าวเหวินส่ายหน้า
“ไม่พบแม้แต่ตัวเดียวขอรับ ทั้งไก่ สุนัข วัว และแพะ หายไปทั้งหมด”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น
“ไม่มีซากสัตว์เลยหรือ”
“ไม่มีขอรับ”
นางหันไปมองหมู่บ้านอีกครั้ง
บ้านเรือนยังคงนิ่งสงบอยู่ใต้เงามืด
ควันจาง ๆ จากปล่องไฟบางหลังสลายหายไปแล้ว แต่ไม่มีเปลวไฟลุกลามออกมา แสดงว่าก่อนชาวบ้านจะหายไป มีคนดับไฟหรืออย่างน้อยทำให้มันเหลือเพียงถ่านอ่อน
มันไม่เหมือนการหลบหนีฉุกละหุก
และไม่เหมือนการถูกสังหาร
กลับเหมือนทุกชีวิตในหมู่บ้านลุกขึ้นจากสิ่งที่กำลังทำ แล้วเดินหายไปพร้อมกันอย่างสงบ
“ของมีค่าหายหรือไม่” เยว่หลันถาม
จ้าวเหวินตอบว่า
“เครื่องเงินกับเหรียญทองแดงยังอยู่ บางบ้านมีเสื้อกันหนาวแขวนครบ แต่รองเท้าหายไปหลายคู่”
“หลายคู่?”
“แทบทุกบ้านขอรับ”
เยว่หลันกับหลี่เฟิงเหยียนสบตากัน
“แสดงว่าพวกเขาเดินออกไปด้วยตนเอง” นางกล่าว
จ้าวเหวินมีสีหน้าเคร่งเครียด
“แต่ไม่มีรอยเท้าออกจากหมู่บ้าน”
“อาจเพราะรอยถูกลบ”
“ด้วยเถ้ากระดูกหรือขอรับ”
“อาจเป็ไปได้”
หลี่เฟิงเหยียนมองฟ้าซึ่งมืดลงทุกขณะ
“ส่งคนสองชุดลาดตระเวนรอบหมู่บ้าน ห้ามเข้าใกล้ศาลเ้า และห้ามข้ามลำธาร”
“เหตุใดจึงห้ามข้ามลำธารขอรับ”
เยว่หลันตอบแทน
“เพราะสิ่งที่ถูกผนึกไว้ในหมู่บ้าน อาจใช้ลำน้ำเป็เขตแดน”
จ้าวเหวินพยักหน้า แม้แววตาจะยังเต็มไปด้วยคำถาม
“ขอรับ”
เมื่อเขาจากไป หลี่เฟิงเหยียนจึงหันมาถามนางเบา ๆ
“เ้าพบสิ่งใด”
เยว่หลันมองไปยังลำธารที่ตัดผ่านกลางหมู่บ้าน
แสงสุดท้ายของวันสะท้อนผิวน้ำเป็ริ้วสีหม่น
“ตอนลงจากรถม้า ข้าได้กลิ่นเผากระดาษเซ่นไหว้ แต่กลิ่นมาจากอีกฝั่งของลำธาร ทั้งที่ศาลเ้าอยู่ฝั่งนี้”
“หมายความว่าอย่างไร”
“อาจมีสถานที่ประกอบพิธีอีกแห่งหนึ่ง”
นางหยุดเล็กน้อย
“หรือศาลเ้าที่เราเห็น ไม่ใช่ต้นตอของเื่ทั้งหมด”
หลี่เฟิงเหยียนมองหมู่บ้านด้วยสายตาครุ่นคิด
“คืนนี้อย่าอยู่ตามลำพัง”
เยว่หลันหันกลับมามองเขา
“ท่านอ๋องเกรงว่าข้าจะเดินเข้าไปเองหรือเพคะ”
“ข้าเกรงว่า สิ่งที่อยู่ในนั้นจะออกมาหาเ้า”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่จริงจัง
เยว่หลันมิได้ตอบโต้
เพราะนางเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
เงาของเด็กหลังประตูศาลเ้าไม่ได้ปรากฏตัวโดยบังเอิญ
มันตั้งใจให้นางเห็น
และอาจกำลังรอให้นางกลับไป
ยามหนึ่งผ่านไป อากาศหนาวจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เถ้ากระดูกหยุดตกแล้ว แต่เมฆเหนือหมู่บ้านยังไม่สลาย
มันรวมตัวกันเป็วงกว้างอยู่เหนือแนวบ้านราวกับฝาปิดสีดำ กั้นหมู่บ้านออกจากท้องฟ้าส่วนอื่น
ค่ายพักเงียบลงทีละน้อย
ทหารผลัดแรกออกเวร ขณะที่อีกผลัดเข้ามาแทน
เยว่หลันเข้าไปพักในกระโจม แต่ยังไม่อาจข่มตาหลับ
ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะส่องแสงสลัว เงาของนางทอดยาวบนผ้าใบและสั่นไหวตามเปลวไฟ
บนโต๊ะมีแผนที่หมู่บ้านที่จ้าวเหวินวาดอย่างคร่าว ๆ
บ้านเรือนห้าสิบสามหลัง
บ่อน้ำสองแห่ง
ยุ้งฉางหนึ่งหลัง
ศาลบรรพชนทางทิศตะวันตก
และศาลเ้าปลายหมู่บ้าน
เยว่หลันไล่นิ้วไปตามเส้นทาง
สิ่งหนึ่งรบกวนใจนางไม่หยุด
บ้านทุกหลังมีอาหารวางอยู่
เตาไฟบางบ้านยังอุ่น
แสดงว่าการหายตัวไปเกิดขึ้นไม่นาน
แต่รายงานจากเมืองหลวงไม่มีข่าวความผิดปกติของหมู่บ้านนี้นานเกือบสิบเดือน
เป็ไปได้สองประการ
หนึ่ง หมู่บ้านเพิ่งเกิดเื่ก่อนพวกเขามาถึงไม่กี่ชั่วยาม
สอง สิ่งที่พวกเขาเห็น ไม่ได้เป็อย่างที่เห็นจริง ๆ
ความคิดนั้นทำให้ปลายนิ้วของนางหยุดนิ่ง
เยว่หลันหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมา แต่ทันทีที่แตะริมฝีปาก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอกกระโจม
กริ๊ง…
นางชะงัก
เสียงระฆัง
มิได้ดังมาจากหมู่บ้าน
แต่ดังใกล้มาก
ราวกับอยู่ห่างจากกระโจมไม่ถึงสิบก้าว
เยว่หลันวางถ้วยลงช้า ๆ แล้วลุกขึ้น
ด้านนอกไม่มีเสียงทหารร้องเตือน
ไม่มีเสียงฝีเท้าวุ่นวาย
แสดงว่าอาจไม่มีผู้ใดได้ยิน
เสียงระฆังดังอีกครั้ง
กริ๊ง…
คราวนี้ตามมาด้วยเสียงเด็กผู้หญิงฮัมเพลง
ทำนองช้าและซ้ำไปซ้ำมา
เยว่หลันหยิบกระบี่สั้นขึ้นเหน็บไว้ข้างเอว แล้วเปิดม่านกระโจมออก
ค่ายพักอยู่ในความมืดสลัว
กองไฟหลายกองยังลุกอยู่ แต่แสงกลับดูจางผิดปกติ ราวกับมีหมอกบางมาบดบัง
ทหารเวรยามยืนอยู่ในตำแหน่ง
ไม่มีใครหันมามองนาง
และไม่มีใครตอบสนองต่อเสียงระฆัง
เยว่หลันเดินออกไปสองก้าว
เสียงเพลงเด็กชัดขึ้น
“หนึ่งคนเดิน…
สองคนตาม…
สามคนหลับ…
สี่คนหาย…”
นางหยุดนิ่ง
ตรงแนวต้นไม้ด้านข้างค่าย มีแสงสีแดงเล็ก ๆ ลอยอยู่
มันขยับช้า ๆ ระหว่างลำต้น
ใกล้เข้ามาทีละน้อย
จนในที่สุด เยว่หลันจึงมองเห็นว่าแสงนั้นมาจากโคมกระดาษใบเล็ก
ผู้ถือโคมคือเด็กหญิงคนหนึ่ง
นางสวมเสื้อคลุมสีแดงหม่น ชายเสื้อยาวเกือบลากพื้น เรือนผมดำถูกมัดเป็สองข้าง แต่ริบบิ้นที่ผูกไว้ซีดขาวและเก่าแก่
เด็กหญิงยืนอยู่ใต้ต้นไม้
ใบหน้าของนางซีดจนแทบไม่มีสี
ดวงตาดำสนิท
ไม่มีแววสะท้อนของเปลวไฟ
เยว่หลันไม่ชักกระบี่
นางเพียงถามเบา ๆ
“เ้าเป็ใคร”
เด็กหญิงไม่ตอบ
นางยกมือข้างหนึ่งขึ้น แล้วชี้ไปยังหมู่บ้านด้านล่าง
ปลายนิ้วชี้ตรงไปที่ศาลเ้า
เยว่หลันมองตาม
ประตูศาลยังคงปิด
แต่แสงสีแดงอ่อน ๆ ส่องลอดออกมาจากรอยแตกของบานไม้
“เ้า้าให้ข้าไปที่นั่นหรือ”
เด็กหญิงพยักหน้า
“ชาวบ้านอยู่ที่ใด”
เด็กหญิงลดมือลง
ริมฝีปากซีดขยับช้า ๆ
เสียงที่ออกมาแหบพร่าราวกับลมลอดผ่านโพรงไม้
“ยังอยู่”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“อยู่ที่ใด”
เด็กหญิงยกมือชี้ไปยังศาลเ้าอีกครั้ง
“อยู่ข้างในหรือ”
นางส่ายหน้า
จากนั้นค่อย ๆ ชี้ลงพื้น
เยว่หลันมองตามปลายนิ้ว
พื้นดินใต้เท้าถูกปกคลุมด้วยเถ้ากระดูกบาง ๆ
ลมเย็นพัดผ่าน
เถ้าบนพื้นขยับเป็วงเล็ก ๆ ราวกับมีบางสิ่งหายใจอยู่ด้านล่าง
“อยู่ใต้ดินหรือ”
เด็กหญิงไม่ตอบ
แต่น้ำตาสีดำค่อย ๆ ไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้าง
มันลากเป็ทางยาวลงบนแก้มขาวซีด ก่อนหยดลงบนพื้น
หยดน้ำตากระทบเถ้ากระดูก
เกิดเสียงดังฉ่าเบา ๆ
เปลวไฟในโคมแดงสั่นวูบ
เยว่หลันก้าวเข้าไปใกล้
“ใครทำเช่นนี้กับพวกเ้า”
เด็กหญิงถอยหลังทันที
ใบหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม
นางส่ายหน้าอย่างแรง ราวกับหวาดกลัวเพียงแค่ได้ยินคำถาม
“พูดไม่ได้หรือ”
เด็กหญิงยกนิ้วแตะริมฝีปาก
แล้วหันไปมองศาลเ้า
ทันใดนั้น เสียงระฆังดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน
กริ๊ง!
กริ๊ง!
กริ๊ง!
ร่างของเด็กหญิงสั่นสะท้าน
เปลวไฟในโคมดับลงทันที
ความมืดกลืนกินร่างเล็กนั้นชั่วพริบตา
เยว่หลันก้าวไปข้างหน้า แต่คว้าได้เพียงอากาศว่างเปล่า
เด็กหญิงหายไปแล้ว
เหลือเพียงโคมกระดาษสีแดงตกอยู่บนพื้น
มันเก่าและฉีกขาด
ราวกับถูกทิ้งไว้นานหลายสิบปี
เยว่หลันก้มลงหยิบขึ้นมา
ใต้ฐานโคมมีตัวอักษรเขียนด้วยหมึกจาง ๆ
อาหลิง
นามของเด็กหญิง
ก่อนที่นางจะทันตรวจดูมากกว่านั้น มือหนึ่งก็คว้าข้อมือของนางไว้
เยว่หลันหันกลับอย่างรวดเร็ว
หลี่เฟิงเหยียนยืนอยู่ด้านหลัง สีหน้าเย็นจัด
“เหตุใดเ้าออกมาเพียงลำพัง”
“ข้าได้ยินเสียงระฆัง”
เขามองไปรอบตัว
“ไม่มีผู้ใดได้ยิน”
“ข้ารู้”
สายตาของเขาเลื่อนไปยังโคมแดงในมือนาง
“สิ่งนั้นมาจากไหน”
“เด็กหญิงคนหนึ่งนำมา”
“อยู่ที่ใด”
“หายไปแล้ว”
หลี่เฟิงเหยียนกวาดตามองแนวต้นไม้ ก่อนหันไปมองทหารเวรยาม
ทุกคนยังยืนอยู่ในตำแหน่ง แต่สีหน้าเหม่อลอยผิดปกติ
เขาปล่อยข้อมือนาง แล้วเดินไปหาทหารคนใกล้ที่สุด
“จ้าวเฉิง”
ทหารคนนั้นไม่ตอบ
หลี่เฟิงเหยียนแตะไหล่เขา
ร่างของทหารเซไปด้านหน้า แล้วทรุดลงกับพื้นทันที
เสียงนั้นทำให้ทหารคนอื่นสะดุ้งตื่นราวกับเพิ่งหลุดจากภวังค์
จ้าวเหวินรีบวิ่งเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้นขอรับ”
“ตรวจทุกคน” หลี่เฟิงเหยียนสั่ง “ดูว่ามีผู้ใดาเ็หรือขาดหาย”
ทหารทั้งหมดถูกปลุกและตรวจนับอย่างเร่งรีบ
ไม่นาน จ้าวเหวินก็กลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม
“ขาดไปหนึ่งคนขอรับ”
“ใคร”
“หานซื่อ ทหารเวรทางทิศตะวันออก”
“พบรอยเท้าหรือไม่”
“มีรอยเดินออกจากค่าย มุ่งลงไปทางหมู่บ้าน”
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น
“เขาได้ยินเสียงเรียก”
หลี่เฟิงเหยียนหันมามองนาง
“เหมือนเ้า?”
“ไม่เหมือน”
นางมองศาลเ้าที่มีแสงสีแดงส่องลอดออกมา
“สิ่งที่เรียกข้า้าให้ข้าพบความจริง”
“แต่สิ่งที่เรียกเขา อาจ้าชีวิต”
คบเพลิงหลายสิบอันถูกจุดขึ้น
หลี่เฟิงเหยียนนำคนสิบสองคนลงไปยังหมู่บ้านทันที ส่วนทหารที่เหลืออยู่รักษาค่ายและเตรียมรับเหตุฉุกเฉิน
เยว่หลันเดินอยู่ข้างเขา
เถ้ากระดูกบนถนนหนากว่าเดิม แต่ไม่มีเกล็ดใหม่ตกลงมาจากฟ้า
รอยเท้าของหานซื่อเห็นได้ชัดบนพื้นสีขาว
มันทอดเป็เส้นตรงเข้าไปในหมู่บ้าน
ไม่หยุด
ไม่ลังเล
แม้แต่เมื่อผ่านบ้านที่เปิดประตูอ้ากว้าง เขาก็ยังเดินตรงต่อไป
“คนที่ถูกมนตร์สะกดมักเดินตามเสียงโดยไม่รู้สึกตัว” เยว่หลันกล่าว “ต่อให้มีสิ่งใดขวางหน้า เขาก็จะไม่หยุด”
จ้าวเหวินถาม
“แล้วหากเราเรียกเขา เขาจะได้ยินหรือไม่”
“อาจได้ยิน แต่ไม่อาจตอบ”
รอยเท้านำพวกเขาไปยังใจกลางหมู่บ้าน
เมื่อถึงบ่อน้ำเก่า มันหยุดลงชั่วครู่
จากนั้นเปลี่ยนทิศไปยังบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามศาลบรรพชน
ประตูบ้านเปิดกว้าง
ด้านในมืดสนิท
หลี่เฟิงเหยียนยกมือส่งสัญญาณ
ทหารสองคนเข้าไปก่อน พร้อมคบเพลิงและดาบ
ไม่มีเสียงต่อสู้
ครู่ต่อมาหนึ่งในนั้นจึงเรียก
“พบตัวแล้วขอรับ!”
ทุกคนรีบเข้าไป
หานซื่อยืนอยู่กลางห้อง
เขาหันหน้าเข้าหาผนัง มือทั้งสองยกขึ้นระดับอก ราวกับกำลังประคองสิ่งที่มองไม่เห็น
ดวงตาเปิดค้าง
ริมฝีปากขยับพึมพำ
“นอนเถิด…นอนเถิด…ไม่ต้องตื่น…”
จ้าวเหวินเดินเข้าไปหา
“หานซื่อ!”
ชายผู้นั้นไม่ตอบ
เมื่อจ้าวเหวินเอื้อมมือแตะไหล่ เขากลับหันขวับมาอย่างรวดเร็ว
ดวงตาทั้งสองเป็สีขาวทั้งหมด
“อย่าปลุกพวกเขา!”
เขาะโเสียงดังจนทุกคนชะงัก
จากนั้นร่างทั้งร่างก็เริ่มสั่น
มีเถ้าสีขาวไหลออกจากปากและจมูกของเขา
เยว่หลันรีบก้าวเข้าไป ใช้กระดาษยันต์แปะลงบนหน้าผาก
“จับเขาไว้!”
ทหารสองคนช่วยกันประคองร่างหานซื่อ
เยว่หลันวาดอักขระบนกลางอกเขาด้วยเืจากปลายนิ้ว แล้วกดฝ่ามือลงไป
“ผู้ตายกลับสู่ทางของผู้ตาย”
“คนเป็จงคืนสู่ลมหายใจ”
“สิ่งใดมิใช่ของเ้า จงออกไป!”
ร่างหานซื่อกระตุกแรง
เถ้ากระดูกพุ่งออกจากปากเป็กลุ่มใหญ่ แล้วตกลงบนพื้น
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องของเด็กหลายสิบคนก็ดังขึ้นพร้อมกันจากทั่วทั้งบ้าน
คบเพลิงดับวูบเกือบทั้งหมด
ทหารหลายคนหันหลังชนกันด้วยความใ
เยว่หลันไม่ถอนมือ
นางกดอักขระลงแน่นกว่าเดิม
เถ้ากระดูกบนพื้นดิ้นพล่านและพยายามไหลกลับเข้าไปในร่างหานซื่อ แต่หลี่เฟิงเหยียนชักกระบี่ออกแล้วฟันลงกลางกลุ่มเถ้า
แสงสีเงินจากคมกระบี่แผ่เป็วง
เถ้ากระดูกแตกกระจายพร้อมเสียงหวีดร้อง
หานซื่อหมดสติและทรุดลง
เยว่หลันตรวจชีพจร
“ยังมีชีวิต”
จ้าวเหวินถอนหายใจ แต่ยังไม่ทันคลายความกังวล เสียงเคาะก็ดังขึ้นจากใต้พื้น
กึก
กึก
กึก
ทุกคนเงียบลง
เสียงนั้นดังชัดจากใต้แผ่นไม้กลางห้อง
กึก
กึก
กึก
ราวกับมีคนอยู่ด้านล่าง
หรือหลายคน
เยว่หลันหยิบคบเพลิงที่ยังติดอยู่ แล้วเดินไปยังจุดที่มีเสียง
บนพื้นมีพรมเก่าผืนหนึ่งปูทับไว้
เมื่อทหารเลื่อนพรมออก จึงพบประตูกลไม้เล็ก ๆ
ห่วงเหล็กถูกล็อกด้วยโซ่เส้นหนา
และบนโซ่มีผ้ายันต์สีดำพันอยู่หลายชั้น
ผ้ายันต์แบบเดียวกับที่ติดบนศาลเ้า
จ้าวเหวินมองเยว่หลัน
“ด้านล่างมีคนหรือขอรับ”
นางไม่ตอบทันที
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ตามด้วยเสียงกระซิบแ่เบา
“ช่วยด้วย…”
ทหารหลายคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป
“เป็เสียงคนขอรับ”
เยว่หลันย่อตัวลง แตะปลายนิ้วบนพื้นไม้
ความเย็นจัดแล่นขึ้นมาตามแขน
ใต้พื้นไม่มีไอของคนเป็
มีเพียงไอิญญาหนาแน่นจนแทบกลายเป็กำแพง
“อย่าเปิด”
นางกล่าวทันที
เสียงด้านล่างเงียบไป
จากนั้นเปลี่ยนเป็เสียงผู้หญิงร้องไห้
“ลูกข้าอยู่ข้างนอก…ช่วยเปิดให้ข้าที…”
ทหารคนหนึ่งขยับเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว
หลี่เฟิงเหยียนใช้ฝักกระบี่ขวางไว้
“ถอย”
ชายคนนั้นสะดุ้งแล้วรีบถอยกลับ
เสียงใต้พื้นเปลี่ยนอีกครั้ง
คราวนี้เป็เสียงชายชรา
“ท่านอ๋อง…ช่วยพวกเราด้วย…”
จ้าวเหวินหน้าซีด
“มันรู้ว่าท่านเป็ใคร”
หลี่เฟิงเหยียนมองประตูกลด้วยสายตาเย็นเยียบ
“สิ่งที่อยู่ข้างล่างได้ยินทุกอย่างที่เกิดขึ้น้า”
เยว่หลันมองผ้ายันต์สีดำ
“และอาจเฝ้ามองหมู่บ้านนี้มานานมาก”
เสียงเคาะหยุดลงอย่างกะทันหัน
ความเงียบกลับคืนมา
แต่เพียงครู่เดียว เสียงเด็กผู้หญิงก็ดังลอดขึ้นมา
เป็เสียงเดียวกับเด็กหญิงชุดแดง
“พรุ่งนี้…”
ทุกคนชะงัก
“มาที่ศาลเ้า…”
เยว่หลันกำโคมแดงในมือแน่น
“อาหลิง?”
เสียงด้านล่างตอบเบา ๆ
“ก่อนระฆังครั้งที่เจ็ด…”
แล้วทุกอย่างก็เงียบสนิท
พวกเขานำหานซื่อกลับค่ายก่อนรุ่งสาง
ประตูกลใต้บ้านถูกปิดไว้ดังเดิม และเพิ่มกำลังเฝ้าระวังรอบบริเวณ แต่ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าไปใกล้
เมื่อกลับถึงค่าย เยว่หลันจึงตรวจร่างของหานซื่ออีกครั้ง
ชีพจรกลับมาเป็ปกติ
ลมหายใจสม่ำเสมอ
แต่บริเวณกลางอกมีรอยมือเด็กสีเทาปรากฏอยู่
ห้านิ้วเล็ก ๆ กดลึกลงบนผิว ราวกับมีเด็กคนหนึ่งพยายามเกาะติดเขาจากด้านใน
เยว่หลันใช้ผ้ายันต์ปิดทับ แล้วสั่งมิให้ผู้ใดอยู่กับเขาตามลำพัง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีเทาอ่อน
หมู่บ้านชิงเหอยังคงเงียบสงบ
เถ้ากระดูกปกคลุมหลังคาทุกหลัง
จากที่สูง มันดูงดงามราวหมู่บ้านซึ่งถูกหิมะแรกโอบคลุม
แต่ความงดงามนั้นทำให้ผู้คนยิ่งหนาวเย็นในหัวใจ
เยว่หลันยืนอยู่ริมค่าย
โคมกระดาษสีแดงวางอยู่ในมือ
หลี่เฟิงเหยียนเดินมาหยุดข้างกาย
“เ้าจะไปที่ศาลเ้า”
มิใช่คำถาม
เยว่หลันพยักหน้า
“เด็กคนนั้นกำลังพยายามบอกบางอย่าง”
“หรือกำลังล่อเ้าเข้าไป”
“อาจเป็ทั้งสองอย่าง”
เขามองนางนิ่ง
“ข้าจะไปด้วย”
“ท่านอ๋องไม่คิดห้ามหรือเพคะ”
“หากห้ามแล้วเ้าจะไม่ไปหรือ”
เยว่หลันเงียบ
หลี่เฟิงเหยียนจึงกล่าวต่อ
“เช่นนั้นข้าจะไม่เสียเวลากล่าวสิ่งที่ไร้ประโยชน์”
คำพูดนั้นทำให้นางยิ้มบาง ๆ เป็ครั้งแรกนับจากออกจากเมืองหลวง
รอยยิ้มจางมาก
แต่เพียงพอให้แววตาของชายหนุ่มอ่อนลงเล็กน้อย
“เราจะไปหลังพระอาทิตย์ขึ้น” เขากล่าว “นำคนไปไม่เกินหกคน”
“และต้องไปก่อนระฆังครั้งที่เจ็ด”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าหมายถึงอะไร”
เยว่หลันมองศาลเ้าปลายหมู่บ้าน
บนหลังคาเก่า มีระฆังทองแดงเล็ก ๆ แขวนอยู่ใต้ชายคา
แต่เมื่อนางนับดู กลับพบว่ามีทั้งหมดเพียงหกใบ
“ยังไม่รู้”
นางตอบช้า ๆ
“แต่ข้าคิดว่า ระฆังครั้งที่เจ็ดอาจไม่ใช่เสียงจากระฆังที่มองเห็น”
ลมยามเช้าพัดผ่านหมู่บ้าน
ทันใดนั้น ระฆังใต้ชายคาศาลเ้าก็ดังขึ้นพร้อมกันทั้งหกใบ
กริ๊ง…
กริ๊ง…
กริ๊ง…
เสียงทั้งหกซ้อนทับกัน ก้องไปทั่วหุบเขา
แล้วท่ามกลางเสียงเ่าั้ มีเสียงที่เจ็ดดังแทรกขึ้นมาจากใต้พื้นดิน
กังวาน
หนัก
และลึกเสียจนเถ้ากระดูกบนหลังคาทุกหลังสั่นไหว
เยว่หลันจ้องศาลเ้าไม่วางตา
ประตูไม้สีดำค่อย ๆ เปิดออกเองทีละน้อย
ด้านในมืดสนิท
แต่กลางความมืดนั้น เด็กหญิงชุดแดงยืนถือโคมอยู่
คราวนี้ รอบกายของนางมีเงาผู้คนจำนวนมากยืนเบียดเสียดกัน
นับร้อย
ทุกคนก้มหน้า
และไม่มีเท้า
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองเยว่หลัน
ริมฝีปากขยับช้า ๆ
แม้อยู่ไกล แต่นางกลับได้ยินชัดเจนราวกับเสียงกระซิบข้างหู
“พวกเขากำลังจะตื่นแล้ว”
ประตูศาลเ้าปิดกระแทกดังสนั่น
เสียงระฆังทั้งหมดเงียบลงพร้อมกัน
เหลือเพียงหมู่บ้านที่สงบนิ่ง
สงบนิ่งราวกับเวลาหยุดเดินมาั้แ่เมื่อหลายสิบปีก่อน
และกำลังรอใครบางคนเข้าไปปลุกมันให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
จบตอนที่ 2