บรรยากาศภายในห้องดูแปลกประหลาดไปเสียหมด เพราะหลังจากที่สตรีเ้าของห้องเดินจากไปมันก็เหมือนกับว่าเขากำลังเผชิญอยู่กับโลกใบใหม่ที่ตนเองไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย เดลจึงทำได้เพียงแค่เดินสำรวจไปมาก่อนจะกลับมานั่งบนเตียงที่เขาเคยหลับใหลไปถึงสองวันเต็ม ๆ
“หากที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ข้าเคยอยู่ ข้าจะหาทางกลับอย่างไรและราชวงศ์จะเป็ตายร้ายดีเช่นไรก็ไม่รู้”
เสียงทุ้มพึมพำออกมาเบา ๆ ในระหว่างที่กำลังคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในตอนนี้และใน่เหตุการณ์การปราบฏแวมไพร์ เขาจำได้เพียงว่าตนเองเกือบจะสิ้นใจกลางป่าสนและทุก ๆ อย่างในตอนนั้นก็ดับวูบไปพร้อมกับแสงของแหวนโกเมน
“ใช่สิ แหวนโกเมน”
เดล เทอร์ลิงตันยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดูก็พบว่าเขายังคงสวมแหวนโกเมนตรงนิ้วกลางข้างซ้ายจริง แหวนที่ซื้อจากชาวต่างชาติผู้ลึกลับคนนั้นยังคงอยู่ดี สีของมันเปล่งประกายหยอกล้อกับแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านหน้าต่างห้อง ยากนักที่จะถอนสายตาออกมาได้
“น่าเบื่อชะมัด แม่นั่นก็หายไปเสียเฉย ๆ ตั้งใจจะทำสิ่งใดกันแน่”
“ฮะ ฮะ ฮะ… ฮัดเช่ย!”
“โอ๊ย อะไรกันเนี่ย นี่ไม่ใช่หน้าหนาวเลยสักนิด”
เสียงใสบ่นกระปอดกระแปดเพราะหลังจากที่เธอถอดหมวกกันน็อกออกแล้วนั้น อาการจามติดต่อกันหลายครั้งก็เกิดขึ้นจนเผลอคิดไปว่าตนเองไม่สบายขึ้นมา เธอหวังว่าจะไม่เป็แบบนั้นและการที่เธอแวะมายังสำนักงานในครั้งนี้ก็มีเหตุผลอยู่
“หวังว่าอีตานั่นจะอยู่ได้และไม่เผลอทำห้องพังนะ” คิดเช่นนี้แล้วเธอก็ไม่รู้ว่าตัดสินใจผิดถูกแค่ไหนที่ทิ้งคนปริศนาให้อยู่ในห้องเพียงลำพัง… เธอไว้ใจเขาขนาดนั้นเลยน่ะเหรอ?
ไม่หรอก ไอรีนไม่ได้ไว้ใจคนที่สมอ้างว่าเป็เดล เทอร์ลิงตันขนาดนั้นแต่จากการสังเกตท่าทางของเขาทำให้เธอมั่นใจอยู่ข้อหนึ่งว่าหมอนั่นจะไม่มีทางออกจากห้องของเธอได้ หรืออย่างน้อยถ้าออกไปได้จริง ๆ สุดท้ายก็คงต้องกลับมาที่เดิมอยู่ดี
“วันหยุดของเธอไม่ใช่รึไง ทำไมถึงโผล่มาที่นี่ได้”
“ฉันแค่แวะมาเก็บของน่ะค่ะ ว่าแต่หัวหน้าเถอะวันหยุดแท้ ๆ แต่ก็ยังมาทำงาน ขยันจังเลยนะคะ”
เธอรีบหันกลับไปตอบคนเป็หัวหน้าหน่วยในทันทีที่ได้ยินเสียงเข้มของเขา วันนี้ไอแซคดูแต่งตัวดีเป็พิเศษแต่ใครจะสนกันล่ะเพราะถ้าหากพูดตามตรงแล้วล่ะก็… เธอกับไอแซคไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่นักเพราะหมอนี่ชอบเข้มงวดมากจนเกินไป เห็นว่าเธอเป็รุ่นน้องและเด็กสุดในหน่วยก็เอาแต่บ่นและสั่งอยู่ได้
“ก็มันหน้าที่ของผม แล้วนี่จะเข้าไปไหมจะได้เดินเข้าไปพร้อมกัน” ไอแซคไหวไหล่ราวกับไม่ใส่ใจก่อนที่จะเอ่ยชวนผู้ใต้บังคับบัญชาให้เข้าไปข้างในตึกพร้อมกันตามมารยาทที่เขาพึงมี
บรรยากาศภายในสำนักงานค่อนข้างเงียบเชียบเพราะเ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ต่างแยกย้ายกันกลับหมดแล้ว จะมีก็เพียงแค่ไม่กี่คนที่ต้องมาเข้าเวรและหนึ่งในนั้นก็ไม่ใช่ไอรีน
“แผนกเราอยู่ทางนี้ แล้วนั่นคุณจะไปไหน?”
ขาเรียวหยุดชะงักกึกเมื่อเสียงของไอแซคดังขึ้นขัดจังหวะ “ฉันจะแวะไปหาเพื่อนที่อยู่หน่วยบันทึกประวัติศาสตร์หน่อยน่ะค่ะ”
“งั้นก็ตามสบาย”
ไอรีน ควินเทรลล์ไม่ได้ตอบอะไรออกไปอีก เธอเพียงแค่โค้งให้กับเขาไปหนึ่งทีก่อนจะก้าวฉับ ๆ ไปทางหน่วยบันทึกประวัติศาสตร์ที่เธอพอจะรู้จักคนที่ทำงานในนั้นอยู่บ้าง
ประตูทางเข้าของหน่วยบันทึกแตกต่างจากหน่วยของเธออย่างลิบลับ โดยเฉพาะเครื่องแสกนนิ้วมือและเครื่องสแกนบัตรประจำตัวเ้าหน้าที่ที่ติดอยู่ตรงหน้าประตูกระจกใสนั่น เครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านี้ดูจืดชืดไปเลยเมื่อเทียบกับเครื่องสแกนใบหน้าและเครื่องถอดเสียงของหน่วยข่าวกรอง
“กรุณาแจ้งเื่ที่้าติดต่อค่ะ” เสียงตอบกลับอัตโนมัติดังขึ้นในทันทีที่เธอวางนิ้วโป้งข้างขวาลงเครื่องสแกน
“้าพบเ้าหน้าที่ที่เข้าเวรวันนี้ค่ะ”
เสียงใสพูดออกมาไม่ทันขาดคำ สัญญาณก็ดังเตือนให้เธอสแกนบัตรประจำตัวเพื่อที่จะได้เข้าไปข้างในหน่วยบันทึก โดยไม่นานนักไอรีนก็จัดการธุระตรงส่วนนี้เสร็จ เธอจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปภายในแผนกบันทึกพลางกวาดสายตามองหาโต๊ะทำงานของเ้าหน้าที่อยู่เพียงครู่เดียวก็พบกับคนที่เธอ้าเจอในวันนี้
“มีงานด่วนอะไรหรือเปล่าเนี่ย”
เสียงหวานของเ้าหน้าที่สาวประจำหน่วยดังขึ้น แขกผู้มาเยือนจึงทำได้เพียงแค่ฉีกยิ้มสดใสพร้อมกับเล่าถึงเื่ที่เธอ้าความช่วยเหลือจากเฟรย์
“บันทึกของราชวงศ์เทอร์ลิงตันงั้นเหรอคะ ฉันเพิ่งเก็บไปเมื่อครู่นี้เองค่ะ”
“เก็บไป?” คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความสงสัยกับสิ่งที่ได้ยิน
“เ้าหน้าที่จากวังหลวงเพิ่งมาขออัปเดตข้อมูลเมื่อกี้น่ะค่ะ ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกันแต่ไม่ทันได้เปิดอ่าน งานอื่นก็ดันเข้าเสียก่อน”
เ้าของเรือนผมสีน้ำทะเลค่อย ๆ ลุกออกจากเก้าอี้ ส่วนสูงของหล่อนนั้นพอ ๆ กับไอรีนแต่คงเป็เพราะส้นสูงที่สวมอยู่จึงทำให้เป็เช่นนั้น เฟรย์โคลงศีรษะไปมาเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบสมุดเล่มหนาออกจากตู้เซฟพร้อมเดินกลับมาหาไอรีนที่ยืนรออยู่
“ที่จริงแล้วก็ใช่ว่าจะเปิดให้ใครดูได้ง่าย ๆ หรอกนะคะแต่เพราะเธออยู่สังกัดหน่วยข่าวกรองจึงเป็ข้อยกเว้น” เสียงหวานนุ่มของเฟรย์ดังขึ้นมาอีกครั้งในระหว่างที่เ้าหล่อนเปิดหน้าสมุดบันทึกเล่มหนาที่ประทับตราประจำราชวงศ์เทอร์ลิงตัน
“ระหว่างนี้เธอก็ตามสบายเลยนะ ฉันให้เวลาหนึ่งชั่วโมง”
“ขอบใจนะเฟรย์ แต่หนึ่งชั่วโมงเองเหรอคะ?”
“ที่จริงแล้วก็อยากให้มากกว่านั้นค่ะแต่อีกสักพักคนในหน่วยอื่นจะแวะมาน่ะ”
“โอเค ถ้างั้นฉันไม่กวนเฟรย์แล้ว ขอบคุณมากนะคะ”
เฟรย์ไม่ได้ตอบอะไรเธอ หล่อนเพียงแค่ส่งยิ้มเล็ก ๆ พร้อมกับเดินหันหลังกลับไปยังโต๊ะประจำตำแหน่งของตัวเอง ไอรีนจึงหันกลับมาสนใจกับบันทึกเล่มหนาที่วางอยู่ตรงหน้าต่อ
“เหตุใดถึงยังไม่กลับมาอีก?”
ผ่านไปนานมากแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของสตรีเ้าของห้องเลยแม้แต่น้อย ทำให้เดลรู้สึกกังวลใจเพราะเกรงว่านางจะเล่นตุกติกอะไรแต่เพียงไม่นานนักเสียงประตูห้องก็ดังขึ้น ร่างสูงจึงรีบชะเง้อคอมองไปทางประตูในทันที
เสี้ยววิถัดมาประตูก็ถูกเปิดออกช้า ๆ ตามด้วยร่างของไอรีน เขาสังเกตเห็นว่าดวงตาสีโกเมนคู่นั้นกวาดมองไปรอบ ๆ ห้องและมาหยุดตรงที่เขา เขาดูสีหน้าของนางไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใดหรือรู้สึกเช่นไรอยู่กันแน่แต่พอมารู้ตัวอีกทีนางก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เปล่า” เสียงทุ้มตอบกลับออกไปทันควันก่อนจะเสมองไปทางอื่น
“อ๋อค่ะ”
เดลขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินเพียงแค่ประโยคนั้นและไอรีนก็ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างที่้าพูดแต่นางก็ไม่พูดเสียทีจนองค์ชายสามแห่งเซเนียรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
“เ้า้าพูดอันใดกับข้าหรือไม่?”
“อ่า เื่นั้น… ช่างมันก่อนเถอะค่ะ คุณตามสบายเลยนะคะ ฉันมีงานด่วนที่ต้องจัดการ”
ถึงแม้ว่าดวงตาสีโกเมนคู่นั้นจะดูมีชีวิตชีวากว่าอันย่า เกรแฮมอย่างไรแต่บางครามันก็กลับคล้ายจนเขาแยกไม่ออกว่านี่คืออันย่าหรือสตรีที่อ้างว่าตนชื่อไอรีนกันแน่
ไฟล์ลับที่บันทึกประวัติศาสตร์ความเป็มาของเซเนียถูกไอรีนกรอกรหัสเข้าไปอย่างง่ายดาย ทำให้หน้าจอเผยรายการข้อมูลที่เยอะจนเธอไม่รู้ว่าควรต้องเปิดดูสิ่งใดเป็อันดับแรกแต่พอนึกไปถึงชายปริศนาคนนั้น ภาพที่เขาสวมชุดราวกับซีรีส์แนวพีเรียดก็ผุดขึ้นมาในความคิด
หัวข้อเื่การแต่งกายของราชวงศ์และชนชั้นสูงจึงถูกคลิกเข้าไปดูด้วยความรวดเร็ว กระทั่งไอรีนเลื่อนสายตาอ่านแล้วเจอกับข้อความบรรยายถึงชุดที่องค์ชายสามมักสวมใส่ คิ้วเรียวของเธอก็ขมวดมุ่นขึ้นมาในทันที
“เทียบกันแล้ว เหมือนกับถอดแบบชุดขององค์ชายสามออกมาชัด ๆ”
เสียงใสพึมพำออกมาในขณะที่สายตายังคงอ่านข้อความบนหน้าจอด้วยความสนอกสนใจกับข้อมูลที่ได้รับ ในตอนนี้เธอไม่คิดว่าจะมีผู้ที่ชื่นชอบองค์ชายสามถึงขั้นลงทุนสืบหาข้อมูลถึงเพียงนี้
“เป็ไปไม่ได้เลยที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ นอกจากว่า!” พูดยังไม่ทันจบประโยคดี มือเรียวก็รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาใครบางคนที่เธอนึกขึ้นมาได้
“เอรอส! ฉันมีเื่อยากให้ช่วย”
น้ำเสียงกระตือรือร้นของเธอทำให้ปลายสายเผลอจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิดแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตอบกลับมาอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะเป็ประโยคห้วน ๆ ก็ตามที
“อะไร”
“ฉันจะส่งรูปให้ดูทางอีเมล แล้วช่วยสืบประวัติให้ทีได้ไหม?”
“แลกกับอะไร?”
เสียงจากปลายสายดูมีท่าทางอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดแต่เธอก็รู้ดีว่าบทสนทนานี้จะไปในทิศทางไหน
“บุฟเฟ่ต์นานาชาติสักมื้อหรือจะให้จองห้องอาหารของพระราชวังให้”
“ไม่ต้อง ๆ ฉันก็แค่พูดเล่นไปอย่างงั้นเอง น้องสาวสุดที่รัก้าความช่วยเหลือทั้งที พี่ชายอย่างฉันจะเพิกเฉยได้ไง”
ริมฝีปากได้รูปเผลออมยิ้มเล็ก ๆ ถึงเธอและเอรอสจะชอบปั่นประสาทกันเป็พัก ๆ แต่เขาก็ยังคงเป็คนที่พึ่งพาได้เสมอ
“ทำอันใดของเ้า”
เสียงทุ้มเอ่ยออกมาพลางแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อเขาถูกอีกฝ่ายทำสิ่งแปลก ๆ ด้วย โดยเฉพาะไอ้ของรูปร่างทรงสี่เหลี่ยมนั่น มันเปล่งเสียงออกมาในขณะที่ไอรีนเล็งมายังเขา
“ถ่ายรูปค่ะ”
“ถ่ายรูป?” เดลทวนคำถามพลางขมวดคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง เขาไม่เคยได้ยินประโยคเช่นนี้มาก่อน แล้วการถ่ายรูปนั่นมันจะคล้ายกับการวาดภาพเหมือนหรือไม่
“ขั้นกว่าของการวาดภาพค่ะ”
ซึ่งดูเหมือนว่านางจะเข้าใจในความสงสัยของเขา สิ่งที่ติดอยู่ในใจจึงถูกเอ่ยออกมาอย่างกระจ่างก่อนที่องค์ชายสามแห่งเซเนียจะพบว่าขั้นกว่าของการวาดภาพนั้นมันน่าทึ่งเพียงใด
“นั่นข้าหรอกหรือ?”
“ใช่ค่ะ การถ่ายรูปเป็การสร้างภาพเหมือนขึ้นมาโดยเก็บรายละเอียดครบทุกอย่างและชัดกว่าการวาดอีกด้วยค่ะ”
ดวงตาคู่คมสีอำพันจ้องมองภาพของตนเองผ่านเครื่องประหลาดด้วยความสงสัยใคร่รู้ก่อนที่จะเผลอสบตากับเ้าของห้องเข้า จนตัวเขาเองต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ทิ้งให้ดวงตาสีโกเมนคู่นั้นจ้องมองมาด้วยความงุนงง
“เป็อะไรหรือเปล่าคะ?”
“เ้าไม่รู้หรือว่าการวาดภาพสมาชิกภายในราชวงศ์โดยไม่ได้รับการยินยอ-”
“มีโทษถึงขั้นขึ้นศาล”
“เ้ารู้ได้อย่างไร?” คิ้วได้รูปขมวดมุ่นในทันทีที่เขาพูดไม่ทันจบประโยคแต่อีกฝ่ายก็กลับชิงพูดขึ้นมาได้อย่างหน้าตาเฉย ราวกับว่านางรู้ข้อกฎหมายของเซเนียดี
“ก็เรียนมานิดหน่อยน่ะค่ะแต่ช่างเถอะค่ะ คุณต่างหากที่ต้องตอบฉันมาก่อนว่าคุณไปโจรกรรมข้อมูลของทางการมาได้ยังไง?”
ประโยคอันยาวเหยียดพร้อมกับสายตาที่จ้องมองมายังเขาด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ทำให้เดลเสมองไปทางอื่นเพราะไม่มีคำตอบให้กับไอรีน เขามาที่นี่ไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำและที่สำคัญก็ยังไม่รู้วิธีกลับเลยด้วย
“โจรกรรมข้อมูลอันใดของเ้า ข้าไม่เห็นจะรับรู้อะไรด้วย” สุดท้ายแล้วประโยคปฏิเสธก็ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาอยู่ดี
“เอาเป็ว่า มันเป็ไปไม่ได้เลยค่ะที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าถึงข้อมูลของราชวงศ์ได้ในตอนนี้”
ไอรีนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับกดส่งรูปของเดลให้กับเอรอสทางอีเมล กระทั่งเธอละสายตาจากหน้าจอถึงจะสังเกตเห็นสีหน้าของชายหนุ่มที่บ่งบอกว่าไม่เข้าใจกับสิ่งที่เธอกำลังจะสื่อ
“เอาเป็ว่า ข้อมูลรายละเอียดยิบย่อยของราชวงศ์เทอร์ลิงตันมีปัญหานิดหน่อยน่ะค่ะ ทางการจำเป็ต้องปิดไว้ก่อน”
“มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?” ดวงตาสีอำพันจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ และเดลก็ไม่ปฏิเสธเลยว่าดวงตาคู่สวยของไอรีนน่ามองขนาดไหนแต่ทว่าอารมณ์ขุ่นมัวจากเื่ที่ได้รับฟังในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกแย่เสียจนไม่อยากมองหน้านาง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ั้แ่บรรจุเข้าหน่วยข่าวกรองก็ได้ยินเื่นี้แล้ว” เสียงใสเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนที่เธอจะเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มีข้อความจากเอรอสแล้วเผลอแสดงสีหน้ากังวลออกมา
“เหตุใดถึงทำสีหน้าเช่นนั้น?”
เธอไม่ได้ตอบเขาในทันทีแต่กลับสบตามองคนตรงหน้าราวกับ้าพินิจพิเคราะห์ตัวตนของเดล เทอร์ลิงตันจนทำให้อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองด้วยความไม่เข้าใจ
“เอ่อ… ขอโทษค่ะ”
พูดออกไปแต่เพียงเท่านั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะคำตอบที่ได้รับจากเอรอสไม่กี่วินาทีที่ผ่านมานั้น เริ่มทำให้เธอคิดถึงเื่การเดินทางข้ามเวลาขึ้นมาแต่มันจะเป็ไปได้อย่างไรเพราะเื่แบบนั้นคงมีแต่ในนิยายแฟนตาซี ทว่าความคิดอีกวูบก็กลับทำให้ไอรีนรู้สึกสับสน
การที่เซเนียยังคงมีตำแหน่งนักเวทย์ไว้ดูแลพระราชวังต่าง ๆ ก็บ่งบอกได้ดีว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเื่เช่นนี้แต่อย่างไรแล้วเธอก็ไม่กล้าด่วนสรุปที่มาที่ไปของชายตรงหน้ามากนัก
“ช่างแปลกคนยิ่งนัก ข้าเชื่อแล้วว่าเ้าไม่ใช่อันย่า”
“อันย่า? คุณจะบอกฉันได้ไหมคะว่าหล่อนคือใคร”
เดลนิ่งคิดไปอยู่ครู่ใหญ่ เขาทำทีราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา นอกเสียจากถอนหายใจยาวเหยียดราวกับมีเื่ให้ต้องคิดเสียเต็มประดา
“ถ้าไม่สะดวกบอกก็ไม่เป็ไรค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนที่จะเดินแยกไปนั่งจมอยู่กับความคิดบนโซฟาสีดำ โดยไม่นานนักเขาก็สังเกตเห็นว่าสตรีเ้าของห้องกำลังหอบอะไรบางอย่างเดินมาทางเขา
“นี่ชุดของพี่ชายฉัน คุณยืมใช้ไปก่อนเถอะค่ะ ถ้าความจริงทุกอย่างกระจ่างขึ้นค่อยคืนให้ฉัน”
“ความจริงอันใด? เ้ายังไม่เชื่อข้าหรอกหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากจะเชื่อนะคะแต่มันดูเหลือเชื่อจนเกินไป ขอฉันหาข้อสรุปให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้ก็คงต้องให้คุณอยู่ที่นี่ไปก่อน”
น้ำเสียงและท่าทางของนางดูจริงจังจนเดลรับรู้ได้ว่าไอรีนหมายความเช่นนั้นจริง ๆ แต่ถ้าหากจะให้เขาเอาแต่ขลุกอยู่ที่นี่มันคงจะไม่เป็การดีต่อตัวเขาเท่าไรนัก อย่างน้อยเขาก็ควรจะได้รับรู้สภาพแวดล้อมภายนอกบ้าง
“เ้าคิดจะขังข้าให้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมหรืออย่างไร?”
“แล้วถ้าฉันให้คุณออกไปข้างนอก คุณรู้ทางงั้นเหรอคะ?”
“เ้าก็เป็ผู้นำทางให้ข้าสิ”
คิ้วเรียวขมวดมุ่นให้กับคำสั่งของชายตรงหน้า ถ้าหากว่าเธอตอบรับและพาเดลออกไปเดินเล่นข้างนอก เขาจะทำหรือพูดอะไรแปลกประหลาดจนเป็ที่จับสังเกตหรือไม่? และยิ่งไปกว่านั้นคุณป้าที่ดูแลอะพาร์ตเมนต์จะคิดว่าเธอกำลังคบหากับชายคนนี้หรือไม่ แล้วเธอจะต้องตอบอย่างไรถ้าถูกยิงคำถามขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ใบหน้าได้รูปจึงส่ายไปมาราวกับ้าสะบัดความคิดอันยุ่งเหยิงออกจากหัวให้หมด
“เป็อันใดไป?”
น้ำเสียงของเดลดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกันกับที่ไอรีนดึงสติของตัวเองกลับมาได้ อันดับแรกเธอคงจะต้องตอบรับคำขอของหมอนั่นก่อน
“เปล่าค่ะ คือฉันจะบอกว่าฉันตกลงเป็ผู้นำทางให้คุณแต่คุณต้องปฏิบัติตามกฎของฉันอย่างเคร่งครัด อย่าได้แม้แต่แหกกฎข้อไหน ไม่เช่นนั้นคุณจะไม่ได้ออกไปเจอสภาพแวดล้อมภายนอก”
“ข้าจะทำ แล้วไหนเล่ากฎที่เ้าว่า?” หรี่ตามองท่าทางของนางเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะรีบเสตามองไปทางอื่น
“รอสักครู่ค่ะ ตอนนี้คุณไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะค่ะแล้วมาเจอกันที่นี่”
To be continue...