ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 สร้างความดีความชอบได้เงินรางวัล

            หวังเฮ่าเรียนรู้ทักษะพื้นฐานจากนายทหารเก่านายหนึ่งในกองทัพเป็นเวลาสองปี ฝึกทักษะดาบและกระบองสามปี ความเร็วของเขานั้นเร็วกว่าบุรุษธรรมดาหลายเท่าตัว

            โจรร่างอ้วนหน้าดำหลบได้เพียงไม้แรก และถูกไม้ที่สองฟาดเข้าที่กลางศีรษะจากด้านหลัง ไม้นี้เพียงตีให้เกิดเสียงอื้ออึงในศีรษะ ดวงตาพร่ามัวเห็นดวงดาวลอยไปมาอยู่เบื้องหน้า เลือดสีสดไหลออกจากจมูก คิดไม่ถึงว่าจะสลบล้มลงไปกับพื้นเสียได้

            ครั้นเห็นสถานการณ์เช่นนี้ กองกำลังทหารที่สวมหมวกและเสื้อเกราะอ่อนหลายนายก็ตะโกนเสียงดังพร้อมกันว่า “ยอดเยี่ยม!”

            “เจ้าฆ่าคน เจ้าฆ่าโจร ฆ่า ฆ่าคนตายแล้ว” ผังต้าไห่ทั้งตกใจและดีใจจนพูดติดอ่างเล็กน้อย การฝึกซ้อมตามปกติในแต่ละวันรู้เพียงว่าหวังเฮ่ามีวรยุทธ์อยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าวรยุทธ์ของหวังเฮ่าจะสูงเพียงนี้ ถึงขนาดสังหารโจรได้

            “ข้าเพียงตีให้สลบไปเท่านั้น ไม่ได้สังหารเขา” หวังเฮ่าใช้ท่อนไม้ทั้งสองฟาดไปที่ศีรษะของโจรร่างอ้วนหน้าดําอย่างไม่ลังเล ฟาดครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างรุนแรงและแม่นยำ

            โจรร่างอ้วนหน้าดําที่โด่งดังในกลุ่มโจรภูเขา ได้ตายลงด้วยน้ำมือของทหารธรรมดาอย่างหวังเฮ่าเช่นนี้

            “มันเพิ่งฆ่าพี่น้องพวกเราไปห้าคน”

            “เยี่ยมมาก ฆ่าได้ดี!”

            “ประเดี๋ยวข้าจะรายงานต่อท่านแม่ทัพว่า เป็นน้องชายผู้นี้ที่ปลิดชีพเติ้งหั่วมือดาบหน้าดํา”

            นายทหารทั้งหลายมองหวังเฮ่าด้วยสายตาซาบซึ้งหนึ่งที จากนั้นก็รีบปิดประตูหลัก กลับไปที่อิ๋นโหลวและจินโหลวเพื่อสังหารโจรชั่วต่อ

            ครึ่งชั่วยามต่อมา โจรชั่วทั้งเจ็ดคนในหอเพียวเซียนก็ถูกจับเป็นและจับตาย ไม่มีหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว

            ครั้นแม่ทัพเรียกระดมพลที่ด้านนอกหอเพียวเซียน นายทหารหลายนายก็ออกหน้ารายงานว่า หวังเฮ่าเป็นคนสังหารเติ้งหั่ว

            ท่านแม่ทัพมองไปที่หวังเฮ่าด้วยแววตาเป็นประกาย พลางเอ่ยอย่างตกตะลึง “ที่แท้เติ้งหั่วก็ตายด้วยน้ำมือของเจ้า!”

            หวังเฮ่ากล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เติ้งหั่วถูกใต้เท้าทั้งหลายลงมือจวนจะสิ้นลมหายใจแล้ว เช่นนี้จะเรียกว่าข้าน้อยขโมยความดีความชอบ ข้าน้อยไม่อาจรับคุณงามความดีทั้งหมดไว้ได้ ขอให้ท่านแม่ทัพตัดสินอย่างเป็นธรรมด้วยขอรับ”

            นายทหารทั้งหลายนายมองหวังเฮ่าด้วยสายตาเลื่อมใสมากขึ้นหนึ่งส่วน ไม่ใช่ทุกคนที่เผชิญหน้ากับคุณูปการความดีแล้วจะใจกว้างเหมือนกับหวังเฮ่า

            ทหารทุกนายที่อยู่หน่วยย่อยกับหวังเฮ่า ล้วนภาคภูมิใจที่เขาทำความดีแล้วไม่ยึดความดีเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

            เดิมทีท่านแม่ทัพรู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก เนื่องจากผู้ใต้บังคับบัญชาบาดเจ็บและตายไปสามสิบกว่านาย แขกและหญิงคณิกาตายไปสิบกว่าคน แต่เมื่อได้ค้นพบคนที่มีความสามารถอย่างหวังเฮ่า ในใจพลันรู้สึกปลื้มใจเล็กน้อย เขากล่าวยกย่องหวังเฮ่าหลายประโยค แล้วจึงถอนกำลังทหารกลับกองทัพ

            ระหว่างทางผังต้าไห่ก็คุยโอ้อวดกับทหารทั้งหลายถึงเหตุการณ์ที่หวังเฮ่าสังหารเติ้งหั่ว

            ในเวลานี้หวังเฮ่าเพิ่งจะได้รู้จากปากของนายทหารในหน่วยว่า ที่ตนเองได้รับความดีความชอบเพราะเติ้งหั่วคือผู้นําของโจรทั้งเจ็ดคนในการล้อมปราบปรามครั้งนี้ จึงคิดในใจว่า “มิน่าเล่า เมื่อครู่คนที่ล้อมสังหารเติ้งหั่วล้วนเป็นทหารของทางการ ที่แท้เติ้งหั่วก็เก่งกาจถึงเพียงนี้”

            เขาอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวในภายหลัง แต่ไม่เสียใจที่ทำเช่นนี้

            ในฐานะทหารย่อมต้องมีจิตสํานึกในการพลีชีพและสังหารศัตรู

            วันรุ่งขึ้น ท่านแม่ทัพให้รองแม่ทัพเขียนฎีกาเรื่องการล้อมปราบกลุ่มโจร แล้วส่งคนไปนำตัวโจรที่ถูกจับเป็นรวมถึงฎีกา ส่งไปยังเมืองเซียงเพื่อรายงานต่อท่านอ๋องแห่งเมืองเซียง

            ท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงเป็นพระราชนัดดาสายตรงในฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน มีพระนามว่าจ้าวอัน ปีนี้อายุสามสิบสามปี สืบทอดอำนาจจากอ๋องคนก่อนเมื่อหลายปีก่อน

            เมืองทั้งหมดที่อยู่ในรัศมีห้าร้อยลี้ ล้วนเป็นพื้นที่ในการปกครองของท่านอ๋องแห่งเมืองเซียง

            กองทัพที่หวังเฮ่าประจำการเป็นกองทัพเมืองเซียง กองทัพเมืองเซียงมีกำลังพลหนึ่งแสนห้าหมื่นคน เป็นกองกำลังทหารของอ๋องแห่งเมืองเซียง ภารกิจของกองทัพเมืองเซียงคือป้องกันชายแดนทางตอนใต้ของแคว้นต้าถัง ไม่ให้แคว้นของศัตรูรุกราน

            ไม่กี่วันต่อมา หนังสือราชการที่เขียนด้วยลายมือของท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงจ้าวอัน ที่มอบรางวัลตามผลงานความดีความชอบทางทหารก็ได้ส่งมา

            ท่านแม่ทัพได้เรียกทหารที่สร้างคุณงามความดีมาที่โถงประชุมด้วยตนเอง พร้อมกับทอดถอนหายใจยาวหนึ่งที “การล้อมปราบปรามในครั้งนี้มีผู้บริสุทธิ์ตายไปสิบหกคน สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมือง ท่านอ๋องจึงไม่ได้เลื่อนยศให้กับทุกคน เพียงแต่ตกรางวัลเป็นเงินเท่านั้น”

            ทุกคนเป็นทหาร ฝ่าอันตรายเพื่อสร้างผลงานทางทหาร ปรารถนาที่จะได้เลื่อนตําแหน่งทางทหารมากที่สุด ครั้นได้ยินเช่นนี้ ต่างก็รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

            ความดีความชอบทางทหารของหวังเฮ่าอยู่ลำดับที่เจ็ด ได้รับเงินสิบสองตำลึง เขาคาดหวังไว้ว่าจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นนายทหารขั้นเก้าระดับล่าง หากเป็นเช่นนี้เงินเดือนทหารและสวัสดิการทุกเดือนเมื่อรวมกันแล้วก็เป็นหนึ่งตำลึงกว่าๆ หนึ่งปีรวมกันแล้วก็เป็นสิบกว่าตำลึง ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าเขาจะไม่ได้เลื่อนขั้น ได้เพียงเงินสิบสองตำลึงเท่านั้น ความแตกต่างช่างห่างกันเกินไปแล้ว ในใจพลันเกิดความรู้สึกหดหู่

            ท่านแม่ทัพมองสีหน้าของลูกน้องใต้บังคับบัญชา แล้วกล่าวอีกเรื่องว่าท่านอ๋องจัดสรรเงินเป็นเงินบำเหน็จบำนาญและเงินปลอบใจ

            พลทหารที่พลีชีพในครั้งนี้มีสิบสามนาย ในจำนวนนั้นมีทหารทางการสามนาย ทหารชั้นประทวนสิบนาย นอกจากนี้ยังมีคนได้รับบาดเจ็บสาหัสสิบหกคน บาดเจ็บเล็กน้อยอีกยี่สิบเอ็ดคน

            ทางกองทัพต้องจ่ายเงินไม่น้อยเพื่อจับกุมพวกโจรอันธพาลทั้งเจ็ดคน

            เจิ้งหยวนสหายร่วมรบจากหมู่บ้านเดียวกันกับหวังเฮ่าถูกเติ้งหั่วมือดาบหน้าดําตัดแขนซ้าย ตอนนี้ยังสลบไม่ได้สติ

            หวังเฮ่าตั้งใจฟังที่เสนาธิการทหารของแม่ทัพอ่านถึงเงินปลอบใจ ครั้นได้ยินท่านเสนาธิการอ่านถึงคนที่แขนขาดจะได้รับเงินสามตำลึง ในใจพลันเต้นตึกตัก

            ตามกฎของทหาร ทหารที่พิการต้องถอดเครื่องแบบและสิ้นสุดการเป็นทหาร แล้วกลับคืนสู่ภูมิลำเนา

            เจิ้งหยวนสูญเสียแขนซ้ายไปแล้ว กลับไปที่หมู่บ้านหวังแล้วจะทําไร่ทํานาได้อย่างไร จะไปทํางานที่อําเภอและตําบลอย่างไร เลี้ยงตัวเองยังยากลำบาก ไหนเลยจะสามารถเลี้ยงครอบครัวได้?

            เงินปลอบใจเพียงสามตำลึง แม้จะรวมกับเงินปลดประจำการกลับภูมิลำเนาแล้วก็ไม่เกินหกตำลึง เงินเหล่านี้ล้วนไม่เพียงพอให้เจิ้งหยวนหาหมอและซื้อยาด้วยซ้ำ!

            ท่านแม่ทัพกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทุกท่าน ขอกล่าวตามตรง หนึ่งในประชาชนที่เสียชีวิตในครั้งนี้เป็นญาติของขุนนางในราชสํานักที่ประจําอยู่ในเมือง ท่านอ๋องแบ่งเงินส่วนใหญ่ให้กับครอบครัวนี้ ยังชดเชยเงินสี่พันตำลึงให้หอเพียวเซียน เงินที่ถึงมือพี่น้องพวกเราจึงเหลือไม่ถึงหนึ่งพันตำลึง”

            ทุกคนต่างก็ส่งเสียงดังขึ้นมาทันที

            เมื่อก่อนหวังเฮ่าเป็นเพียงนายทหารชั้นประทวนระดับต่ำ ไหนเลยจะเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้ ในใจทอดถอนหายใจด้วยความหดหู่ เป็นเพราะฐานะไม่เท่ากัน คุณค่าของคนจึงไม่เท่ากัน

            อยากให้คุณค่าของตนเองสูงขึ้น ก็ต้องมีฐานะที่ดี คนที่เกิดจากครอบครัวชาวนาอย่างเขา คิดอยากมีฐานะที่ดีก็ต้องเหนือกว่าผู้อื่น

            เขายังคิดว่าคงมีสักวันที่ตนจะโดดเด่นเหนือผู้อื่นในกองทัพ

            ทุกคนออกมาจากห้องโถงประชุม นายทหารเหล่านั้นแสดงความขอบคุณต่อหวังเฮ่า หวังเฮ่าไม่ได้รับเอาความดีความชอบแต่เพียงผู้เดียว ทำให้พวกเขาได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วย

            มีนายทหารทางการร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่เป็นหัวหน้าหน่วย ทราบว่าหวังเฮ่ารู้อักษร จึงเสนอให้ย้ายหวังเฮ่าไปเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาในตำแหน่งเสมียน ดูแลคลังเสบียง เอกสารเกี่ยวกับการทหารและอื่นๆ

            เสมียนเป็นคนสนิทของหัวหน้าหน่วย มีฐานะสูงกว่านายทหารชั้นประทวนทั่วไปอยู่ไม่น้อย ทำงานอยู่แนวหลังไม่ต้องเสี่ยงอันตราย หากทําได้ดี ในยามสงครามก็ง่ายที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นนายทหารทางการ แต่ในยุคที่ไม่มีสงครามก็ยากที่จะได้เลื่อนขั้น

            หวังเฮ่าไม่ได้ปฏิเสธ บอกเพียงว่าขอกลับไปคิดใคร่ครวญเสียก่อน

            หัวหน้าหน่วยของหวังเฮ่านามว่าเฉินไจ้ เป็นนายทหารทางการขั้นเจ็ดระดับบน ปีนี้อายุยี่สิบแปดปี มีใบหูกางทั้งสองข้าง เมื่อได้ยินว่าหัวหน้าหน่วยคนอื่นๆ ต้องการชิงตัวหวังเฮ่าก็ร้อนใจทันที หวังเฮ่าเป็นคนของเขา มีพรสวรรค์ในด้านการฝึกทหารยิ่ง ทั้งยังรู้อักษรและเฉลียวฉลาด บุคคลมีความสามารถเช่นนี้ย่อมต้องรั้งเอาไว้

            เพียงแต่ว่าหน่วยของเฉินไจ้มีเสมียนอยู่แล้ว และยังทํางานได้ดียิ่งนัก เขาทำงานอย่างเต็มที่ไร้ที่ติ จึงไม่อาจถอดถอนผู้อื่นได้โดยไร้เหตุผล

            หลังจากไม่สามารถแต่งตั้งหวังเฮ่าเป็นเสมียนได้ เฉินไจ้จึงรายงานต่อผู้บังคับบัญชา ให้เลื่อนขั้นหวังเฮ่าขึ้นเป็นทหารระดับบน เงินเดือนเพิ่มขึ้นถึงเดือนละสองร้อยแปดสิบเหรียญทองแดง และยังอนุมัติให้หวังเฮ่ากลับไปเยี่ยมญาติเป็นเวลาสิบห้าวันเพื่อเอาใจหวังเฮ่าเป็นพิเศษ

            ทหารชั้นประทวนในกองทัพแบ่งเป็นทหารระดับบน กลาง และล่าง ทหารระดับบนเป็นระดับสูงสุดในทหารชั้นประทวน

            หวังเฮ่าเป็นทหารระดับกลาง ภายในเวลาอันสั้นก็เลื่อนขั้นเป็นทหารระดับบน เงินเดือนทหารเพิ่มขึ้นหลายสิบเหรียญทองแดง หนึ่งปีก็เพิ่มขึ้นหลายร้อยเหรียญทองแดง นอกจากนี้เมื่อปลดประจำการก็สามารถได้รับเงินมากขึ้น

            ระเบียบเยี่ยมญาติในกองทัพเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ทหารชั้นประทวนทั่วไปไม่มีวันลาเยี่ยมญาติในช่วงสองปีแรกที่เข้าร่วมกองทัพ พอถึงปีที่สามถึงจะมีวันลา และวันลาเยี่ยมญาติมีเพียงปีละสิบห้าวันเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ] ที่คุณอ่าน